Sunai Fan Club

Sunai Fan Club
สุนัยแฟนคลับ

วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556

จับตาแก้ รธน.ที่มา ส.ว. วัดใจฝ่ายต้าน เผือกร้อนในมือ รบ.

ที่มา:มติชนรายวัน 27 กันยายน 2556




ดูท่าจะไม่ง่ายตามที่ฝ่ายยุทธศาสตร์ของรัฐบาลวางปฏิทินการเดินหน้างานด้านนิติบัญญัติ โดยเฉพาะ ประเด็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่มาของ ส.ว.ที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ในวาระ 2 ไปเรียบร้อยแล้ว และรอให้ผ่านพ้น 15 วัน ตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ก็จะต้องดำเนินการลงมติในวาระ 3

ต้องยอมรับว่ากระบวนการเดินหน้าแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่มาของ ส.ว.นั้น ถูกฝ่ายค้านของพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่ม ส.ว.สายสรรหา งัดสารพัดช่องทางเพื่อสกัดกั้นไม่ให้การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเดินหน้าได้อย่างง่ายดาย ตามที่คณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยและแกนนำรัฐบาลได้วางปฏิทินเอาไว้

ยิ่งล่าสุดฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์งัดคลิปเด็ด อย่าง ?การกดบัตรแทนกัน? โดยมีการอ้างว่าเป็นกลุ่ม ส.ส.ของฝั่งรัฐบาล ในช่วงที่มีการลงมติ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาของ ส.ว. ในวาระ 2 จึงเข้าทางของฝ่ายค้าน นำไปยื่นหลักฐานเพิ่มน้ำหนักการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ทีมกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ว่าสมาชิกรัฐสภาทั้ง 310 คน กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ ไปก่อนหน้านั้นแล้ว

สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คลิปกดบัตรแทนกัน น่าจะไปช่วยเพิ่มน้ำหนักให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้ายากยิ่งขึ้นไปอีกขั้น อีกทั้งมีการดักคอด้วยว่าหากรัฐบาลยังดึงดัน เดินหน้าลงมติในวาระ 3 ของร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่่มาของ ส.ว. อาจจะเสี่ยงเป็นผู้กระทำความผิดและถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งด้วย

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลและทีมยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยยังประเมินตรงกันและพร้อมเดินหน้า ลงมติร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่่มาของ ส.ว. ในวาระ 3 ตามกำหนดการเดิมในวันที่ 28 กันยายน โดยยืนยันว่าเป็นอำนาจของสมาชิกรัฐสภาในฐานะที่มีหน้าที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยโดยระบบรัฐสภา จะทำให้รัฐสภาเกิดความศักดิ์สิทธิ์ในฐานะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ที่สามารถดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ซึ่งตามกรอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 90 ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ และร่าง พ.ร.บ.จะตราขึ้นเป็นกฎหมายได้ก็โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา และเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย หรือถือเสมือนว่าได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อประกาศใช้บังคับต่อไป หากยึดตามกรอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว เมื่อสภาได้ให้ความเห็นชอบในวาระ 3 แล้ว จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงกระบวนการนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ได้รับความยินยอมขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้ทรงลงพระปรมาภิไธย

ฝ่ายต่อต้านจึงมีการประเมินกันว่า หากรัฐสภายังยืนยันที่จะลงมติในวาระ 3 อย่างที่ตั้งใจไว้ กระบวนการต่อไปคือ ก็จะเข้าสู่กระบวนการทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 150 แม้ว่าจะอยู่ในระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังพิจารณาว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว.เข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่ก็ตาม แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการให้นายกฯระงับกระบวนการการประกาศให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ไปก่อนในระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

กระบวนการนับจากนี้หลังจากลงมติในวาระ 3 จึงเปรียบเสมือนเผือกร้อนที่จะกลับไปอยู่ในมือของนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องเป็นผู้นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้ทรงลงพระปรมาภิไธย แม้รัฐธรรมนูญมาตรา 150 จะให้อำนาจนายกฯในการดำเนินการ แต่ฝ่ายคัดค้านก็ยังคงออกมาดักคอด้วยว่า หากยังดึงดันนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีปัญหาตามมาหรือไม่ คงจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการใช้ดุลพินิจของตัวเอง

กระบวนการเดินหน้าร่างแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาของ ส.ว.นับจากนี้ จึงน่าจับตายิ่งในการช่วงชิงจังหวะรุก-ถอย ทางการเมืองของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน โดยมีศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้่ขาด

วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556

“พท.คิดก่อน ปชป.คิดทีหลัง = พท. ลอก ปชป.” คิดอย่างนี้ ใครจะทำไม?

 โดย ปลายอ้อกอแขม
 


พุทโธ ธัมโม สังโฆ อิติปิโสถอยหลัง แสนหวังเหวิด เกิดมามีกรรม คิดอะไรไม่ออก ก็ลอกเขานี่แหละ จะคิดเองทำซากอะไร ให้ปวดหมอง ก็เขาคิดไว้แล้ว ก็แค่ตัดแปะเท่านั้น ก็เรียบโร้ยยโรงเรียนไอ้งั่ง..ฮี่ฮี่ฮี่ มันส์ !

ปล้นกลางแดด กลางวันแสกๆ นี่แหละ! พอปล้นมันเสร็จ ก็ร้องโวยวายเสียงดังว่า เจ้าข้าเอ๊ยย ไอ้พรรคเพื่อไทยมันลอกผมคร๊าบบบ ดูซิ มันหน้าด้าน ผมคิดไว้แล้วว่าต้องทำยังงี้ๆ อยู่ๆมันก็มาเลียนแบบความคิดของพวกผมเด๊ะๆ หน้าไม่อาย กิ๊วๆ รู้ไว้ด้วย...เจ้าข้าเอ๊ยยย !

เจอมุก “หน้าด้านแบบไม่อายฟ้าดิน”ของไอ้งั่งตัดแปะเข้า เพื่อไทยถึงกับอึ้งกิมกี่ ไปไม่เป็น พูดอะไรไม่ออก ได้แต่นั่งทำตาปริบๆ ชนิดว่าไม่คิดว่าในโลกนี้ จะมีพรรคการเมืองอย่างนี้ในโลก นั่งเอามือกุมขมับกันเป็นแถว..โอ้! โลกเหวย !

ผมคาดว่า เป็นไปได้อย่างยิ่ง ที่อดีตพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน จนถึงเพื่อไทย อาจต้องตกเป็นจำเลยของสังคม ข้อหา “ลอกเลียนแบบพรรคประชาธิปัตย์”ทุกกระเบียดนิ้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนโยบายพรรค เนื้อหา รายละเอียด ตลอดถึงการออกแบบโลโก้ ..เหมือน ปชป.เด๊ะ 

หากเป็นเช่นนั้น ก็สรุปได้ว่า เพื่อไทยในปัจจุบัน ได้บังอาจลอกเลียนแบบเขาไปทั้งหมด ภายใต้ตรรกะอันแสนจะเจ็บปวดราดร้าวถึงกระดองใจว่า “พท.คิดก่อน ปชป.คิดทีหลัง = พท.ลอก ปชป. ..มันต้องยังงี้ !

แหร่มจริง ! จะจะ ทีม“ไอ้งั่งตัดแปะ” เอากันซึ่งๆหน้าแบบนี้ละวะ ฉะนั้น เลิกพูดกันเสียทีเรื่องความไร้ยางอาย เรื่องหน้าด้าน ไม่ต้องมาพูดให้เสียเวลาเปล่า เพราะที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “ปชป.ได้ผ่านเหตุการณ์(ไร้ยางอาย หน้าด้าน)เช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน จึงถือว่ามีประสบการณ์เต็มเปี่ยม ชินชากับเรื่องเช่นนี้ จึงเป็นพรรคที่ประชาชนควรพิจารณาให้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ด้วยเหตุผลเดียวที่ต้องเลือก คือเพราะ..”เราหน้าด้านพอ”

ก็ยังเหลืออีกอย่างเดียว ที่พรรค “ไอ้งั่งตัดแปะ” ยังไม่ได้ทำ แต่อาจกำลังวางแผนคิดทำอยู่ภายในวันสองวันนี้ ก็คือ จับไอ้มาร์คตัดกระจู๋ทิ้ง แต่งหญิง ให้พริ้งเพรา ฉายเชิ่ดทำเริ่ดหน้า แล้วออกมากรีดนิ้วชี้หน้าด่ากราดยิ่งลักษณ์ฉอดๆว่า “ต๊ายยย ตาย อีนังชะนีปู มาแต่งหญิงเลียนแบบเค๊า หน้าด๊านด้าน เค๊าเป็นผู้หญิงก่อนนะ ดูซิ แต่งตัวโคตระน่าเกลี๊ยดน่าเกลียด ไม่ฟินเลย” ..งานนี้ ยิ่งลักษณ์จ๋อยยย !!!

วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2556

พระราชดำริกับการต่อต้านเขื่อนแม่วงก์

จาก Thai E-News
 
 


ประเด็นเรืองสถาบันกษัตริย์ กับ "เขื่อน" หรือโครงการพัฒนาเกียวกับลุ่มน้ำบางกรณี เช่น ปากพนัง ทีมีการเอ่ยถึงในพระราชดำรัส ทีมีการเผยแพ่ร่กันไม่กี่วันนี้ด้วย

จริงๆแล้ว มี "ประเด็น" หรือ "ปัญหา" ให้อภิปรายได้เยอะ มานาน

เพียงแต่ไม่มีเสรีภาพทีจะอภิปรายกันอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น

เรือง "โครงการตามพระราชดำริ" ทั้งหลายก็เหมือนกัน ถ้าสามารถถูกนำมาพูดอย่าง
เสรี แบบเดียวกับที ใครคิดจะพูดอะไรก็ได้ เกียวกับโครงการของนักการเมือง ("รถไฟ" "จำนำข้าว" "ไทยเข้มแข็ง" ฯลฯ) .....
รูปภาพ : จากจุดเริ่มต้น (ภาพใหญ่ที่แขวนอยู่)  ถึงวันนี้ (ตัวจริงบนเวที).. จากหนึ่งศศิน เป็นล้านสสาร  จากจิตวิญญาณ อุดมการณ์ รวมเป็นพลัง

"เพลงศศิน" -http://www.youtube.com/watch?v=Tds68RiBY0I
อดขำไม่ได้จริงๆว่า "พี่จี๊ด" Chiranan Pitpreecha หรือบรรดาท่านที่ร่วมประท้วงเรืองเขื่อนแม่วงก์ ไม่คิดจะคอมเม้นท์ ที่ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสสนับสนุนเขื่อนแม่วงก์ บ้างหรือครับ :)

(ปล. อย่างทีผมเขียนไปในกระทู้เมื่อครู่ ตามข้อมูลที่มีการเผยแพร่กันของ 2 ฝ่าย เท่าที่ผมได้อ่าน ผมเห็นไปในทางที ไม่เห็นด้วยกับเขื่อนเหมือนกัน แต่อดขำเรืองนี้ไม่ได้)

ผมว่าคนเสื้อแดงบางคน (เช่นคุณ "เต้" คุณ "ลุงยิ้ม") ที่ออกมาด่าและโต้คนต้านเขื่อน โต้ผิดประเด็น หรืออย่างน้อยก็โต้ในลักษณะที่น้ำหนักไม่พอนะ

คือ ที่โต้เรื่อง ไฟฟ้าต้อวใช้ หรือเรื่องน้ำท่วม น่ะ ("พวกมรึงหยุดใช้เน็ตสิ" "ห้างที่พวกมรึงชอบเข้า ใช้ไฟ" หรือ
"ลองไปอยู่ที่น้ำท่วมบ้างสิ")

ผมเข้าใจว่า ประเด็นใหญ่ของการต้านเขื่อนแม่วงก์ (ซึ่งเท่าที่อ่านๆข้อมูล ผมเห็นด้วย) มันอยู่ที่ว่า เขื่อนนี้ ไม่ได้ช่วยเรื่องน้ำท่วมได้จริงๆ (เรื่องไฟ ยิ่งไม่เกี่ยวเท่าไร)

และในเมื่อ "ราคาที่ต้องจ่าย" (ความสูญเสียเรื่องป่า เรื่องสัตว์ที่เอาคืนไม่ได้) มันไม่ "คุ้ม" กับการที่สร้างอะไรมา โดยที่ไม่ได้มีผลตามที่อ้าง (กันน้ำท่วม) ซึ่งถ้าเช่นนั้น ก็หาทางอื่นดีกว่า

พวกเคลื่อนไหวครั้งนี้ จะดราม่า ดัดจริตเว่อร์ๆยังไง (ซึ่งผมรำคาญเหมือนกัน) แต่ผมว่า bottom line มันอยู่ตรงนี้นะ คือ มันไม่ "คุ้ม" ไม่จำเป็น กับ สิ่งที่จะต้องจ่าย

........

