Sunai Fan Club

Sunai Fan Club
สุนัยแฟนคลับ

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

พคท.รอ.สัญญาณเลือด 6 ตุลา รอบใหม่จะกลายพันธุ์

เรื่องจากปก หนังสือพิมพ์ Red Power ปีที่ 1 ฉบับที่ 27 เดือน กรกฎาคม 2555 โดย กองบรรณาธิการ



การชุมนุมเปิดตัวของกลุ่มคนที่อ้างตนเป็นอดีตทหารในกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทยภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่มีอักษรย่อรู้จักกันในนาม พ.ค.ท.ที่ทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันศุกร์ ที่ 15 มิถุนายน 2555 พร้อมประกาศจัดตั้งกองกำลังอาวุธขึ้นใหม่ในนาม กองทัพปลดแอกประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อสนับสนุนมติศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งให้ยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามเกมส์ของพรรคประชาธิปัตย์และประกาศพร้อมจะปราบขบวนการคนเสื้อแดงและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ได้กลายเป็นสัญญาณวิปริตทางการเมือง ในประวัติศาสตร์ของขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์และส่งสัญญาณว่าจะเกิดการกวาดล้างเข่นฆ่าประชาชนด้วยการใช้มือประชาชนฆ่าประชาชนแทนการใช้ทหารในเครื่องแบบอย่างที่เคยเกิดขึ้นแล้วในสถานการณ์เลือดล้อมปราบเข่นฆ่าประชาชนเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่โลกรู้ดีว่าเป็นคำสั่งฆ่าจากใครและเป็นบาดแผลลึกของสังคมไทยที่โลกไม่อาจจะรับได้แต่กำลังจะเกิดขึ้นรอบใหม่อีก จึงเป็นประเด็นที่ Red Power ต้องจับตามองและนำเสนอข้อมูลเพื่อเตือนสติสังคมว่า หากใครก็ตามที่พยายามจะสั่งการให้เกิดเหตุการณ์เลือด 6 ตุลาคม 2519 รอบใหม่ เพื่อฆ่าประชาชนคนเสื้อแดงในยุคโลกาภิวัฒน์ขณะนี้ผู้นั้นคือผู้ทำลายระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
 

จากพรรคคอมมิวนิสต์สู่ พคท.รอ.

           ประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้บันทึกไว้อย่างเป็นทางการว่า พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ได้ก่อตัวขึ้นเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2485 และประกาศใช้นโยบายต่อต้านระบบเผด็จการทหารโค่นล้มระบอบศักดินาเพื่อสถาปนาระบอบสาธารณรัฐทำลายระบอบชนชั้นทางสังคมสร้างความเสมอภาคทางการเมืองและทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมให้แก่ประชาชนและขับไล่ฐานทัพสหรัฐอเมริกาออกจากประเทศไทยเพื่อให้ไทยเป็นประเทศเอกราชโดยสมบูรณ์ โดยดำเนินการการต่อสู้ด้วยรูปแบบสงครามประชาชนใช้ชนบทล้อมเมืองและปฏิบัติการเสียงปืนแตกเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2508 ที่บ้านนาบัว จังหวัดนครพนม ในนามกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย แต่อยู่ๆมาวันนี้กลับมีผู้คนกลุ่มหนึ่งกล่าวอ้างตนเป็น สหาย(เป็นคำนำหน้าที่ใช้เรียกกันในหมู่ผู้ปฏิบัติงาน) และประกาศจัดตั้งการติดอาวุธขึ้นใหม่ในนาม กองทัพปลดแอกประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และประกาศปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และสนับสนุนศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาขวางมติของรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ จึงเป็นเรื่องตลกทางการเมืองที่สร้างความงุนงงให้แก่สังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง จนถึงขนาดอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ตัวจริงเสียงจริงที่เคยมีฐานะในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในระดับสูงอย่างนายแพทย์เหวง โตจิราการ ที่อดีตกำลังจะก้าวขึ้นเป็นคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์อดรนทนไม่ไหวต่อละครตลกทางการเมืองที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ขบวนการต่อสู้ของสามัญชนไทยที่ต้องการประชาธิปไตยและความเสมอภาคอย่างแท้จริง ที่ผ่านมาได้ถึงขนาดต้องออกตัวเปิดเผยตนเองโดยเขียนจดหมายเปิดผนึกประณามกลุ่มบุคคลเหล่านี้ที่ย่ำยีและบิดเบือนอุดมการณ์ของขบวนการคอมมิวนิสต์ที่เป็นเรื่องทางสากลอย่างน่าสงสัยว่ามีเจตนาแอบแฝง

