Sunai Fan Club

Sunai Fan Club
สุนัยแฟนคลับ

วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ประชามติ : จุดเปลี่ยน “ประชาธิปไตยมีนามสกุล”


โดย กองบรรณาธิการ จาก RED POWER ฉบับที่ 33 เดือนกุมภาพันธ์  2556



          การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นภารกิจสำคัญของฝ่ายประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่การผลักดันการแก้ไขตามครรลองของระบบรัฐสภาไม่ได้ราบรื่นดังที่รัฐบาลตั้งใจไว้ ทันทีที่รัฐบาลตั้งลำจะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฝ่ายตรงข้ามก็ตั้งป้อมคัดค้านต่อต้านกันตั้งแต่ยังไม่เห็นร่างเสียด้วยซ้ำ ด้วยข้ออ้างเดิมๆ ที่เกรงจะกระทบกับสถาบันกษัตริย์ รัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ขวัญอ่อนขวัญกระเจิงจนต้องยอมที่จะเขียนล็อคเอาไว้ว่าห้ามแตะหมวด 1 และหมวด  2  อันเป็นหมวดพระมหากษัตริย์เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย และเพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีเจตนาจะล้มล้างสถาบันกษัตริย์ ทั้งๆ ที่ถ้าว่ากันตามหลักการประชาธิปไตยที่ถูกต้องแล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถทำได้ทุกหมวดทุกมาตราซึ่งเป็นหลักการที่ประเทศประชาธิปไตยทำกันมาช้านาน แม้ว่ารัฐบาลและ ส..  ยอมถึงขั้นนี้แล้วก็ยังไม่วายสมุนรับใช้ฝ่ายอำมาตย์จะไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าการยื่นแก้ไขมาตรา  291 เพื่อนำไปสู่การตั้ง สสร. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้นเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยมีนามสกุลหรือไม่(ประชาธิปไตยมีนามสกุลเป็นชื่อเล่นของประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเป็นประมุข) เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาว่าไม่เป็นการล้มล้าง แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับฉวยโอกาสขยายขอบเขตอำนาจของตนด้วยการออกข้อแนะนำผนวกลงไปในคำวินิจฉัยว่าควรต้องไปทำประชามติถามประชาชนเสียก่อน จนกลายเป็นปัญหามาถึงปัจจุบันว่าหากสภาผู้แทนราษฎรเดินหน้าโหวตวาระ 3 ที่ค้างอยู่ จะเป็นการขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ความลังเลความไม่แน่ใจตลอดจนความเห็นที่ไม่สอดคล้องลงตัวของบรรดา ส.. แกนนำพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งแกนนำคนเสื้อแดง ทำให้ไม่อาจหาข้อสรุปได้ 

ต่อมาเมื่อรัฐบาลมีแนวโน้มเดินหน้าทำประชามติตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและตามที่พรรคประชาธิปัตย์เคยเสนอ ก็เกิดปัญหาขึ้นมาอีกว่าตามกฎหมายว่าด้วยการทำประชามติ พ.. 2552 นั้นกำหนดว่าจะต้องมีผู้มาลงคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและต้องมีผู้ลงคะแนนเห็นชอบไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มาลงคะแนนทั้งหมดจึงจะถือว่าผ่าน ทำให้ในทางปฏิบัติเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ประกาศคว่ำประชามติ จึงเป็นการยากที่ประชามติจะผ่านได้ เพราะจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีอยู่ประมาณเกือบ 47 ล้านเสียง จะต้องมีผู้มาลงคะแนนอย่างน้อย 23.5 ล้านเสียง แม้จะได้เสียงสนับสนุนของพรรคร่วมรัฐบาลมาจำนวนหนึ่ง แต่อาจจะไม่เพียงพอที่จะเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายได้ อย่างไรก็ตาม การที่บางคน เช่น พ...ทักษิณ ชินวัตร มีท่าทีสนับสนุนการทำประชามติอย่างแข็งขัน โดยเชื่อมั่นว่าประชาชนจะมาลงคะแนนเสียงมากกว่าที่กฎหมายกำหนดอย่างแน่นอน ซึ่งสวนทางกับหลายฝ่าย ทั้ง นปช. และ ส.. บางกลุ่มที่เห็นว่าการลงประชามติคือทางตัน บทวิเคราะห์นี้จะชี้ให้เห็นว่า เหตุใดการเดินหน้าลงประชามติจึงมีโอกาสชนะได้ อะไรคือปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการลงประชามติที่ว่านี้