ที่น่าคิดคือ เขื่อนนี้ เป็น 10 ปี ไม่เคยผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการศึกษาเลย แต่มาปีที่แล้ว (2555) ครม มาอนุมัติให้เดินหน้า ... คือหลังจากมีพระราชดำรัสสนับสนุนในปีก่อนหน้านั้น (2554) -- ทำไม? และเกี่ยวข้องหรือไม่? ผมก็อยากรู้เหมือนกัน น่าเสียดาย ฝ่ายต้านเขื่อนเองก็ไม่ยอมพยายามหาคำอธิบายเรื่องนี้

ผมซีเรียสนะ ที่หวังว่ารัฐบาลจะ "ถอย" เรื่องนี้ ... ที่กำลังห่วงคือ รัฐบาลมีทิศทาง "เดินหน้า" ในเรื่องอื่นๆที่คล้ายกัน (รถไฟ ข้าว) โดยที่ฝ่ายต้านส่วนใหญ่ เป็นพวกไม่ชอบรัฐบาลขาประจำอยู่ (รวมทั้งกรณีนี้) แต่เฉพาะเรื่องนี้ ผมเห็นว่ารัฐบาลควรฟังและ "ถอย" นะ ขนาดคนเลือกรัฐบาลมาเองหลายคนก็เห็นว่าควรถอย (คุณปลอดประสพ ที่ดูแลเรื่องนี้ ไม่ใช่คนที่เหมาะสมในแง่การฟังความเห็นต่าง)

วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556

จากตุลา-ตุลา ถึงพฤษภา-พฤษภา (2516-2556) รัฐไทยกับการใช้ความรุนแรง

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ




หมายเหตุ - บทความของ อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์การเมืองไทย
14 ตุลาคม 2516 ผ่านไปครบ 40 ปี "ไวเหมือนโกหก" และไม่ว่าเราจะเรียกเหตุการณ์นั้นว่าอะไรก็ตาม ก็เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ของการที่ "ผู้กุมอำนาจรัฐ" กระทำกับประชาชนของตน และก็เกิดขึ้นกลางกรุงเทพมหานคร ที่มาจนถึง ณ วันนี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก รวม 4 ครั้งด้วยกัน (นี่ยังไม่นับรวมถึง เหตุการณ์ทำนองเดียวกันที่เกิดขึ้นในต่างจังหวัด หรือในดินแดนชายขอบ)

เหตุการณ์เหล่านี้เรียกได้ว่าเป็น "อาชญากรรมรัฐ" (state crime) ที่ผู้กุมอำนาจรัฐได้กระทำต่อประชาชนของตน เป็น "ความรุนแรง" (violence) ถึงขั้นใช้อาวุธสงคราม ดังนี้คือ

(1) วันมหาปิติ 14 ตุลา 2516

(Student Uprising 14 October 1973)
(2) วันมหาวิปโยค 6 ตุลา 2519 (Black October 1976)

(3) วันพฤษภาเลือด 2535 (Bloody May 1992 ในที่นี้ขอไม่ใช้คำว่า "พฤษภาทมิฬ" เพราะชาวทมิฬ Tamil ชนชาติเก่าแก่ที่อยู่อินเดียใต้ ผู้เป็นต้นกำเนิดของตัวอักษร และการสร้างปราสาทอิฐหิน ไม่เกี่ยวไม่ข้องกับการนองเลือดในเมืองไทยแต่อย่างใด)

(4) วันพฤษภาอำมหิต 2553 (Cruel May 2010)


(1) วันมหาปิติ 14 ตุลา 2516

(Student Uprising 14 October 1973)
- นักเรียน/นักศึกษา/ประชาชน ลุกฮือขึ้นประท้วงระบอบ "คณาธิปไตยถนอม-ประภาส"

- ผู้คนจำนวนเป็นแสน เข้าร่วมประท้วงกลางถนนราชดำเนิน เรียกร้อง "ประชาธิปไตย" และ "รัฐธรรมนูญ"

- คณาธิปไตยทหารกระทำ "อาชญากรรมรัฐ" (state crime) ปราบปรามหนักด้วยอาวุธสงคราม

- ประชาชนขัดขืน สถาบันฯเข้าระงับความรุนแรง คณาธิปไตยล้มครืน

- มีผู้เสียชีวิต 77 ราย บาดเจ็บ 800

- ผู้มีส่วนร่วม คือ เยาวชนคนหนุ่มสาว ชนชั้นกลางในเมือง กทม. และต่างจังหวัดกับสื่อมวลชน)


(2) วันมหาวิปโยค 6 ตุลา 2519 (Black October 1976)
- 3 ปีต่อมา จอมพลถนอม กิตติขจร บวชเณรจากสิงคโปร์ กลับเข้ามาประจำวัดบวรนิเวศ บางลำพู กทม. ซึ่งมีสมเด็จพระญาณสังวร เป็นเจ้าอาวาส

- นักศึกษาและประชาชนชุมนุมประท้วงที่ธรรมศาสตร์ (เรียกร้องให้รัฐบาลนายกรัฐมนตรีเสนีย์ ปราโมช ขับไล่ถนอมออกจากประเทศ)

- กลุ่มการเมืองจัดตั้งฝ่ายขวา นวพล กระทิงแดง และวิทยุเครือข่ายทหาร (อ้างและอิงชาติ-ศาสน์-กษัตริย์) โจมตีและกล่าวหาว่านักศึกษา "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" และเป็น "คอมมิวนิสต์"

- ผู้กุมอำนาจรัฐ-กลุ่มการเมืองจัดตั้ง-ตำรวจตระเวนชายแดน กระทำ "อาชญากรรมรัฐ" ปราบปรามหนักด้วยอาวุธสงคราม

- ทหารกระทำ "รัฐประหาร" แล้วเสนอตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี

- มีผู้เสียชีวิต 40 (?) ราย, บาดเจ็บ 3,000 (?) คนหนุ่มสาวหนีเข้าป่าไปร่วมกับ พคท.

- ตัวแสดง-ผู้มีส่วนร่วม คือ เยาวชนคนหนุ่มสาว ชนชั้นกลางในเมืองที่กลายเป็นปฏิปักษ์ รวมทั้งสื่อมวลชน "กระแสหลัก" ของทั้งรัฐและเอกชน วิทยุ/ทีวี

(3) วันพฤษภาเลือด 2535 (Bloody May 1992 ในที่นี้ขอไม่ใช้คำว่า "พฤษภาทมิฬ" เพราะชาวทมิฬ ชนชาติเก่าแก่ที่อยู่อินเดียใต้ ไม่เกี่ยวไม่ข้องกับการนองเลือดในเมืองไทย)
- 16 ปีต่อมา ประชาชน คนชั้นกลาง ชาวกรุง จำนวนหลายหมื่น ชุมนุมประท้วงเป็นระยะๆ ณ บริเวณถนนราชดำเนินเรียกร้องให้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีพลเอกสุจินดา คราประยูร ลาออก

- รัฐบาลประกอบ "อาชญากรรมรัฐ" (state crime) ปราบปรามหนักด้วยอาวุธสงคราม

- ประชาชนขัดขืน สถาบันฯเข้าระงับความรุนแรง คณาธิปไตย/รัฐบาลล้มครืน

- มีผู้เสียชีวิต 44 (?) ราย, บาดเจ็บ 600 (?)

- ตัวแสดง-ผู้มีส่วนร่วม คือ ชนชั้นกลางในเมือง กับชาวกรุง รวมทั้งสื่อมวลชนเอกชน หนังสือพิมพ์ แต่ไม่ค่อยมีเยาวชนคนหนุ่มสาวเข้าร่วมมากนัก หากจะเทียบกับเหตุการณ์ "ตุลา-ตุลา"

(4) วันพฤษภาอำมหิต 2553 (Cruel May 2012)

- 18 ปีต่อมา ประชาชนระดับล่าง คนเสื้อแดง ชาวบ้านจากภาคอีสาน/ภาคเหนือ กับคนชั้นกลาง ชาวกรุง จำนวนหลายหมื่น ชุมนุมประท้วงต่อเนื่องบนถนนราชดำเนิน และสี่แยกราชประสงค์ เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภา มีการเลือกตั้งใหม่

- รัฐบาลใช้กำลังทหารประกอบ "อาชญากรรมรัฐ" (state crime) ปราบปรามหนักด้วยอาวุธสงคราม พร้อมข้อกล่าวหา "ก่อการร้าย" และการอ้างและอิงสถาบันฯ

- มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 (?) ราย, บาดเจ็บกว่า 2,000 (?)