          เมื่อกลุ่มบุคคลเหล่านี้ประกาศอุดมการณ์ชัดแจ้งว่าเป็นผู้จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ก็เป็นเรื่องน่าชื่นชมยินดีและมีการเรียกขานชื่อพรรคคอมมิวนิสต์ของบุคคลผู้ชุมนุมที่ทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุดรธานี ให้ใหม่เสมือนหนึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของกองทัพไทยว่า พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยรักษาพระองค์มีอักษรย่อว่า พคท.รอ และจากแหล่งข่าวยืนยันว่าการกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าวนี้น่าจะเป็นผลพวงมาจากคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ในสมัยที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และจากสายสัมพันธ์พิเศษที่มีกับพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์  ซึ่งเป็นลูกชายของ พ.ท.พโยม  จุลานนท์ อดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์คนสำคัญในฐานะผู้ก่อตั้งกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย

พลเอกสุรยุทธ์กับการก่อกำเนิด พคท.รอ.

          การพ่ายแพ้ของกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทยทำให้เกิดการสลายตัวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยซึ่งเป็นหนามยอกอกของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยมายาวนาน อันเป็นผลมาจากนโยบายตามประกาศของสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ประกอบกับความแตกแยกทางความคิดในขบวนการคอมมิวนิสต์สากลพร้อมกับคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยซึ่งเป็นศูนย์กลางการนำสูงสุดของขบวนการปฏิวัติสังคมนิยมในประเทศไทยถูกจับกุมตัวชุดใหญ่ 2 ระลอกคือ ในปี 2527 และ ปี 2530ในขณะเปิดประชุมลับในเมืองและแกนนำจำนวนหนึ่งได้ยอมก้มหัวสวามิภักดิ์ให้แก่กองทัพไทยและได้ชักนำให้กองทัพปลดแอกประชาชนไทยยอมวางอาวุธกลับเข้าเมืองและได้รับการอภัยโทษตามนโยบาย 66/2523 สำหรับทหารป่าที่มาจากชาวนารัฐบาลในขณะนั้นก็สัญญาว่าจะให้ที่ดิน 5 ไร่ และควาย 5 ตัว พร้อมบ้านอยู่อาศัยและเงินช่วยเหลือจำนวนหนึ่งเพื่อให้ปรับตัวเข้ากับระบบสังคมที่มีอุดมคติที่แตกต่างกัน ส่วนนักศึกษาปัญญาชนก็กลับเข้าเมืองมาเรียนหนังสือต่อ ส่วนผู้ที่จบการศึกษาแล้วส่วนหนึ่งก็มาประกอบอาชีพเป็นนักพัฒนาภาคเอกชนหรือที่รู้จักกันในนาม NGO โดยรัฐใช้สายสัมพันธ์การให้ความช่วยเหลือโดยนำเงินงบประมาณแผ่นดินสนับสนุนโครงการขององค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อให้บุคคลเหล่านี้มีงานทำโดยผ่านนายแพทย์ประเวศ วะสี , นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม (ซึ่งเป็นแกนนำคนสำคัญในการประสานมวลชนทำการสนับสนุนการรัฐประหารล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อ 19 กันยายน 2549)

          แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้รายงานชัดเจนว่า อดีตแกนนำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยจำนวนหนึ่งที่ยอมศิโรราบนับตั้งแต่ถูกจับกุมได้รับการชุบเลี้ยงดูแลเป็นอย่างดีจากกองทัพไทย โดยเกาะเกี่ยวผ่านบุคคลชั้นสูงอย่าง พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่เป็นลูกชายของอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์คนสำคัญจนผูกพันกันทางการเมืองถึงขนาดเป็นสะพานเชื่อมนำแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์ระดับสูง อาทิเช่น ภรรยาของอดีตเลขาธิการพรรคคนหนึ่งไปร่วมโต๊ะอาหารกับบุคคลชั้นสูงจนมีความแนบแน่นระหว่างกองทัพกับแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์ กลุ่มผู้ยอมศิโรราบนี้จึงถูกสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ที่ยังยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยและความเสมอภาคของมนุษย์ตั้งฉายาอย่างเยาะเย้ยถากถางให้แกนนำพรรคกลุ่มนี้ว่าเป็น พคท.รอ. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยรักษาพระองค์) และจากผลของความใกล้ชิดระหว่างแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์กลุ่มนี้กับกองทัพไทยจึงเกิดการร่วมมือกันในส่วนงานมวลชนของกองทัพกับพรรคคอมมิวนิสต์ ปีก รอ.ในการสนับสนุนงานพัฒนาขององค์กรเอกชนในสายงานพรรคคอมมิวนิสต์จนทักทอเป็นเนื้อเดียวกัน จนนำไปสู่การโค่นล้มอำนาจรัฐบาลประชาธิปไตยในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ทหารในฐานะอำนาจนอกระบบที่ทำหน้าที่คอยควบคุมระบอบประชาธิปไตยพลเรือนไม่ให้เกิดการพัฒนาด้วยกริ่งเกรงว่าหากพลเรือนที่เป็นนักธุรกิจเข้าสู่อำนาจรัฐและมีความเข้มแข็งจะผลักดันให้ระบอบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมขยายตัวนำความเจริญมาสู่ประเทศไทยจนทหารและอำมาตย์ไม่อาจจะควบคุมได้ต่อไปจึงตัดสินใจเปิดทางให้กับแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์ รอ.กลุ่มนี้เข้าร่วมการรัฐประหารซึ่ง พคท.รอ. กลุ่มนี้มีความเกลียดชังรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณอยู่เป็นทุนเดิมที่ขัดขวางงานของกลุ่ม NGOจึงตัดสินใจเข้าร่วมการรัฐประหารโดยรับผิดชอบการจัดมวลชนจำนวนหนึ่งมาร่วมชุมนุมสนับสนุนสร้างความชอบธรรมให้แก่กองทัพและพวกอำมาตย์ในการดำเนินการรัฐประหารที่มีความมุ่งหมายลึกซึ้งมากกว่าการรัฐประหารทั่วไป โดยกลุ่ม พคท.รอ. หวังที่จะจัดรูปแบบการปกครองใหม่โดยใช้ชื่อประชาธิปไตยเป็นเสื้อคลุมแต่เนื้อในเป็นเผด็จการด้วยการเสนอรูปแบบการเมืองใหม่ 70:30 ของกลุ่มพันธมิตร ที่มีแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์ในนาม พคท.รอ.เป็นผู้นำ เข้าทำนอง แขวนหัวหมูแต่ขายเนื้อหมาด้วยเหตุนี้เมื่อเกิดการรัฐประหารสำเร็จรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์        จุลานนท์ จึงได้นำแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์เข้าร่วมเป็นรัฐมนตรีและคณะทำงานด้วยจำนวนหนึ่งและเร่งจัดทำนโยบายนำเงินงบประมาณไปช่วยเหลืออดีตสหายชาวนาที่ทุกข์ยากและถูกเบี้ยวเงินช่วยเหลือตามนโยบาย 66/2523 ที่ปล่อยปะละเลยมายาวนาน โดยพลเอกสุรยุทธ์ ได้แสดงบทบาทเด่นชัดต่อการเดินทางไปเยี่ยมอดีตสหายในนามผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผ.ร.ท.) ในชนบทในภาคเหนือและภาคอีสานก่อนประชาชนคนยากจนกลุ่มอื่นที่ทุกข์ยากจนเกิดความผูกพันทางจิตใจในลักษณะ หนี้บุญคุณดังนั้นขบวนการที่จะเตรียมการจัดตั้งกองกำลังอาวุธในนามของ กองทัพปลดแอกประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในนาม พคท.รอ. จึงเกิดขึ้นและขับเคลื่อนด้วยระบบอุปถัมภ์ที่เป็นรากฐานทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งของสังคมไทยจึงเกิดขึ้นในนาม ชดใช้หนี้บุญคุณ ที่ใช้เท่าไรก็ใช้ไม่หมด จึงเป็นสัญญาณอันตรายที่การจัดตั้งกองกำลังอาวุธภาคประชาชนเพื่อเตรียมการใช้เข่นฆ่าประชาชนคนเสื้อแดงที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีว่าจะล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อสถาปนาระบอบประธานาธิบดีจึงเกิดขึ้น และการบิดเบือนข่าวสารว่ารูปธรรมของการล้มล้างสถาบันคือการเสนอกฎหมายปรองดองเพื่อช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองและล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์จึงเกิดขึ้นด้วยการประสานเสียงอย่างเปิดเผยระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มพันธมิตรฯ ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่กลัวจะถูกตัดอำนาจ,โดยกองทัพปีกที่ต้องการก้าวขึ้นสู่อำนาจแทนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำการเชื่อมโยงและสนับสนุนเตรียมรัฐประหารอยู่เบื้องหลัง