1.-วิกฤติการณ์ความแตกแยกที่ยืดเยื้อยาวนานและไม่มีทางออกจะเป็นตัวเร่งให้ประชาชนมาลงคะแนน

วิกฤติการณ์ความขัดแย้งรุนแรงตลอด 6 ปีเศษมานี้นับว่านานพอที่ทุกฝ่ายจะยอมรับความจริงว่า ประเทศไทยไม่มีทางออก แม้หลายฝ่ายพยายามจะหาทางออกทุกวิถีทางแต่ไม่สำเร็จ ซ้ำร้ายผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่ว่าระดับใดต่างก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งนี้ได้อีก แทบทุกฝ่ายทุกสถาบันต่างสูญเสียความน่าเชื่อถือและความชอบธรรมที่จะนำพาสังคมไทยออกจากวิกฤติครั้งนี้แทบจะสมบูรณ์แบบ ทางเลือกที่ยังเหลืออยู่และพอจะเป็นความหวังอยู่บ้าง(อาจจะเป็นความหวังสุดท้าย)คือการกลับไปหาประชาชนเจ้าของอำนาจสูงสุดตัวจริง ดังนั้นหากมองจากมุมนี้ การทำประชามติอาจเป็นทางออกสุดท้ายก็เป็นได้ หาไม่แล้วอาจเกิดความรุนแรงแตกแยกถึงขั้นบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมืองก็เป็นได้ หากมาถึงจุดที่ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าประชามติคือทางออกจากวิกฤติของชาติ ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีทางออกอื่นที่ดีกว่านี้ในเงื่อนไขปัจจุบันนอกจากคลื่นมหาประชาชนจะต้องพร้อมใจกันหลั่งไหลออกมาลงคะแนนเพื่อดับวิกฤติครั้งนี้ด้วยมือของพวกเขาเอง


2.-ประชามติจะทำให้เกิดการถกเถียงทั่วทั้งสังคมเป็นตัวเร่งให้ประชาชนมาลงคะแนนเสียง

          กระแสประชามติจะก่อให้เกิดคลื่นลมแรงทางความคิดอันเป็นภาวะแห่งธรรมชาติทางสังคมโดยมีรูปธรรมคือ การขับเคี่ยวกันของฝ่ายที่เห็นด้วยกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยและทั้งสองฝ่ายจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ฝ่ายตนได้ชัยชนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเกิดการถกเถียง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างขนานใหญ่และกว้างขวางอย่างไม่เคยมีมาก่อน ข้อมูลและความคิดเห็นทั้งเก่าและใหม่จะหลั่งไหลออกมาจากทุกสารทิศสู่ท้องถนนแห่งความคิดซึ่งประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายจะได้รับการเรียนรู้ทางการเมืองอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ประชาชนทุกคนทุกกลุ่มจะมีส่วนร่วมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เรียกว่า แม่น้ำหมื่นสายไหลมาบรรจบกัน หรือเปรียบได้กับ “ร้อยบุปผาบานพร้อมพรัก ร้อยสำนักประชันแข่งใจ” ใครมีข้อมูลหรือเหตุผลดีกว่าย่อมได้ใจประชาชนไปครอง กลุ่มการเมืองทั้งฝ่ายประชาธิปไตยและต่อต้านประชาธิปไตย ทั้ง นปช., นิติราษฎร์, คปช., ม็อบแช่แข็งทั้งหลายทั้งพันธมิตร, องค์การพิทักษ์สยาม, กลุ่มสลิ่มหลากสี, พรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล, สื่อ, องค์กรภาคประชาชน ต่างๆ ฯลฯ จะมีบทบาทมีส่วนร่วมอย่างไม่เคยมีมาก่อน การพูดคุยถกเถียงของประชาชนเกี่ยวกับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นทุกหัวระแหง ทุกตรอกซอกซอย ทุกครัวเรือน และแทบทุกสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน
เป็นโอกาสทองของฝ่ายประชาธิปไตยที่จะนำเสนอว่าประชาธิปไตยที่ตนต้องการคืออะไร?         เป็นประชาธิปไตยแบบไหน?  จะเอาแบบคณะราษฎรหรือแบบอื่น ตลอดจนจะบรรลุถึงซึ่งประชาธิปไตยได้อย่างไร(แม้ในทางปฏิบัติจะไม่สามารถไปได้ไกลอย่างที่ต้องการเพราะมีข้อจำกัด แต่การถกเถียงทั่วทั้งสังคมคือการปูทางไปสู่สิ่งที่ก้าวหน้ากว่าที่เงื่อนไขปัจจุบันจะทำได้ รวมทั้งเป็นโอกาสทองของฝ่ายแช่แข็งที่จะเสนอให้ถอยหลังประเทศไทยไปอีกร้อยปีด้วยเช่นกัน) ในท้ายที่สุดแล้วกระแสที่ขึ้นสูงจะกลายเป็นเสมือนกระแสลมหมุนทางการเมืองที่จะดูดให้ทุกฝ่ายเข้าไปมีส่วนร่วมอันจะเป็นตัวเร่งให้ประชาชนมาลงคะแนนเสียงท่วมท้นชนิดที่คำสั่งพรรคประชาธิปัตย์ที่ห้ามไม่ให้สาวกออกมาลงประชามติก็จะทนไม่อยู่