- ตัวแสดง-ผู้มีส่วนร่วม มีทั้งชาวบ้าน จนชนบทอีสาน/เหนือ ร่วมกับชาวกรุง คนชั้นกลาง พร้อมด้วยสื่อมวลชนภาครัฐและภาคเอกชน ที่บางส่วนแตกแยก ขัดแย้ง ผู้หญิงวัยกลางคน เข้าร่วมจำนวนมาก แต่ก็ไม่ค่อยมีเยาวชนคนหนุ่มสาวมากนัก

น่าสังเกตว่า เหตุการณ์ทั้ง 4 นี้ ถ้าเราจะจับคู่เปรียบเทียบ ก็คงมีทั้งความเหมือน และความต่าง คู่แรก คือ "วันมหาปิติ 14 ตุลา 2516" กับ "วันพฤษภาเลือด 2535 (Bloody May 1992)" และคู่หลัง คือ "วันมหาวิปโยค 6 ตุลา 2519" กับ "วันพฤษภาอำมหิต 2553"

คู่ทางประวัติศาสตร์ทั้งสองนี้ ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ การต่อสู้บนเส้นทาง จากระบอบเก่า "คณาธิปไตย" ไปสู่ระบอบใหม่ "ประชาธิปไตย" (Ancient regime versus new regime) ซึ่งยาวนาน และสลับซับซ้อนยิ่ง ถือได้ว่าเป็น "บทเรียน" สำคัญของสังคมไทยของเรา ที่ในปัจจุบัน มีความแตกแยก และขัดแย้งสูงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ดังจะเห็นได้จากวิกฤตการณ์เมืองที่มีมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ทศวรรษแล้ว

ในแง่ของวิชาประวัติศาสตร์ สิ่งที่เรียกว่า "อดีต" คือ สิ่งที่เราจักต้องเรียนรู้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับ "ปัจจุบัน" และเป็นการเตรียมความพร้อม เพื่อเผชิญหน้ากับ "อนาคต" ประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งที่เราต้อง "จดจำ" โดยที่เราเกือบไม่รู้ตัวว่าประวัติศาสตร์ ก็เป็นสิ่งที่เรา "ลืม" หรือ "ถูกทำให้ลืม"

ดังนั้นใน 4 เหตุการณ์ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น บางเหตุการณ์ก็ได้รับการ "จดจำ" ได้รับการ "ตอกย้ำ" เช่น "วันมหาปิติ 14 ตุลา 2516" กับ "วันพฤษภาเลือด 2535" แต่บางเหตุการณ์ ก็ถูกทำให้ "ลืม" ทั้งโดย (รัฐ) ตั้งใจ และไม่ตั้งใจ (เราเอง) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "วันมหาวิปโยค 6 ตุลา 2519" กับ "วันพฤษภาอำมหิต 2553" ทั้งๆ ที่เหตุการณ์หลังสุด เพิ่งเกิดเมื่อไม่นานนี้เอง

ถ้าหากประวัติศาสตร์ คือ สิ่งที่ถูกทำให้ "ลืม" ก็ดูเหมือนว่า ประวัติศาสตร์นั้น ไม่เพียงแต่จะเป็น "เหรียญด้านเดียว" (one side of the coin) เท่านั้น แต่ยังเป็นประวัติศาสตร์ที่อาจจะไม่ยังประโยชน์ให้กับสังคมโดยรวมเท่าไรนัก ประจักษ์พยานที่เห็นได้เด่นชัด คือ ข้อถกเถียงว่าด้วยการ "นิรโทษกรรม" ที่เท่าที่เป็นมาเป็นเวลาเกือบศตวรรษ ก็คือ ระหว่าง พ.ศ.2475 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน พ.ศ.2556 เป็นเวลา 81 ปี ไทยเรามีการรีบออกกฎหมายนิรโทษกรรมมาแล้ว 22 ฉบับ ทั้งนี้ โดยปราศจากการชำระสะสางคดีความ หรือ ความกระจ่างชัดเจนทางประวัติศาสตร์

กฎหมายดังกล่าวแบ่งออกเป็น พ.ร.ก. 4 ฉบับ, พ.ร.บ 17 ฉบับ และรัฐธรรมนูญ 1 ฉบับ สาระสำคัญของ กม.นิรโทษกรรมทั้ง 22 ฉบับคือ การนิรโทษกรรมให้กับการกระทำผิดต่างๆ โดยแบ่งออกเป็น

- ความผิดฐานเปลี่ยนแปลงการปกครอง 1 ฉบับ

- ความผิดฐานก่อกบฏ 6 ฉบับ

- ความผิดจากการก่อรัฐประหาร 10 ฉบับ
- ความผิดจากการต่อต้านสงครามของญี่ปุ่น 1 ฉบับ
- ความผิดจากการชุมนุมทางการเมือง 3 ฉบับ

- ความผิดจากการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ 1 ฉบับ

ถ้านับกันตามเวลาแล้ว ในระยะเวลา 81 ปี เฉลี่ยแล้ว 3 ปีครึ่ง เรามีกฎหมายนิรโทษกรรม 1 ฉบับ โดยเหตุที่มากเช่นนั้น ก็เพราะเป็นการรวมเอาการรัฐประหาร 10 ฉบับ และความผิดฐานกบฏ 6 ฉบับ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความขัดแย้งของชนชั้นนำเข้ามาไว้ ซึ่งคิดเป็น 72.7 เปอร์เซ็น ขณะที่การนิรโทษกรรมความผิดจากการชุมนุมทางการเมือง 3 ฉบับ ในเหตุการณ์สำคัญคือ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่นักเรียนนิสิต นักศึกษาและประชาชน ซึ่งกระทำความผิดเกี่ยวเนื่องกับการเดินขบวนเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2516

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519

เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 พ.ร.ก.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมกันระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2535 ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2535

และนี่ก็กลายเป็นตลกร้ายในการเมืองไทย คือ กฎหมายที่มุ่งจะนิรโทษกรรมความผิดจากการชุมนุมทางการเมือง 3 ฉบับกลายเป็นว่าเป็นการนิรโทษกรรมเจ้าหน้าที่รัฐที่ประกอบ "อาชญากรรม" ไปพร้อมกันด้วย กฎหมายนิรโทษกรรมกลายเป็น "ใบอนุญาตฆ่าประชาชน" ผู้ซึ่งใช้สิทธิในทางการเมืองอย่างสุจริตไปโดยปริยาย

นิธิ เอียวศรีวงศ์ วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่า "แม้จะถูกเรียกว่าอำมาตย์เหมือนกัน แต่อำมาตย์นั้น ประกอบด้วยคนหลายกลุ่มมาก และด้วยเหตุดังนั้น จึงมีความขัดแย้งกันเองเสมอ และแม้ว่าบางครั้ง พวกเขาแก้ปัญหาความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง แต่พื้นฐานที่แท้จริงของการแก้ปัญหาคือ ′รอมชอม′ หากในที่สุด ต้องจับอาวุธขึ้นมาต่อสู้กัน ฝ่ายแพ้ ก็ควรนอนหงายแต่โดยดี ฝ่ายชนะ จะไม่กระทืบฝ่ายแพ้ หากจะพาไปส่งขึ้นเครื่องบินไปสวิตเซอร์แลนด์ หรือไต้หวัน หากทำได้ก็ออกกฎหมายนิรโทษกรรม เพื่อไม่ให้ฝ่ายใด ไม่ว่าแพ้หรือชนะ ต้องลำบากในคุก

"ไพร่ข้างนอกไม่เกี่ยว และหากเข้ามาเกี่ยว อำมาตย์กลุ่มต่างๆ เหล่านี้ ก็ไม่มีวิธีจัดการอย่างไร นอกจากใช้ความรุนแรงอย่างป่าเถื่อนเท่านั้น อย่างที่ได้ใช้มาแล้วใน 14 ตุลา, 6 ตุลา, พฤษภามหาโหด 35, และพฤษภาอำมหิต 53 ในทรรศนะของอำมาตย์ ชีวิตและสวัสดิภาพของไพร่ ไม่มีความหมายอย่างไร ไพร่ตายพัน เหมือนแมลงวันตายตัว (นึง)" จาก "เทปลับ และการเมืองของอำมาตย์" นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชน 16 กรกฎาคม 2556

หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ตามมาด้วยความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อมาเกือบ 7 ปี ที่มีการล้มตายของประชาชนกลางเมืองหลวง และหัวเมืองต่างๆ ในเหตุการณ์ เมษา-พฤษภา 2535 จนกลายมาเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลที่ยากที่จะสมานได้ในเร็ววัน แต่ผลพวงจากเหตุการณ์ดังกล่าว ยังปรากฏนักโทษการเมือง ที่ถูกจองจำมาเป็นเวลานานนับปี อยู่หลายร้อยคน

นี่เป็นเหตุผลที่จะบอกเราว่า นักโทษการเมือง ควรจะต้องหมดไปจากประเทศไทย ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องใช้วิถีทาง "ประชาธิปไตย" ที่มีกฎ มีเกณฑ์ เป็นอารยะ ใช้ประวัติศาสตร์เป็นบทเรียน ที่เราเรียนรู้จากอดีต ไม่ใช่ "ลืม" หรือ "ถูกทำให้ลืม" ทำให้ทุกอย่าง "เจ๊า" หรือ "หยวนๆ" กันไป แบบ "ไทยๆ" ดังที่ผ่านมา

ทั้ง 4 เหตุการณ์ทั้งคู่แรกของ "14 ตุลา 2516 กับ พฤษภา 2535" กับคู่หลัง "6 ตุลา 2519 กับ พฤษภา 2553" น่าจะได้รับการรับรู้ ศึกษาไตร่ตรองในลักษณะของการเปรียบเทียบ (comparative study) ในขณะเดียวกันการนิรโทษกรรมในปี 2556 (ต่อผู้ที่ประสบเคราะห์กรรมทั้งก่อนและหลัง พฤษภา 2553) ต้องไม่ใช้การนิรโทษกรรมเช่นในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519, เหตุการณ์ พฤษภาคม 2535 ที่เป็นการนิรโทษกรรมแบบ "เหมาเข่ง" ที่ผู้ก่อความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมทางการเมือง "อาชญากรรมรัฐ" ได้รับนิรโทษกรรมไปด้วย


ประวัติศาสตร์บอกเราชัดเจนแล้วว่า ตราบใดที่ผู้กระทำผิดไม่ถูกลงโทษ ก็จะมีความรุนแรงตามมา และ "อาชญากรรมรัฐ" ก็จะดำเนินไป เช่นที่ได้ดำเนินมาเป็นเวลานานเกือบหนึ่งศตวรรษ อย่าให้ประวัติศาสตร์บอกเราว่า เราไม่เคยเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์ต่อไปอีกเลย


(ที่มา:มติชนรายวัน 21 ก.ย.2556)

"โภคิน พลกุล" - พรบ.กู้เงิน 2ล้านล. ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา169 หรือไม่ ?

ที่มา:มติชนรายวัน 22 ก.ย.2556




หมายเหตุ - นายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา ได้เขียนบทความ "ร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ.... ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่" เสนอมุมมองทางกฏหมาย โต้แย้งกรณีพรรคประชาธิปัตย์ที่ระบุว่าร่างกม.ดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญ

ร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจฯ หรือที่เรียกกันแบบง่ายๆ ว่า ร่างกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทนั้น มีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ "ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อนำไปใช้จ่ายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ทั้งนี้ ตามยุทธศาสตร์และแผนงาน และภายในวงเงินที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้" (มาตรา 5) ทั้งนี้ เพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองและการเพิ่มขึ้นของประชากรที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การขยายตัวด้านการค้า การลงทุน และเพื่อการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน รัฐบาลจึงต้องการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนทั้งในพื้นที่ชนบท พื้นที่เมือง และพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ รวมทั้งเป็นการเชื่อมโยงฐานการผลิตกับฐานการส่งออกระหว่างภาคต่างๆ ของประเทศ และประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการคมนาคมขนส่งในระดับภูมิภาค เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและลดต้นทุนค่าขนส่ง ซึ่งการจะดำเนินการที่กล่าวมาได้จำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องมีแหล่งเงินแน่นอนที่จะนำมาใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง โดยมีการวางแผนการเงินระยะยาวที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศและเสริมสร้างความมั่นใจของภาคเอกชนในการจัดทำแผนการลงทุนของตนเองควบคู่ไปกับแนวทางการลงทุนของรัฐที่กล่าวมา

การลงทุนในวงเงินไม่เกิน 2 ล้านล้านบาทนั้น จะสิ้นสุดกำหนดเวลากู้เงินไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2563 นั่นก็คือถ้าร่างกฎหมายดังกล่าวบังคับใช้เป็นกฎหมายได้ภายใน พ.ศ.2556 และเริ่มดำเนินการได้ใน พ.ศ.2557 การกู้เงินจะใช้ช่วงเวลาประมาณ 7 ปี ซึ่งคิดเฉลี่ยเป็นการกู้ปีละประมาณ 2.85 แสนล้านบาท ในขณะที่งบประมาณรายจ่ายของประเทศใน พ.ศ.2554 เท่ากับ 2,169,967.5 ล้านบาท พ.ศ.2555 เท่ากับ 2,380,000 ล้านบาท พ.ศ.2556 เท่ากับ 2,400,000 ล้านบาท และ พ.ศ.2557 ซึ่งจะเริ่มในเดือนตุลาคม พ.ศ.2556 เท่ากับ 2,525,000 ล้านบาท 