 กองกำลังอาวุธพลเรือน : สัญญาณอันตราย

          การช่วงชิงอำนาจทางการเมืองอย่างแอบแฝงโดยไม่ยึดมั่นในระบอบรัฐสภานับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 และการใช้ศาลรัฐธรรมนูญโค่นล้มรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เพียงเพื่อจะให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าสู่อำนาจโดยไม่สนใจความถูกต้องของกติกาประชาธิปไตยแม้จะผ่านการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายที่ประชาชนได้แสดงมติมหาชนอย่างเปิดเผยให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีด้วยเสียง ส.ส.เกินกว่าครึ่งสภาแล้วก็ตาม แต่ขบวนการเผด็จการที่ต้องการอำนาจทางการเมืองโดยมิชอบยังเดินหน้าโดยใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญที่พวกเขาสร้างขึ้นเตรียมโค่นล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างไม่หยุดหย่อน โดยความยินดีปรีดาของพรรคประชาธิปัตย์(พรรคเส้นใหญ่) จึงส่งสัญญาณอันตรายที่ยากจะแก้ไขเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อมีอำนาจลึกลับหรือมือที่มองไม่เห็นไปชักจูงให้เกิดการติดอาวุธภาคพลเรือนในนาม กองทัพปลดแอกประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นมาอีกยิ่งสร้างความสับสนและยากแก่การแก้ไขมากยิ่งขึ้นเพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าความขัดแย้งที่มีแนวโน้มรุนแรงที่จะเกิดขึ้นภายภาคหน้านั้น กองทัพปลดแอกประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะกลายเป็นหอกทิ่มตำระบอบรัฐสภาที่ถือปฏิบัติมายาวนานและกลายเป็นหอกข้างแคร่ของกองทัพไทยที่ยากแก่การควบคุม รวมตลอดถึงจะเกิดกระบวนการตอบโต้ด้วยความรุนแรงเช่นเดียวกันและกลายเป็นสงครามกลางเมือง