3-ประชามติ จะเป็นตัวเร่งภาวะตาสว่างยิ่งกว่าเดิม

ยังไม่ทันที่รัฐบาลจะตัดสินใจขั้นเด็ดขาดว่าจะเดินหน้าทำประชามติหรือไม่? ผู้ร้ายตัวจริงที่ขัดขวางประชาธิปไตยก็ทยอยโผล่หน้าออกมา ไม่ว่าจะเป็นพรรคแมลงสาบที่ประกาศคว่ำประชามติตั้งแต่ไก่โห่ทั้งที่เป็นฝ่ายเสนอเองตั้งแต่ต้น หากพรรคแมลงสาบรณรงค์ให้ฐานเสียงของตัวเองคว่ำประชามติก็เท่ากับประกาศประจานความเป็นผู้ร้ายของตัวเองที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย
นอกจากนั้น องค์กรอย่างศาลรัฐธรรมนูญที่ตัวเองเขียนคำวินิจฉัยเองแท้ๆ ที่เสนอว่าควรจะทำประชามติก่อนแต่กลับมีท่าทีกลืนน้ำลายตัวเองที่ถ่มไปด้วยการส่งสัญญาณจะขวางการทำประชามติของรัฐบาลจนเกิดความปั่นป่วนว่าไม่รู้ว่าคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันทุกองค์กรนั้นจะเอาอย่างไรกันแน่, เมื่อสังคมไม่มีทางออกด้วยเหตุนี้แกนนำ นปช. จึงไปยื่นหนังสือถามความชัดเจนต่อศาลรัฐธรรมนูญให้แน่ใจแต่ศาลกลับปัดความรับผิดชอบ ไม่ยอมอธิบายคำวินิจฉัยที่คลุมเครือให้กระจ่างแจ้ง  และยังถากถางด้วยถ้อยคำที่ไม่น่าเชื่อว่าจะออกจากปากประธานศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุนี้ ได้ทำให้ภาพลักษณ์ของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเคยเป็นผู้ร้ายอยู่แล้วยิ่งกลายเป็นผู้ร้ายยิ่งขึ้นไปอีก แต่งานนี้ได้ก็ทำเอาฝ่ายต้องการทำประชามติต้องสุ่มเสี่ยงทุกฝีก้าวตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ยิ่งถ้ามีแนวโน้มว่าประชาชนจะมาลงคะแนนมากกว่าที่คิดไว้ หรือมีแนวโน้มว่าประชามติจะผ่านไปได้ เราก็อาจจะได้เห็นองค์กรอิสระออกมาแสดงธาตุแท้ความเป็นผู้ร้ายไม่ว่าจะเป็น ปปช.,  กกต., ศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ โดยจะประสานเสียงร่วมกันล้มรัฐบาลหรือ ยุบพรรค ตัดสิทธิ์ ส.. เสียก่อนที่ประชามติจะสำเร็จ, แต่องค์กรอิสระเหล่านี้รวมทั้งพรรคแมลงสาบอย่าได้ชะล่าใจไป เพราะยังมีปัจจัยอีกหลายปัจจัยที่จะช่วยประคับประคองให้ประชามติผ่านไปได้ และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ประชาชนรู้เช่นเห็นชาติหมดเปลือกแล้วว่าใครคือตัวปัญหา โดยเฉพาะถ้ายิ่งขัดขวางประชาธิปไตยมากเท่าใด ประชาชนก็จะยิ่งพุ่งเป้าไปยังคนที่บิ๊กบังบอกว่า “ถึงตายก็พูดไม่ได้” มากขึ้นเท่านั้น ภาวะบีบคั้นเช่นนี้จะเร่งให้ฝ่ายประชาธิปไตยมีความเพียรพยายามขึ้นอีกหลายเท่าตัวในการรณรงค์ให้ประชาชนออกมาลงคะแนน