ข้อดีของการกู้เงินเพื่อลงทุนในครั้งนี้ ซึ่งจะตกประมาณร้อยละ 11.3 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2557 นั้น คงไม่ต้องอธิบายกันมาก แต่ปัญหาที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายก็ดี พรรคฝ่ายค้านก็ดี เห็นว่าร่างกฎหมายนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 ฟังขึ้นหรือไม่นั้น น่าจะเป็นประเด็นสำคัญที่สุด และเป็นกรณีตัวอย่างกรณีหนึ่งในการสกัดกั้นการทำงานของรัฐบาลในเรื่องสำคัญๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน โดยอาศัยศาลรัฐธรรมนูญ

ดังจะเห็นได้จากปัญหาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ หรือเป็นรายมาตรา หรือแม้แต่ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2557 

1.การจ่ายเงินแผ่นดินกระทำได้กรณีใดบ้าง

เงินแผ่นดินที่รัฐนำมาใช้จ่ายในการบริหารราชการแผ่นดินนั้น ได้มาจากภาษีอากร เงินกู้ หรือรายได้จากการประกอบกิจการของหน่วยงานของรัฐที่กฎหมายกำหนดให้ส่งเป็นรายได้แผ่นดินหรือได้รับยกเว้นไม่ต้องส่งเป็นรายได้แผ่นดิน การจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทำภายใต้รัฐธรรมนูญมาตรา 143 มาตรา 169 และมาตรา 170 ซึ่งเป็นหลักการที่ไม่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ตั้งแต่ พ.ศ.2489 เป็นต้นมา เพียงแต่รัฐธรรมนูญฉบับหลังๆ จะมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น โดยมีช่องทางหลัก 4 ช่องทาง คือ

1) การจ่ายเงินแผ่นดินที่ดำเนินการโดยงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปี ซึ่งเป็นการจ่ายเงินแผ่นดินตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญ โดยกรณีดังกล่าวต้องดำเนินการจัดทำเป็นกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายประจำปี กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กฎหมายเกี่ยวด้วยการโอนงบประมาณ โดยวิธีการจ่ายจะเป็นไปตามที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ.2491 มาตรา 5 และมาตรา 6 ซึ่งต้องจ่ายเงินจากบัญชีเงินคงคลังบัญชีที่ 2 ทั้งนี้ เงินที่จะนำมาใช้จ่ายในกรณีนี้จะมาจากภาษีอากร ค่าปรับ หรือเงินกู้ที่มีการกำหนดให้สมทบเป็นเงินคงคลัง ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ.2491 

2) การจ่ายเงินแผ่นดินไปก่อนในกรณีที่มิได้มีการกำหนดไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญ กำหนดว่าในกรณีจำเป็นเร่งด่วนรัฐบาลจะจ่ายเงินไปก่อนก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนด ซึ่งกรณีดังกล่าวพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ.2491 มาตรา 7 กำหนดให้สามารถสั่งจ่ายเงินจากบัญชีเงินคงคลังบัญชีที่ 2 ได้ก่อนที่มีกฎหมายอนุญาตให้จ่าย โดยต้องเป็นไปตามเฉพาะกรณีที่กำหนดไว้ในมาตรา 7 เช่น กรณีมีกฎหมายใดๆ ที่กระทำให้ต้องจ่าย เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายนั้นๆ และมีความจำเป็นต้องจ่ายโดยเร็ว หรือมีข้อผูกพันกับรัฐบาลต่างประเทศ และมีความจำเป็นต้องจ่ายโดยเร็ว เป็นต้น ซึ่งการจ่ายเงินไปก่อนดังกล่าวจะต้องตั้งเงินรายจ่ายเพื่อชดใช้ในกฎหมายงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม กฎหมายว่าด้วยโอนงบประมาณรายจ่าย หรือกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปีถัดไป

3) การจ่ายเงินแผ่นดินในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานของรัฐจ่ายจากเงินรายได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เช่น กรณีพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 (ไทยพีบีเอส) หรือกรณีกองทุนหมุนเวียนของหน่วยงานของรัฐ เช่น พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 ที่จะมีการกำหนดให้หน่วยงานของรัฐสามารถนำเงินที่ได้รับจากการจัดสรรจากภาษีอากรหรือการดำเนินกิจการของตนเองไปใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องมีการนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน โดยหน่วยงานของรัฐจะมีระเบียบว่าด้วยการใช้จ่ายเงินในกรณีดังกล่าวเป็นการเฉพาะ และกรณีดังกล่าวจะมีการกำหนดควบคุมโดยมาตรา 170 ของรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติให้หน่วยงานต้องจัดทำรายงานการรับและการจ่ายเงินดังกล่าวเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อสิ้นปีงบประมาณทุกปี และรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่อไปด้วย

4) การจ่ายเงินแผ่นดินโดยการตรากฎหมายกู้เงิน ซึ่งเป็นการจ่ายเงินตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 142 และมาตรา 143 (3) ที่บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีสามารถเสนอร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน เกี่ยวกับการกู้เงินและการใช้เงินกู้ได้ หรือตามมาตรา 184 ที่บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีมีอำนาจตราพระราชกำหนดเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศได้ ซึ่งมีการตราพระราชบัญญัติและพระราชกำหนดโดยอาศัยรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจกู้เงินได้มาโดยตลอดตั้งแต่ พ.ศ.2476 เป็นต้นมา รวมถึงปัจจุบันนับได้ 36 ฉบับแล้ว 

นอกจากนี้ การกู้เงินยังคงทำได้อีกทางหนึ่ง คือ ตามกฎหมายการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.2548 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ยกเลิกกฎหมายหลายฉบับ ที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อให้การบริหารหนี้สาธารณะของประเทศมีประสิทธิภาพ และมีการดูแลให้ภาระหนี้สาธารณะอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับฐานะการเงินการคลังของประเทศ กฎหมายนี้จึงอนุญาตให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณได้ไม่เกินร้อยละ 20 เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไม่เกินร้อยละ 10 เพื่อปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะไม่เกินจำนวนเงินกู้ที่ยังค้างชำระ เป็นต้น 

ซึ่งถ้าเป็นการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณแล้ว เงินกู้นั้นต้องนำส่งคลัง ส่วนกรณีอื่นไม่ต้อง เงินกู้จึงเป็นเงินแผ่นดินโดยมีทั้งกรณีที่ต้องนำส่งคลังตามกฎหมายวิธีการงบประมาณและกฎหมายเงินคงคลัง และที่ไม่ต้องนำส่งคลัง กรณีการกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2552 (ไทยเข้มแข็ง) ซึ่งกู้เงินประมาณ 400,000 ล้านบาท สมัยพรรคประชาธิปัตย์ และร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน (ร่างกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท) สมัยพรรคเพื่อไทยขณะนี้ ล้วนเป็นกรณีที่ไม่ต้องนำเงินกู้ส่งคลังหรือส่งเป็นรายได้แผ่นดินทั้งสิ้น
2."ร่างพระราชบัญญัติกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท" ไม่ใช่การกู้เงินเพื่อจ่ายเงินแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 169

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า การจ่ายเงินแผ่นดินนั้นกระทำได้โดยกรณีใดบ้างและแม้จะใช้วิธีการกู้เงินซึ่งเงินกู้นั้นจะเป็นเงินแผ่นดิน ก็มิได้หมายความว่าเงินกู้ดังกล่าวจะเป็นเงินแผ่นดินที่ต้องนำส่งคลังเพื่อใช้จ่ายภายใต้กฎหมาย 4 ฉบับ (กฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กฎหมายเกี่ยวด้วยการโอนงบประมาณ กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง) ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 169 บัญญัติไว้เสมอไป

ดังนั้นเงินกู้ไม่ว่าจะกู้โดยการตราพระราชบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 142 และมาตรา 143 (3) (กรณีร่างกฎหมาย 2 ล้านล้านบาท) หรือโดยการตราพระราชกำหนดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 (พระราชกำหนด "ไทยเข้มแข็ง" 2552) จึงเป็นการกู้เงินโดยอาศัยอำนาจตรากฎหมายตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับการจ่ายเงินแผ่นดินก็ต้องอาศัยกฎหมายที่ตราขึ้นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 คงต่างกันตรงที่ว่าเงินกู้ซึ่งเป็นเงินแผ่นดินนั้นจะมีการจ่ายไปตามลักษณะและวิธีการของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ถ้าต้องกู้เงินเพื่อใช้จ่ายชดเชยการขาดดุลงบประมาณตามกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี ก็ต้องกู้โดยอาศัยกฎหมายการบริหารหนี้สาธารณะ และต้องจ่ายตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายเงินคงคลัง เพราะเงินกู้ในกรณีดังกล่าวต้องนำส่งคลัง หากไม่ต้องนำส่งคลังไม่ว่าจะเป็นการกู้ตามกฎหมายบริหารหนี้สาธารณะหรือกฎหมายอื่นๆ ก็จะจ่ายตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายในเรื่องการกู้นั้นๆ กำหนด เช่น พระราชกำหนด "ไทยเข้มแข็ง"สมัยพรรคประชาธิปัตย์ ที่มาตรา 4 ระบุว่า "เงินที่ได้จากการกู้ตามมาตรา 3 (400,000 ล้านบาท) ให้นำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ในการกู้โดยไม่ต้องนำส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง..." ซึ่งก็เหมือนกันกับมาตรา 6 ของร่างพระราชบัญญัติ "กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท"

1) คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 11/2552 ประเด็นที่ว่าการกู้เงินแล้วนำไปจ่ายโดยไม่เป็นไปตามกฎหมาย 4 ฉบับ ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 169 กำหนดนั้น มีผลตามกฎหมายเช่นใด เคยมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2552 โดยเป็นปัญหามาจากการตราพระราชกำหนด "ไทยเข้มแข็ง" ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2552 ที่ถูกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยร้องศาลรัฐธรรมนูญว่า การตราพระราชกำหนดไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง บัญญัติไว้ และการที่พระราชกำหนด "ไทยเข้มแข็ง" บัญญัติให้การใช้จ่ายเงินกู้กระทำได้เลยตามวัตถุประสงค์ของการกู้โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 ที่บัญญัติให้การจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทำได้ตามกฎหมาย 4 ฉบับ เท่านั้น นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ลงนามเห็นชอบบันทึกคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญในกรณีดังกล่าว กรณีขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 มีข้อความดังนี้
3."การกล่าวอ้างที่ว่า การที่มาตรา 4 ของพระราชกำหนดบัญญัติให้การใช้จ่ายเงินกู้ไม่ต้องนำส่งคลังโดยให้นำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ในการกู้ได้เลยนั้น

เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 ที่บัญญัติให้การจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทำได้ก็เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กฎหมายเกี่ยวด้วยการโอนงบประมาณ หรือกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง นั้น เห็นว่า โดยที่พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ยกเว้นกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 23 ตรี ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจจะจ่ายเงินหรือก่อหนี้ผูกพันได้แต่เฉพาะตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือตามอำนาจที่มีอยู่ตามกฎหมายอื่น..." ประกอบกับมาตรา 24 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บรรดาเงินที่ส่วนราชการได้รับไว้เป็นกรรมสิทธิ์ไม่ว่าจะได้รับตามกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับ หรือได้รับชำระตามอำนาจหน้าที่หรือสัญญา หรือได้รับจากการให้ใช้ทรัพย์สิน หรือเก็บดอกผลจากทรัพย์สินของราชการ ให้ส่วนราชการที่ได้รับเงินนั้นนำส่งคลังตามระเบียบหรือข้อบังคับที่รัฐมนตรีกำหนด เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น" ดังนั้น การจ่ายเงินหรือการกู้เงินซึ่งเป็นการก่อหนี้ผูกพันจึงอาจกำหนดไว้เป็นพิเศษได้โดยกฎหมายเฉพาะอื่นได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายวิธีการงบประมาณ

การที่พระราชกำหนด มาตรา 4 กำหนดให้การใช้จ่ายเงินกู้ที่เกิดจากการกู้เงินตามพระราชกำหนดไม่ต้องนำส่งคลังโดยให้นำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ในการกู้เงินได้ จึงเป็นการกำหนดโดยกฎหมายอื่นตามที่บทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณอนุญาตไว้ ประกอบกับการกู้เงินของรัฐบาลไทยโดยกระทรวงการคลังที่ผ่านมาและตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะก็ยึดถือหลักการในลักษณะนี้มาโดยตลอดเช่นกัน จึงเป็นกรณีที่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 ประกอบกับพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ มาตรา 23 วรรคหนึ่ง และมาตรา 24 วรรคหนึ่ง แล้ว" สรุปก็คือ นายอภิสิทธิ์เห็นว่ากฎหมายกู้เงินทั้งหลายที่กำหนดให้เงินกู้ซึ่งเป็นเงินแผ่นดินแต่ไม่ต้องนำส่งคลังนั้น เป็นกฎหมายที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 ประกอบกับพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณฯ มาตรา 23 และมาตรา 24 เพราะมาตรา 23 วรรคแรก บัญญัติให้การจ่ายเงินสามารถกระทำได้ตามกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี กฎหมายงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือตามอำนาจที่มีอยู่ตามกฎหมายอื่น มาตรา 24 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ส่วนราชการที่ได้รับเงินนำเงินนั้นส่งคลังตามระเบียบหรือข้อบังคับที่รัฐมนตรีกำหนด เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดเป็นอย่างอื่น

นอกจากการตราพระราชกำหนด "ไทยเข้มแข็ง" แล้ว รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ก็ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ พ.ศ.... (ไทยเข้มแข็ง 2) อีก 400,000 ล้านบาท โดยสาระสำคัญคล้ายกับพระราชกำหนด "ไทยเข้มแข็ง" และได้ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร จนสุดท้ายอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการร่วมกันของทั้ง 2 สภา แต่คณะรัฐมนตรีสมัยนายอภิสิทธิ์ได้ขอถอนร่างดังกล่าวออกไป เนื่องจากเห็นว่าภาวะทางเศรษฐกิจและสถานะทางการคลังของประเทศอยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้น (หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0503/7615 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2553) ซึ่งร่างพระราชบัญญัตินี้ก็มีบทบัญญัติที่กำหนดให้เงินกู้ไม่ต้องนำส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังเช่นเดียวกัน

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การตราพระราชกำหนด "ไทยเข้มแข็ง" ไม่ขัดต่อเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง คือ เป็นเรื่องเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ โดยไม่แตะประเด็นว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 หรือไม่ ซึ่งก็ต้องแปลความว่า ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าสามารถตรากฎหมายอื่นนอกเหนือจากกฎหมาย 4 ฉบับดังกล่าว เพื่อกำหนดการจ่ายเงินแผ่นดินโดยกฎหมายนั้นๆ ได้ ข้อต่อสู้ของนายอภิสิทธิ์จึงมีเหตุผลและเป็นหลักการที่ถูกต้อง สอดคล้องกับที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่ พ.ศ.2476 แล้ว 

อนึ่ง ในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ "กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท" เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2556 สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์บางท่านได้ยอมรับว่าทำได้ แต่ต้องตราเป็นพระราชกำหนดเท่านั้น และที่ผ่านมาก็เป็นพระราชกำหนดทั้งสิ้น ความเห็นนี้คงไม่ถูกต้องและขัดต่อคำชี้แจงของนายอภิสิทธิ์เองที่ไม่ได้ระบุเลยว่า ต้องเป็นกรณีตามพระราชกำหนดเท่านั้นจึงจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 และจากประวัติศาสตร์ที่มีการตรากฎหมายเกี่ยวกับการกู้เงินทั้งหมด 36 ฉบับ ตั้งแต่ พ.ศ.2476 นั้น เป็นประกาศคณะปฏิวัติ 2 ฉบับ พระราชกำหนด 6 ฉบับ อีก 24 ฉบับ เป็นพระราชบัญญัติ และแม้แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เองก็เสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติในการกู้เงิน "ไทยเข้มแข็ง 2" เพราะคงเห็นว่าไม่มี "ความจำเป็นเร่งด่วน" ซึ่งจะเป็นเงื่อนไขให้ตราพระราชกำหนดดังเช่นกรณี "ไทยเข้มแข็ง 1" 

2) ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 888/2552

ในวันที่ 2 ตุลาคม 2552 กระทรวงการคลังในสมัยนายอภิสิทธิ์ได้หารือคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกว่า การใช้จ่ายเงินตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งตามพระราชกำหนด "ไทยเข้มแข็ง" สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 หรือไม่ โดยกระทรวงการคลังให้ความเห็นทำนองเดียวกันกับบันทึกชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญของนายอภิสิทธิ์ เมื่อ 25 พฤษภาคม 2552 กล่าวคือ เห็นว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 ประกอบกับกฎหมายวิธีการงบประมาณ มาตรา 23 และมาตรา 24 

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 12) ที่มีศาสตราจารย์พนัส สิมะเสถียร เป็นประธาน (ขณะเดียวกันท่านก็เป็นประธานคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการดำเนินโครงการตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 ซึ่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2552) ได้ตอบข้อหารือสรุปว่า พระราชกำหนด "ไทยเข้มแข็ง" ได้บัญญัติให้กระทรวงการคลังกู้เงินโดยไม่ต้องนำส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง จึงไม่เป็นเงินแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 ดังนั้น การใช้จ่ายเงินตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 จึงไม่ใช่การจ่ายเงินแผ่นดินตามนัยมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญ

ความหมายก็คือ การจ่ายเงินแผ่นดิน หากเป็นเงินที่นำส่งคลังก็ต้องจ่ายภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมาย 4 ฉบับ แต่ถ้าไม่ใช่เงินที่ต้องนำส่งคลัง ก็จ่ายตามกฎหมายอื่น ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับบันทึกคำชี้แจงของนายอภิสิทธิ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว การจ่ายเงินแผ่นดินนอกจากจะกระทำได้ตามกฎหมาย 4 ฉบับ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 แล้วยังสามารถกระทำได้ตามกฎหมายที่ตราขึ้นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 142 และมาตรา 143 รวมทั้งมาตรา 184 ดังที่กล่าวมาข้างต้น และการจ่ายเงินตามกฎหมายอื่นที่ตราขึ้นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 142 และมาตรา 143 รวมทั้งมาตรา 184 นั้น เป็นกรณีที่สอดคล้องกับกฎหมายวิธีการงบประมาณ มาตรา 23 และมาตรา 24 อันทำให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 อีกด้วย จึงไม่มีเหตุใดๆ เลยที่จะทำให้กฎหมายกู้เงินทั้งหลายที่กำหนดให้เงินกู้ไม่ต้องนำส่งคลังตามกฎหมายวิธีการงบประมาณและกฎหมายเงินคงคลัง จะถูกโต้แย้งว่าขัดรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 169 ได้ และยิ่งหากการโต้แย้งมาจากพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีความเห็นเช่นนี้มาก่อนยิ่งไม่น่าเชื่อถือและเป็นไปได้เลย

3.ทำไมรัฐบาลจึงเลือกใช้ช่องทางตรากฎหมายกู้เงินแทนที่จะดำเนินการผ่านกระบวนการตามกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี กระทรวงการคลังชี้แจงในประเด็นสำคัญที่สุดคือ หากนำเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ซึ่งต้องใช้เงิน 2 ล้านล้านบาท ใน 7 ปี ไปบรรจุเป็นโครงการในกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีแล้ว จะมีปัญหาที่สำคัญที่สุดคือ ความต่อเนื่องและความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้นเป็นการใช้จ่ายเงินในโครงการต่างๆ จำนวนมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเป็นรายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าสวัสดิการต่างๆ บำนาญ ถึงเกือบร้อยละ 80 ส่วนอีกร้อยละ 20 นั้น ร้อยละ 2-3 เป็นการชำระหนี้ งบลงทุนจะเหลืออยู่ประมาณ ร้อยละ 17-18 เท่านั้น สำหรับงบลงทุนตามกฎหมายงบประมาณรายจ่าย พ.ศ.2557นั้น อยู่ที่ 441,510 ล้านบาท หรือเท่ากับร้อยละ 17.5 

จริงอยู่ รัฐบาลอาจจัดทำงบประมาณขาดดุลได้อีกร้อยละ 20 ตามกฎหมายบริหารหนี้สาธารณะ หรือเป็นเงิน 505,000 ล้านบาท ตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย พ.ศ.2557 เพราะกฎหมายนี้ตั้งไว้ขาดดุลอยู่แล้ว 250,000 ล้านบาท ดังนั้น จึงเหลืออีก 255,000 ล้านบาท ที่จะนำมาใช้ทำโครงการตามร่างกฎหมาย 2 ล้านล้านบาทได้ แต่นั่นหมายความว่า จะต้องทำเช่นนี้ไปอีก 7 ปี ในขณะที่ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์มีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงการคลังกับสำนักงบประมาณ โดยมีนายอภิสิทธิ์ลงนามเป็นพยาน เมื่อ 9 สิงหาคม 2553 "กำหนดแผนปฏิบัติการสู่งบประมาณสมดุลภายในระยะเวลา 5 ปี" นั่นคือ งบประมาณรายจ่ายปี 2560 จะเป็นงบประมาณสมดุล เพราะตั้งแต่ พ.ศ.2550 ประเทศไทยใช้งบประมาณแบบขาดดุลมาโดยตลอด ซึ่งเข้าใจว่าเป็นความปรารถนาดีของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เพราะหากประเทศมีงบประมาณสมดุล เครดิตของประเทศในสายตานานาชาติจะดี แสดงว่าเศรษฐกิจมีเสถียรภาพ ภาครัฐไม่ต้องใช้งบประมาณขาดดุลด้วยการกู้เงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ภาคเอกชนเข้มแข็ง ต่างประเทศอยากมาลงทุน และการขาดดุลงบประมาณเป็นระยะเวลานานๆ อาจถูกมองได้ว่าไม่ค่อยมีวินัยการเงินการคลัง

ดังนั้น ถ้าจะให้งบประมาณสมดุลในปี 2560 ตามที่กล่าวมา แต่พรรคประชาธิปัตย์กลับเสนอให้การกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม (กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท) ไปใช้ระบบงบประมาณปกติ ด้วยการกู้เงินเพิ่มโดยอาศัยกฎหมายบริหารหนี้สาธารณะในวงเงินไม่เกินร้อยละ 20 ของงบประมาณดังที่กล่าวมาข้างต้น งบประมาณแผ่นดินจะไม่มีทางเข้าสู่ภาวะสมดุลได้เลย 