แผนการ 6 ตุลารอบใหม่จะกลายพันธุ์

          การวางแผนเข่นฆ่านักศึกษาประชาชนเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 อย่างโหดร้ายด้วยการฝึกอาวุธให้แก่พลเรือนฆ่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของกองทัพไทยด้วยความเข้าใจผิดนั้นสามารถจบลงด้วยน้ำตาและความเจ็บปวดของสังคมไทยในยุคก่อนได้กลายเป็นสูตรสำเร็จของการปกป้องอำนาจรัฐของฝ่ายอำมาตย์ที่กระทำอย่างย่ามใจและกำลังจะนำประสบการณ์นั้นกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่งด้วยการเตรียมการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธให้แก่พลเรือนชนิดอัดฉีดอย่างรวดเร็วผ่านกลไกของอดีตทหารป่าในนาม กองทัพปลดแอกประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะกลายพันธุ์เป็นความหวังดีประสงค์ร้ายอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ด้วยความหวาดกลัวกลุ่มประชาชนคนเสื้อแดงที่ต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยอาศัยกลไกของระบอบประชาธิปไตยโดยถูกใส่ร้ายว่าเป็นขบวนการล้มเจ้าที่พรรคประชาธิปัตย์เสกสรรปั้นแต่งขึ้นเพียงต้องการจะเข้าสู่อำนาจด้วยวิธีพิเศษเท่านั้น,โดยผู้ออกแบบพิมพ์เขียว 6 ตุลา รอบใหม่นี้ลืมนึกไปว่าฐานะประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยนี้ขยายกว้างและหยั่งรากลึกมากกว่าปี 2519 หลายเท่านักและเชื่อมต่อแนวคิดทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นเนื้อเดียวกัน,อีกทั้งเหตุการณ์การลุกขึ้นต่อสู้ของประชาชนผู้ต้องการประชาธิปไตยในกลุ่มประเทศอาหรับหลายประเทศที่กลายเป็นกระแสอาหรับสปริงก็เป็นตัวอย่างให้เห็นชัดแล้วว่า การปิดกั้นกระแสประชาธิปไตยด้วยการปราบปรามนั้นเป็นไปไม่ได้แล้วในศตวรรษที่ 21 แห่งโลกยุคโลกาภิวัฒน์ แต่กลุ่มอำนาจเผด็จการอำมาตย์ไทยยังดื้อรั้นที่จะกระทำต่อไปจึงเชื่อมั่นได้ว่าเหตุการณ์ 6 ตุลา รอบใหม่นี้จะเกิดการกลายพันธุ์ลุกลามเป็นสงครามกลางเมืองยากแก่การควบคุมอย่างแน่นอน


บทสรุป ต้องตั้งสติกลับสู่การยอมรับเสียงข้างมากของประชาชน

           หนทางที่จะประคับประคองบ้านเมืองให้ผ่านพ้นวิกฤติในแนวทางสันติและหลีกเลี่ยงความรุนแรงได้มีหนทางเดียวคือกลุ่มเผด็จการอำมาตย์จะต้องยอมรับเสียงประชาชนฝ่ายข้างมากที่มอบอำนาจให้แก่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้บริหารประเทศไปในหนทางของครรลองแห่งประชาธิปไตยยอมให้เกิดการปรองดองโดยอภัยแก่กันและกัน และแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามมติมหาชนโดยปราศจากการใช้อำนาจกลั่นแกล้งของกลไกตุลาการภิวัฒน์และองค์กรอิสระอภิมหาอำนาจที่หัวหน้าคณะปฏิวัติตัวจริงเมื่อ 19 กันยายน 2549 ยังควบคุมอยู่เป็นหนทางเดียวแต่จะเป็นไปได้หรือไม่ผู้ตัดสินใจคืออำมาตย์ผู้ถืออำนาจตัวจริงไม่ใช่ประชาชน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น