4-ประชามติคือหัวใจของประชาธิปไตย-ป้องกันรัฐประหาร

          แม้ประชามติที่จะเกิดขึ้นจะไม่ใช่ประชามติครั้งแรก แต่ก็เป็นประชามติที่มีความเป็นประชาธิปไตยยิ่งกว่าประชามติครั้งก่อน เหตุเพราะว่าประชามติครั้งนี้ทำขึ้นในเงื่อนไขและบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่า ไม่มีทหารที่ถือกฎอัยการศึกคอยมากดดัน ข่มขู่  บังคับประชาชนผู้ลงคะแนนให้ลงตามความต้องการของคนถือปืนโดยสร้างเงื่อนไขบีบบังคับว่าถ้าไม่รับรัฐธรรมนูญ 50  แล้วจะเอารัฐธรรมนูญฉบับใดมาใช้ก็ได้  (อย่างไรก็ตาม ประชามติครั้งนี้ก็ยังไม่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ก็เพราะยังต้องลงประชามติในอุ้งมือมาร เช่นจะทำประชามติในประเด็นเกี่ยวกับหมวด 1 หมวด 2 ไม่ได้โดยไร้เหตุผล) เมื่อกระบวนการทำประชามติเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นก็ย่อมเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ต่างจากประชามติรัฐธรรมนูญ 50 ครั้งก่อนที่ถูกตั้งข้อกังขาเรื่องความชอบธรรมเป็นอย่างมาก และหลายฝ่ายที่สนับสนุนก็เพียงต้องการให้หลุดพ้นจากอำนาจ คมช. อันไม่ชอบธรรมโดยเร็ว  แต่วันนี้เหตุการณ์กลับกลายเป็นว่าหนีเสือปะจระเข้
เมื่อกระบวนการประชามติเริ่มต้นขึ้นในภาวะที่ประชาชนตาสว่างและเห็นชัดว่าใครคือรู้ร้ายตัวจริงที่โกหกหลอกลวงประชาชนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุนี้จะเกิดสีสันทางการเมืองดึงดูดให้ถนนทุกสาย ไฟทุกดวงจะพุ่งเป้ามาที่นี่ จะเกิดการรณรงค์ ถกเถียงขนานใหญ่ การต่อสู้จะเข้มข้นยิ่งกว่าการเลือกตั้ง ส..,.. เหตุเพราะประเด็นจะไม่แตกกระจายเหมือนนโยบายพรรคการเมืองที่มีมากมายร้อยแปดพันประการ แต่ประชามติมีแค่ประเด็นเดียวคือการแก้รัฐธรรมนูญ  ดังนั้นทันทีที่ประกาศให้มีการทำประชามติท่ามกลางสีสันความสนใจของคนทั้งโลกย่อมส่งผลให้ฝ่ายที่จ้องจะทำรัฐประหารย่อมจะหมดสภาพเหมือนถูกแช่แข็งลงในทันที คงไม่มีทหารที่ไหนบ้าดีเดือดพอจะมาทำรัฐประหารตอนที่มีประชามติเป็นแน่ และยิ่งถ้าประชามติรัฐธรรมนูญรอบนี้ผ่านไปได้สังคมไทยก็จะเข้าสู่รุ่งอรุณแห่งประชาธิปไตยอย่างแน่นอนเพราะจะมีประชาชนหนุนหลังอย่างเข้มแข็งแท้จริง รัฐธรรมนูญไทยที่เคยเป็นแค่เศษกระดาษเช็ดก้นจะใช้อำนาจเผด็จการยกเลิกเสียเมื่อใดก็ได้ ก็จะกลายสภาพเป็นแผ่นทองคำที่ไม่เพียงมีคุณค่าเพียงพอต่อการปกป้องของประชาชนอย่างสุดชีวิต ใครก็ตามที่คิดจะทำรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะโดยทหารหรือองค์กรอิสระ ผลลัพธ์ในท้ายที่สุดแล้วเชื่อแน่ว่าประชาชนจะตอบแทนการกระทำนั้นอย่างสาสมที่สุด