จริงอยู่ การกู้เงินนอกระบบงบประมาณแผ่นดินเช่นกรณี "ไทยเข้มแข็ง" และ "2 ล้านล้านบาท" นี้ ย่อมเป็นหนี้ของประเทศโดยรวม ซึ่งช่วง 3 ปี (2552-2554) สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ระดับหนี้สาธารณะได้เพิ่มจาก 3,409,231 ล้านบาท เป็น 4,448,798 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1,040,567 ล้านบาท โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกรณ์ จาติกวณิช ได้ปรับเพดานหนี้สาธารณะจากไม่เกินร้อยละ 50 ของ GDP เป็นร้อยละ 60 ของ GDP ในเดือนสิงหาคม 2552 ช่วง พ.ศ.2555-2556 สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หนี้สาธารณะได้เพิ่มไปอีก 776,168 ล้านบาท รวมเป็น 5,224,966 ล้านบาท แต่คิดแล้วเท่ากับร้อยละ 44.1 ของ GDP ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม ซึ่งยังต่ำกว่ามาตรฐานเดิมก่อนสิงหาคม 2552 อยู่เกือบร้อยละ 6 และต่ำกว่ามาตรฐานใหม่ถึงเกือบร้อยละ 16 และจากการประมาณการของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง แม้จะมีการกู้เงินตามร่างกฎหมาย 2 ล้านล้านบาท อีกเฉลี่ยปีละ 2.85 ล้านบาท ไปอีก 7 ปีนั้น หนี้สาธารณะก็จะอยู่ระหว่างร้อยละ 45-48.4 หรือไม่เกินร้อยละ 50 ตามมาตรฐานเดิม

ดังนั้น วิธีการใช้เงินกู้ที่แยกต่างหากจากกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี จึงน่าจะเป็นวิธีที่เหมาะสมด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ หนึ่ง ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินการให้งบประมาณของประเทศเข้าสู่ภาวะสมดุลในปี 2560 สอง สัดส่วนหนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับไม่สูงกว่าร้อยละ 50 ซึ่งยังเหลือช่องว่างอีกถึงร้อยละ 10 ตามมาตรฐานที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เคยกำหนดไว้ สาม โครงการต่างๆ ตามกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จะมีความต่อเนื่อง ชัดเจน และเป็นแนวทางให้ภาคเอกชนจัดทำแผนการค้าและการลงทุนของตนให้สอดคล้องกับแผนการลงทุนด้านคมนาคมของรัฐบาลในช่วง 7 ปี ซึ่งจะทำให้การเติบโตและการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจมีพลวัตสูง ประสบการณ์ในทางลบของการลงทุนโดยผ่านระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้นมีมากมาย เช่น โครงการรถไฟทางคู่ คณะรัฐมนตรีอนุมัติตั้งแต่ 16 มีนาคม 2536 โดยมีเป้าหมายจัดสร้าง 2,744 กม. แต่ปัจจุบันแล้วเสร็จเพียง 358 กม. หรือร้อยละ 13 รถไฟฟ้า 10 สาย คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตั้งแต่ 7 กันยายน 2537 ระยะทาง 291 กม. ปัจจุบันแล้วเสร็จ 80 กม. หรือร้อยละ 27 ดังนั้น "เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท" จำนวนร้อยละ 82 จึงเน้นที่การคมนาคมระบบราง ซึ่งพัฒนาได้น้อยมากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

สรุป

การกู้เงินโดยการตราพระราชบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 142 และมาตรา 143 หรือตราพระราชกำหนดตามมาตรา 184 สามารถกระทำได้นอกเหนือจากมาตรา 169 และเป็นการชอบด้วยมาตรา 169 อีกด้วย เมื่อพิจารณาประกอบกับกฎหมายวิธีการงบประมาณ มาตรา 23 และมาตรา 24 ทั้งเป็นวิธีการที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้งบประมาณรายจ่ายของประเทศต้องอยู่ในภาวะขาดดุลเป็นเวลานาน โดยที่ระดับหนี้สาธารณะไม่เกินร้อยละ 50 ของ GDP ตามมาตรฐานเดิม และยังห่างจากร้อยละ 60 ของ GDP ตามมาตรฐานที่พรรคประชาธิปัตย์ปรับปรุงเมื่อสิงหาคม 2552 

นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบถึงสภาพคล่องของประเทศแล้ว ในการจัดทำแผนการบริหารหนี้สาธารณะปี 2557 ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่ามีสภาพคล่องในตลาดตราสารเหลือกว่า 1.2 ล้านล้านบาท อันเพียงพอกับการกู้เงินตามแผนบริหารหนี้สาธารณะปี 2557 ซึ่งมีความต้องการกู้ประมาณ 660,000 ล้านบาท 

ดังนั้น การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ในช่วง 7 ปี นับแต่นี้ไป หากรัฐบาลกู้เงินภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังยืนยันว่าจะกู้เงินในประเทศไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 นั้น ก็จะหมายความว่า รัฐบาลไทยยืมเงินคนไทยไปลงทุนให้คนไทย และใช้เงินต้นและดอกเบี้ยให้คนไทย แต่ผลผลิตที่ได้คือระบบสาธารณูปโภคของประเทศที่จะอยู่กับลูกหลานคนไทยต่อไปอีกเป็น 100 ปี คนไทยจึงได้ประโยชน์ทุกด้าน

สุดท้ายก็คือ การกู้เงิน 2 ล้านล้านนี้ มีระบบตรวจสอบที่มีมาตรฐานหรือไม่ เห็นว่า การกู้เงินนี้นอกจากต้องขออนุมัติคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งๆ ไปแล้ว ยังต้องดำเนินการโดยนำพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.2548 มาใช้บังคับโดยอนุโลมด้วย จึงทำให้มีกระบวนการตรวจสอบที่มีวินัยทางการเงินการคลัง ดังนี้

1.ก่อนการกู้เงิน การกู้เงินโดยวิธีการออกตราสารหนี้จะต้องมีการประกาศจำนวนเงิน ระยะเวลา และวิธีการออกตราสารหนี้ 

2.ภายหลังการกู้เงิน แต่ละครั้งจะต้องมีการประกาศแหล่งเงินกู้ เงื่อนไขเงินกู้ สกุลเงินกู้ จำนวนเงินกู้ การคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย ระยะเวลาการชำระเงินต้นคืน วัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินกู้ เงื่อนไข วิธีการและสาระสำคัญอื่นใดที่จำเป็น ลงในราชกิจจานุเบกษาภายในระยะเวลา 60 วัน ให้ประชาชนทราบโดยทั่วกัน 

3.ภายใน 120 วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ คณะรัฐบาลจะต้องรายงานตามพระราชบัญญัตินี้ที่ได้กระทำในปีงบประมาณที่ล่วงมาแล้ว ผลการดำเนินงานและการประเมินผลการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ ต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อทราบ อันเป็นการยึดโยงกับผู้แทนปวงชนชาวไทย และให้ฝ่ายนิติบัญญัติใช้อำนาจตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล (ร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน มาตรา 19) 

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับพระราชกำหนด "ไทยเข้มแข็ง" แล้ว กรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดดังกล่าวมีการกำหนดประมาณการความต้องการเงินทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 (ปี 2551-2553) อยู่เพียง 1 หน้า ไม่มีการระบุถึงแผนงานและพื้นที่ดำเนินการเลย มีเพียงระบุสาขา เช่น สาขาขนส่ง Logistic สาขาพลังงาน สาขาสื่อสาร ฯลฯ และวงเงิน ในขณะที่ร่างกฎหมาย 2 ล้านล้านนี้ ระบุถึงยุทธศาสตร์และแผนงาน ตลอดจนพื้นที่ดำเนินการและวงเงิน พร้อมกับเสนอเอกสารรายละเอียดของโครงการประกอบการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวให้แก่สภาผู้แทนราษฎรอีกถึง 231 หน้า 

ได้แต่หวังว่าทุกฝ่ายจะพิจารณากันด้วยเหตุด้วยผล และช่วยกันตรวจสอบในชั้นดำเนินการต่อไป เพื่อให้ทุกอย่างโปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติและประชาชน

วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556

กระหน่ำตี "ภาษีคนโสด" ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด ความรู้ ไม่สำคัญเท่า ความรู้สึก?

ที่มา:มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ 13-19 ก.ย.2556



ข่าวเก็บภาษีคนโสด เป็นข่าวครั้งแรกในสื่อใหม่ ออนไลน์แห่งหนึ่ง นำเสนอข่าว

"ซ้ำเติมคนโสด นักวิชาการหนุนเก็บภาษีเพิ่ม" ข่าวนี้ แอดมินเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน 2556 เวลา 20.11 น.

ข่าวนี้ กระหึ่มในสังคมโซเชียลมีเดีย มากกว่าในสื่อเก่า เพราะสื่อฉบับกระดาษตีพิมพ์ข่าวนี้ครั้งแรก ฉบับวันเสาร์ที่ 7 กันยายน 2556 หน้า 6 พาดหัวข่าวว่า "แนะรัฐจัดเก็บภาษีคนโสด ดันปั๊มลูกแก้ขาดแคลนแรงงาน"

ข่าวเก็บภาษีคนโสด เกิดขึ้นในห้วงเวลาเดียวกับที่รัฐบาลปรับภาษีสุรา ขยายเพดานครั้งใหญ่ และเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ม็อบสวนยางพารา 5 จังหวัด ปิดถนน ปิดทางรถไฟ ต้องการให้รัฐบาลรับซื้อยาง 120 บาทต่อกิโลกรัม

แต่ดูเหมือนว่า ในโลกโซเชียลมีเดีย ผู้คนในโลกเสมือนจริง สนใจจิกกัดข่าวเก็บภาษีคนโสด มากกว่าข่าวภาษีสุราและม็อบสวนยาง



ไม่น่าเชื่อว่า ข่าวซ้ำเติมคนโสด เก็บภาษีคนโสด กลายเป็นข่าวใหญ่ในโลกโซเชียลมีเดีย ที่เต็มไปด้วยความร้อนแรง เต็มไปด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ระดับเดียวกับวิวาทะว่าด้วย "อีโง่" เพราะความเห็นและข้อความส่วนใหญ่ ปักใจเชื่อไปแล้วว่า เป็นนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพราะรัฐบาลชุดนี้ มักขายนโยบายใหม่ๆ

พวกที่เกลียด "ตระกูลชินวัตร" เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่รีรอที่จะรุมกินโต๊ะ นโยบายเก็บภาษีคนโสด อย่างเมามัน และโพสต์ข้อความ เยาะเย้ย ถากถาง โพสต์ข้อความส่งต่อแบบไม่ยั้งคิด

หลังจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ถูกด่าฟรีมาหลายวัน นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จึงออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Teerat Ratanasevi ว่า กรณีนี้ไม่ใช่แนวคิดรัฐบาล เป็นเพียงแนวคิดของนักวิชาการคนหนึ่งที่เสนอออกมาสู่สังคมเท่านั้น เนื่องจากเห็นว่าคนไทยปัจจุบันแต่งงานมีลูกน้อยลง ซึ่งจะทำให้ประเทศมีปัญหาในอนาคต

"เป็นอีกวันที่รู้ว่าคนไทยอ่านข่าวเฉพาะ Headline เพราะเรื่องการเก็บภาษีคนโสด เป็นแนวคิดของนักวิชาการคนหนึ่ง รัฐบาลยังไม่มีนโยบายเรื่องภาษีอะไรแบบนั้นทั้งสิ้น" โฆษกรัฐบาล แสดงทัศนะผ่านเฟซบุ๊ก



ผู้รับผิดชอบโดยตรง อย่าง นางเบญจา หลุยเจริญ รมช.การคลัง ยืนยันว่า ยังไม่มีแนวคิดเก็บภาษีคนโสดและคนไม่มีลูกตามที่นักวิชาการเสนอ เพราะจะต้องศึกษารายละเอียดอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะโครงสร้างประชากรในช่วง 10 ปีข้างหน้าว่ามีทิศทางเป็นอย่างไร หากเทียบกับโครงสร้างในปัจจุบัน และต้องดูถึงผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้นด้วย ดังนั้น การเก็บภาษีจึงไม่เกี่ยวกับว่าใครโสดหรือไม่โสด

เมื่อย้อนกลับไปดูต้นตอของข่าวนี้ จริงๆ พบว่า เป็นการพูดบนเวทีวิชาการ ของ นายเทอดศักดิ์ ชมโต๊ะสุวรรณ เลขานุการคณะเศรษฐศาสตร์ และอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่กล่าวอภิปรายหัวข้อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายการรองรับในสองทศวรรษหน้า

ประเด็นภาษีคนโสด มาจากความเห็นของนายเทอดศักดิ์ ที่เสนอว่า แนวทางแก้ไขภาครัฐควรออกนโยบายสนับสนุนให้คนไทยมีลูกเพิ่มขึ้น เช่น โครงการลูกคนแรก โดยรัฐช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่าย การเลี้ยงดูให้กับครอบครัวที่มีลูกคนแรก รวมถึงให้เงินอุดหนุน หรือลดภาษีสำหรับครอบครัวที่มีลูกคนที่ 2 และ 3 นอกจากนี้ ควรเรียกเก็บภาษีคนโสด ภาษีคนไม่มีลูก กระตุ้นให้มีครอบครัว เพื่อลดภาระงบประมาณการใช้สวัสดิการดูแลของภาครัฐในอนาคต

นอกจากนี้ นายอนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและวิชาการ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ชี้แจงว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้เป็นข้อเสนอของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นเพียงการแสดงความเห็นหรือข้อเสนอของนักวิชาการในห้องสัมมนาเท่านั้น



กลายเป็นว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ถูกรุมด่าฟรีเกือบหนึ่งสัปดาห์ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เสียงวิจารณ์ที่สะท้อนกลับที่ว่า ในโลกเสมือนจริงหรือโซเชียลมีเดียแล้ว อ่านแค่พาดหัวข่าวโดยไม่ต้องอ่านเนื้อข่าวก็วิจารณ์คนอื่นได้แล้ว หรือบางเรื่อง ถ้าเกลียดชังใคร ไม่ต้องเอาข้อเท็จจริงเป็นตัวตั้งก็ได้ ด่าไปก่อน (พ่อสอนไว้)

ข้อความที่โพสต์ขึ้นในวันถัดมา หลังความจริงกระจ่างแจ้งคือ พลเมืองในโลกออนไลน์ส่วนหนึ่ง เป็นพวกฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด

หลังจากสังคมในโลกออนไลน์ ใช้เวลาหมดเปลืองไปกับการวิจารณ์หัวข่าวแต่ไม่อ่านเนื้อข่าวเสียหลายวัน เมื่อรู้ว่าผิดคนและผิดเป้า จึงค่อยกลับมาหาสาระ และเริ่มหาความรู้เรื่องภาษีคนโสด แล้วใครบางคนเมื่อรู้ว่าไม่ใช่นโยบายของยิ่งลักษณ์ จริงๆ ก็ออกมาหนุนภาษีคนโสด

หนึ่งในนั้นคือ ด๊อกเตอร์ดังที่เป็นฝ่ายคนรู้ทันทักษิณ ให้สัมภาษณ์ "ไทยรัฐออนไลน์" ว่า เหตุที่แนวคิดของนายเทอดศักดิ์ ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม อาจมีสาเหตุมาจากประชาชนขาดความไว้วางใจรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเกรงว่าจะนำเงินภาษีคนโสดไปใช้ในทางที่ผิดรูปแบบและวัตถุประสงค์

"แนวทางของนายเทอดศักดิ์ ใช้วิธีลงโทษคนที่ไม่อยากมีลูก แต่สังคมไทยยอมรับในอีกรูปแบบหนึ่งคือ หากเป็นการเก็บภาษีเพื่อนำเงินไปสนับสนุนให้คนที่พร้อมอยากมีคู่ จะได้รับการสนับสนุนมากขึ้น"

สำหรับสังคมไทย ชั่วโมงนี้ ความรู้ อาจไม่สำคัญเท่า ความรู้สึก!!!






วันเสาร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2556

เปิด30จังหวัดขุมทรัพย์ใหม่อสังหา-ค้าปลีก "กสิกรไทย-เซ็นทรัล-แสนสิริ"ง้างลงทุนรับเมกะโปรเจ็กต์

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
 
 
 
 
โปรเจ็กต์ลงทุน 2 ล้านล้าน ดันตลาดภูมิภาคโตกระฉูด "แบงก์กสิกรไทย" เผยมี 30 จังหวัดทำเลทองลงทุนอสังหาฯ-ค้าปลีก บิ๊ก "เซ็นทรัล-แสนสิริ" ประสานเสียงเชียร์รัฐเร่งลงทุน กางแผนธุรกิจรองรับรถไฟความเร็วสูง-พัฒนาเมืองใหม่รอบสถานี
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า มั่นใจว่าร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จะมีการพิจารณาวาระที่ 2 และ 3 ในวันที่ 19-20 กันยายนนี้ และน่าจะผ่านการพิจารณาได้ เนื่องจากโครงการต่าง ๆ ที่บรรจุไว้ในแผนกู้เงินมีความชัดเจนครบถ้วนทั้งรายละเอียด ผลการศึกษา ตามขั้นตอนของกฎหมายทุกอย่าง

"โครงการลงทุน 2 ล้านล้าน จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้านการท่องเที่ยว เชื่อมการค้ากับอาเซียน กระจายความเจริญสู่หัวเมืองภูมิภาค และเกิดการจ้างงานที่จะมีการก่อสร้างโครงการทั่วประเทศ หัวใจคือการเชื่อมโยงคมนาคมจะลิงก์ถึงกันหมด" นายชัชชาติกล่าว

30 จังหวัดทำเลทองอสังหาฯ

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การลงทุนโครงการ 2 ล้านล้านบาท จะไม่มีผลต่อสภาพคล่องของธนาคาร เนื่องจากใช้เงินลงทุนเฉลี่ยปีละ 3 แสนล้านบาท ทยอยลงทุน 7 ปี ขณะที่จะเป็นผลดีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีกในต่างจังหวัด

"กรุงเทพฯและปริมณฑลจะคงที่ ทิศทางการลงทุนคอนโดมิเนียมจะเหมาะสมที่สุด ตลาดต่างจังหวัดมีหลายอย่างที่หนุนให้โต มีโครงการ 2 ล้านล้าน เออีซี การขยายตัวของสังคมเมืองมายังหัวเมืองใหญ่มากขึ้น"

สำหรับจังหวัดที่มีศักยภาพในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต ประเมินจาก 3 ปัจจัยเกื้อหนุน คือ 1.มีรายได้ประชากรต่อหัวสูง 2.มีกิจกรรมการค้าชายแดน 3.ได้รับประโยชน์จากโครงการภาครัฐ แยกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกดูจากรายได้ประชากรต่อหัวสูงกับโครงการภาครัฐ มี 18 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก อุดรธานี ขอนแก่น นครสวรรค์ ลพบุรี นครราชสีมา สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ราชบุรี เพชรบุรี ชุมพร สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต ยะลา กับกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มจังหวัดมีทั้ง 3 ปัจจัยหนุน มี 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ หนองคาย มุกดาหาร อุบลราชธานี ตาก กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ตราด ระนอง สงขลา นราธิวาส

ด้านยุทธศาสตร์ของกสิกรไทย นายชาติชายกล่าวว่า มี 15 จังหวัดในการปักธงทำธุรกิจ ได้แก่ เชียงใหม่ อุดรธานี อุบลราชธานี ขอนแก่น นครราชสีมา พัทยา-ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี สงขลา สมุทรสาคร พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี และนครปฐม

"จังหวัดที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะมีการเติบโตที่เร็ว เกิดสังคมเมืองและมีรายได้มากขึ้น หลังจากนี้ทุนท้องถิ่นก็ต้องปรับตัวรับด้วย" นายชาติชายกล่าว

เซ็นทรัลปักธงลงทุน

นายนริศ เชยกลิ่น รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายการเงินและบัญชี บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และนายกสมาคมศูนย์การค้าไทย กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลมองการเติบโตตลาดต่างจังหวัดตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว ประเมินจากสังคมเมืองจังหวัดใหญ่ ๆ ที่เติบโตขึ้น ปัจจุบันมีศูนย์การค้าต่างจังหวัด 11 แห่ง สิ้นปีนี้จะเพิ่มเป็น 13 แห่งในระยะเวลาเพียง 10 ปี มากกว่าศูนย์การค้าในกรุงเทพฯ ที่ใช้เวลาพัฒนา 30 ปีมี 10 แห่ง

"เราให้ความสำคัญมากคือระบบโครงสร้างพื้นฐานของรัฐเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเลือกทำเล และมีผลอย่างมากต่อการทำธุรกิจ ถ้า (รัฐ) ช้าจะทำให้เศรษฐกิจชะงัก ไม่เกิดการลงทุน"

นายนริศกล่าวว่า ที่สำคัญเมื่อโครงการ 2 ล้านล้านเกิด จะมีผลต่อการขยายตัวของประชากรในกรุงเทพฯ ทำให้การเคลื่อนย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยจากกรุงเทพฯไปสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น รองรับกับการพัฒนาโครงการใหม่ ๆที่จะไปตามแนวพื้นที่ก่อสร้าง 2 ล้านล้าน โดยเฉพาะบริเวณหัวเมืองใหญ่และประตูการค้าชายแดน ดังนั้นต่อไปตลาดภูมิภาคจะมีศักยภาพในการลงทุนและเติบโตอีกมาก การเติบโตของกรุงเทพฯจะน้อยลง

"ไลฟ์สไตล์คนต่างจังหวัดจะเปลี่ยนไปแน่นอน จากประสบการณ์ของเราในจังหวัดใหญ่จะเปลี่ยนใน 2 ปี จังหวัดรอง 3 ปี" 

แสนสิริเตรียมลงทุนเพิ่ม

นายอภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันแสนสิริให้ความสำคัญกับการลงทุนตลาดต่างจังหวัดมากขึ้นในรอบ 3 ปีมานี้ จาก 3% ขยับเป็น 40% ให้ครอบคลุมมากขึ้น เช่น เชียงราย ภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น โคราช จากเดิมมีแค่ตลาดหัวหิน

"แนวโน้มการพัฒนาประเทศไทยจะไม่ใช่กรุงเทพฯ เพราะมีการกระจายรายได้ไปหัวเมืองมากขึ้น เรียกว่าเงินต่อเงิน เกิดจากการที่เราตามไปลงทุน เงินจะไปหมุนทำให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ปัจจุบันวิวัฒนาการต่าง ๆ เข้าถึงคนต่างจังหวัดมากขึ้น ไลฟ์สไตล์รับได้เหมือนคนกรุงเทพฯทุกอย่าง"

สำหรับแผนลงทุนต่างจังหวัดในปี 2557 นายอภิชาติกล่าวว่า เตรียมลงทุนเพิ่มแต่จะไม่เร่งรีบมาก ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องการโตมากไปกว่านี้ ต้องดูภาวะเศรษฐกิจโลกและประเทศโดยรวมควบคู่ไปด้วย

"ตอนนี้ที่ดูอยู่ก็มีที่ อ.แม่สอด ส่วน จ.บึงกาฬยังเป็นอนาคต ซึ่งหนองคายเราไม่ไปเพราะสำรวจแล้วคนลาวจะข้ามฝั่งมาไทยแล้วไปทางอุดรฯ เพราะห่างจากหนองคาย 30-40 นาที ด้าน จ.เชียงรายที่เราตัดสินใจไปลงทุนเพราะเป็นเกตเวย์การลงทุนไปจีน" นายอภิชาติกล่าวและว่าแสนสิริทำแผนลงทุนล้อไปตามแนวการลงทุนของโครงการรัฐบาล ตลาดใหม่ ๆ ดูหลายจังหวัด เช่น หัวหิน ภูเก็ต อุดรฯยังขยายอย่างต่อเนื่อง โครงการลงทุน 2 ล้านล้านกว่าจะมาอีก 7 ปีก็ต้องค่อย ๆ ทำ ทั้งนี้เห็นด้วยที่รัฐจะเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้เสร็จใน 7 ปี เพราะเวลาเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องใหญ่มาก ถ้าไม่ได้ทำจะแข่งขันไม่ได้ในอนาคต เงินตราไม่เข้าประเทศ ที่สำคัญจะส่งผลดีต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และคนไทยเป็นอย่างมาก

"เผานี้" มีเบื้องหลัง?