บทสรุปของประชามติ

ความวิตกกังวลว่าประชามติจะแพ้ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม เป็นสิ่งที่มีเหตุผลควรรับฟังแต่อาจตั้งอยู่บนการวิเคราะห์ที่ไม่มีพลวัตร เพราะมิได้พิจารณาประเด็นต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นอย่างรอบด้าน จึงทำให้เห็นแต่ความเสี่ยงโดยมองไม่เห็นโอกาสทองครั้งสำคัญที่จะขับเคลื่อนขบวนการประชาธิปไตยให้รุดหน้าแบบก้าวกระโดดอันจะนำมาซึ่งความเข้มแข็งของประชาชนและระบอบประชาธิปไตยพร้อมกันทั้งประเทศอย่างยากที่จะทำได้ด้วยวิธีอื่น ถึงที่สุดแล้วไม่ว่าบทสรุปของการประชามติจะออกมาเช่นไร ไม่ว่าผ่านหรือไม่ผ่าน สิ่งที่อาจจะสำคัญยิ่งกว่าผลการลงประชามติคือกระบวนการประชาธิปไตยที่ถูกขับเคลื่อนไปข้างหน้าก้าวใหญ่และเป็นก้าวสำคัญที่จะปูทางไปสู่ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของฝ่ายประชาธิปไตยชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินในอนาคต การประเมินผลได้ผลเสียหรือความคุ้มไม่คุ้มของประชามติครั้งนี้จึงอาจต้องมีมุมมองที่กว้างไปกว่าการแพ้ชนะแค่ผลคะแนนหรือเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่อาจจะไม่สามารถแก้ไขให้เป็นประชาธิปไตยได้ทั้งหมดในคราวเดียว แต่ประชามติครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จะทำให้ประชาธิปไตยไทยเข้าใกล้ประชาธิปไตยที่แท้จริงมากขึ้นในอนาคต และนี่คือความหวาดกลัวของเหล่าอำมาตย์ที่สร้างนิยายภูตผีปีศาจทางการเมืองมายาวนานว่าหากประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยเมื่อไรจะเกิดการโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้นเหล่าอำมาตย์จึงตั้งเงื่อนไขการพูดถึงประชาธิปไตยทุกครั้งว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขจนคนรุ่นใหม่เกิดอาการรำคาญและล้อเลียนว่าประชาธิปไตยของไทยคือ ประชาธิปไตยที่มีนามสกุลทั้งๆที่หลายประเทศในโลกที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบแต่ก็ยังมีสถาบันกษัตริย์ดำรงอยู่อย่างมั่นคง เช่น ญี่ปุ่น, อังกฤษ และอีกหลายประเทศในยุโรป ซึ่งถือได้ว่าเป็นประชาธิปไตยที่ไม่มีนามสกุลแต่ก็มีพระมหากษัตริย์ ดังนั้น หากมีการลงประชามติกันได้จริงก็จะส่งผลสะเทือนให้ประชาธิปไตยของไทยเข้าใกล้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ คือเป็นประชาธิปไตยที่ไม่มีนามสกุล แต่ยังคงมีสถาบันกษัตริย์เป็นประมุขของรัฐเช่นเดียวกับญี่ปุ่น อังกฤษ และภาคพื้นยุโรปอีกหลายประเทศ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น