ที่มา ข่าวสดออนไลน์
คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
สมิงสามผลัด



ประกาศชัดให้ตำรวจอดทนอดกลั้นแก้ปัญหาม็อบสวนยางที่ปิดถนนที่อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช

นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำชับผบ.ตร.ให้ใช้ความละมุนละม่อม ห้ามใช้ความรุนแรง

ยืนยันไม่ใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงฯเข้าควบคุมสถานการณ์ ให้เน้นเจรจา

ถ้าทำได้เช่นนี้จริง ถือว่าเป็นความชาญฉลาดของรัฐบาลนี้และช่วยให้วิกฤตคลี่คลายลงได้ด้วยดี

หากย้อนไปดูเหตุการณ์วุ่นวายเมื่อ 2 วันก่อน หลังตำรวจเข้าไปเคลียร์ถนนที่มีผู้ชุมนุมแค่ 20 คน

โดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรง ไม่มีการสลายม็อบ

แต่พอตกเที่ยงชาวบ้านก็ระดมกันมานับพันคนเข้ายึดพื้นที่คืน เกิดความวุ่นวาย เผารถตำรวจวอดไป 9 คัน ตำรวจบาดเจ็บ 119 นาย โคม่าถึง 4 นาย

ส่วนชาวบ้านก็บาดเจ็บไปถึง 20 คนเช่นกัน

เข้าใจว่ารัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดความสูญเสียขึ้นอีก จึงเลือกใช้วิธีประนีประนอม พยายามพูดคุยกับม็อบหาทางออก ถึงแม้รู้แก่ใจว่าเป็นเรื่องที่"โคตรยาก"

หากติดตามการเคลื่อนไหวม็อบสวนยางมาตลอด จะรู้สึกถึงความสับสนในตรรกะการชุมนุม

ยกตัวอย่างเช่นชุมนุมครั้งแรกก็ปิดถนนกันแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

รัฐบาลส่ง 3 รองนายกฯเจรจาจนได้ข้อสรุปร่วมกันว่าจ่ายช่วยเหลือไร่ละ 2,520 บาท แต่ไม่เกิน 25 ไร่เป็นเวลา 7 เดือน

ชาวสวนยางทั่วประเทศยอมรับ ภาคีสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ก็ยอมรับเงื่อนไขนี้

แต่จู่ๆ ม็อบก็ระดมปิดถนนที่ชะอวดอีกครั้ง

เรียกร้องราคายางก.ก.ละ 120 บาท

จนเกิดการตั้งข้อสังเกตใน 2 ประเด็นใหญ่ๆ

ประการแรกการชุมนุมที่ยกระดับขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่สนใจการเจรจา เมินมติชาวสวนยางส่วนใหญ่

แถมยังชุมนุมกันช่วงใกล้ประชุมสภาพิจารณาพ.ร.บ. 2 ล้านล้าน

คล้ายๆ กับเมื่อตอนม็อบประจวบฯปิดถนนช่วงประชุมรัฐสภาเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

ขยายผลกันจนโยนเก้าอี้กันกลางสภา

อีกประเด็นมีการตั้งข้อสังเกตอีกว่าเงินช่วยเหลือ 2,520 บาทต่อไร่ถึงมือชาวสวนยางโดยตรง

แต่ไม่ถึงมือพ่อค้าคนกลาง

พอเช็กสต๊อกยางในนครศรีธรรมราชก็ถึงบางอ้อ

มียางในสต๊อกถึง 27 ล้านก.ก.

หากรัฐยอมประกันราคายางที่ก.ก.ละ 120 บาท

ใครกันแน่ที่รับเงิน 3 พันล้านไปเต็มๆ !?

สื่อนอกตีข่าว พฤติกรรมก้าวร้าวของ "พรรคประชาธิปัตย์"



ที่มา ข่าวสดออนไลน์


เมื่อวันที่ 20 ก.ย. เว็บไซต์ ดิโพลแมต ซึ่งเป็นวารสารออนไลน์เกี่ยวกับการเมืองในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้เผยแพร่บทความชื่อ พรรคฝ่ายค้านของไทยกระทำตัวหยาบคาย (Thailand Opposition Behaving Badly) เขียนโดยนายม็อง พาลาติโน นักเขียนและอดีตนักการเมืองรุ่นเยาว์ชาวฟิลิปปินส์

 
บทความดังกล่าวระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ของไทยได้ใช้วิธีก้าวร้าวและหยาบคายในการต่อต้านรัฐบาลของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลายครั้งในช่วงหลังที่ผ่านมา โดยยกตัวอย่างกรณีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ถูกเชิญออกจากสภา เนื่องจากส่งเสียงโหวกเหวกและไม่เคารพประธานรัฐสภา จนต้องเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาควบคุมสถานการณ์ ซึ่งส.ส.ประชาธิปัตย์ก็เข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งด้วย หรือกรณีนายเชนทร์ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี ประชาธิปัตย์ โยนเก้าอี้ 2 ตัวเพื่อแสดงอาการฟิวส์ขาด

นอกจากนี้ ผู้เขียนระบุว่ากรณีที่น่าตกใจที่สุดคือการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยมีภาพลักษณ์ว่าเป็นคนสุภาพ กลับใช้ถ้อยคำหยาบคายบนเวทีปราศรัย โดยเรียกน.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า อีโง่ ซึ่งถึงแม้นายอภิสิทธิ์จะปฏิเสธว่าไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นน.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่การกระทำเหล่านี้ได้ทำให้ประชาชนจำนวนมากรู้สึกผิดหวังกับพรรคประชาธิปัตย์ แม้แต่ในหมู่ผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเอง




ทั้งนี้ ผู้เขียนบทความดังกล่าวระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์มีสิทธิเต็มที่ในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล เช่นประเด็นความเดือดร้อนของม็อบชาวสวนยางพารา และตรวจสอบการผ่านร่างกฎหมายต่างๆ แต่การใช้ถ้อยคำและการกระทำที่หยาบคาย จะเป็นการดึงความสนใจของประชาชนออกจากจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์เสียเอง

นายพาลาติโนยังกล่าวด้วยว่า มีประเด็นทางสังคมจำนวนมากที่พรรคประชาธิปัตย์ควรนำเสนอต่อสาธารณชน แต่พรรคฝ่ายค้านดังกล่าวกลับยังเลือกวิธีที่ไม่เหมาะสมในการโจมตีรัฐบาล

สำหรับ ดิโพลแมต เป็นวารสารออนไลน์ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2545 และมักตีพิมพ์บทความวิเคราะห์ทางการเมืองจากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา

บทความต้นฉบับ
 

http://thediplomat.com/asean-beat/2013/09/19/thailand-opposition-behaving-badly/

Thailand Opposition Behaving Badly



It seems Thailand’s opposition politicians are getting desperate. 

Last month, 57 members of parliament belonging to the opposition Democrat Party were evicted from the session hall after they repeatedly protested the ruling of the presiding officer. When parliamentary police officers were called in to escort the MPs out, they forcibly resisted, with one seen grabbing the throat of a police officer. 

When the incident occurred, the parliament was debating the proposed amendments to the constitution and the opposition wanted more time to ask questions. 

Early this month, Democrat MP Chen Thaugsuban threw chairs inside the session to show his disgust over the ruling made by the deputy speaker. Chen was asking for an update about the clashes between the police and protesting rubber farmers in south Thailand but other MPs wanted to adjourn the session. Fortunately, no one was injured when Chen threw several chairs in the direction of the deputy speaker.

But what really surprised many people was the outburst of the usually cool and polite former Prime Minister Abhisit Vejjajiva, who delivered a speech in which he called Prime Minister Yingluck Shinawatra a “stupid bitch”. Some newspapers translated the speech as “stupid woman” and “stupid lady.” But in any case, the “stupid” remark is offensive on its own.

Speaking at an event organized by the Democrat Party, Abhisit questioned Yingluck’s support for a new reality television show called Smart Lady Thailand. 

Based on a translation made by Thai writer Saksith Saiyasombut, Abhisit reportedly said: “But I ask why do they do this project, why do they have to find a smart lady, why do they make a competition out of this? Because if they are looking for a stupid bitch, there would be no competition!”

Abhisit has since denied that he insulted Yingluck and Thai women in general, claiming his speech was taken out of context by many reporters. 

Nevertheless, these controversial actions by the opposition have shocked supporters and disappointed many Thais. The parliament squabble could actually discourage voters from supporting campaigns initiated by the opposition. For veteran journalist Veera Prateepchaikul, the opposition and other public figures should learn from Abhisit’s mistake.

“(He) shot himself in the foot when he uttered an ill-considered remark a man of his stature is not supposed to make in public. Mr. Abhisit and other public figures should be careful when speaking in public, as their very own words could bounce back to bite them,” Veera wrote.

But what the opposition should also realize is that the aggressive behavior of some of its members has diverted the attention of the public away from the issues it is promoting.

The opposition’s concerns about the constitutional reforms proposed by the ruling Pheu Thai Party are legitimate. Their claim about the railroading of some legislative measures also seems accurate. Indeed, they have the right to demand more time for debates. It is only apt that the opposition should question the deployment of riot police near the parliament complex. The issues involved in the rubber protests also deserve to be adequately addressed. 

But unfortunately, these concerns were overshadowed by screaming and violent MPs inside parliament. 

Before delivering his infamous punchline, Abhisit was criticizing Yingluck’s numerous foreign trips. It was an appropriate criticism since Yingluck was in Europe at the time. But Abhisit lost his composure and went on to deliver his “stupid woman” (or “stupid bitch”) speech. So instead of responding to the accusations made by Abhisit that Yingluck is spending too much time in other countries, the ruling party hit back by demanding an apology from the opposition leader.  

These are among the many social issues that could have effectively mobilized the Thai masses against the Yingluck government. Instead, the opposition continues to bungle its chances to seize the political initiative.