Sunai Fan Club

Sunai Fan Club
สุนัยแฟนคลับ

วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2555

ลาวในสถานการณ์สงกรานต์มิตรรักทักษิณ


สส.ดร.สุนัย จุลพงศธร

ประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ

          ลาวเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตประจำวันและวัฒนธรรมทางภาษาที่เหมือนคล้ายกับไทยจนแยกไม่ออกจนคนไทยรู้สึกว่าการเรียนรู้เกี่ยวกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น แต่นับจากการที่รัฐบาลลาวได้เปิดประเทศต้อนรับ ฯพณฯพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และมวลชนคนเสื้อแดงร่วมทำบุญสงกรานต์เมื่อ 1114 เมษายน ที่ผ่านมานี้ ถือได้ว่าเป็นนโยบายพิเศษที่บ่งบอกถึงแนวคิดใหม่ที่สำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศลาว ไทย ที่มีลักษณะบ่งบอกถึงความเชื่อมั่นของลาวต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทยว่าจะมีทิศทางในเส้นทางประชาธิปไตยที่ลาวจะให้ความใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โดยไม่ต้องวิตกกังวลอย่างเช่นอดีตที่ผ่านมา ดังนั้นความเป็นไปใน สปป.ลาว จึงเป็นเรื่องที่คนไทยต้องให้ความสำคัญที่จะต้องเรียนรู้ในฐานะประเทศที่มีชายแดนติดกันอย่างเสมอภาค

สปป.ลาว เปิดตัวให้เกียรติทักษิณอย่างมีนัยสำคัญ

          แต่เดิมรัฐบาลลาวมีท่าทีวางเฉยต่อปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศไทยในขณะที่ประชาชนลาวส่วนใหญ่แสดงออกชัดเจนต่อการเชียร์ขบวนการเสื้อแดง อย่างเข้าใจในเนื้อหาของความขัดแย้งระหว่างเสื้อแดงและเสื้อเหลือง เพราะความขัดแย้งทางการเมืองของไทยมีเนื้อแท้บางด้านคล้ายกับความขัดแย้งในลาว ในอดีตก่อนที่ประชาชนลาวจะก้าวจากราชอาณาจักรลาวเข้าสู่การเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยรัฐบาลลาวได้ให้เกียรติ์ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คล้ายกับที่ทางกัมพูชาดำเนินการไปก่อนแล้วเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา คือการเป็นแขกรับเชิญของสภาอุตสาหกรรมของลาวบรรยายพิเศษให้นักธุรกิจลาว ในวันแรกของการเดินทางไปถึงเวียงจันทร์คือวันที่ 11 เมษายน 2555 เวลา 13.30 น. ณ โรงแรมดอนจันทร์ ซึ่งเป็นโรงแรมชั้นหนึ่งห้าดาวกลางลำน้ำโขง และการบายศรีรับขวัญ พ.ต.ท.ทักษิณก็จัด ณ หอสภาธรรม วัดธาตุหลวง นครหลวงเวียงจันทร์ อันเป็นวัดหลักที่ใหญ่ที่สุดของ สปป.ลาว ที่เปิดต้อนรับเฉพาะข้ารัฐการระดับสูงเท่านั้น โดยมีจำนวนพระสงค์มากถึง 229 รูป ในจำนวนนี้เป็นระดับเกจิอาจารย์ของลาว 100 รูป



ภาพรวมพัฒนาการทางเศรษฐกิจของลาวในปีที่ผ่านมา

          ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของลาวในปี 2554 ที่ผ่านมาได้บ่งบอกถึงความเป็นเอกภาพในทิศทางการพัฒนาที่พยายามจะก้าวสู่ความเป็นประเทศทันสมัยอย่างไม่สับสนและไม่มีข้อสงสัย เมื่อเปรียบเทียบกับไทยซึ่งยังขัดแย้งกันอยู่ระหว่างปรัชญาชีวิตความทันสมัยทางการผลิตกับการพอเพียง จึงสอดคล้องกับแนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องการจะผลักดันให้ประเทศไทยพัฒนาอย่างรวดเร็วจากประเทศกำลังพัฒนาเข้าสู่เส้นทางการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเด่นชัด ด้วยนโยบายที่ทันสมัยและมีประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนรากหญ้า

          ในช่วงปี 2554 สปป.ลาว ได้มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 7 ที่จะบรรลุสู่การเป็นประเทศที่ทันสมัย ประชาชนกินดีอยู่ดี ได้แก่ การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals-MDGs) ภายในปี 2558 และหลุดพ้นจากการเป็นประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Development Country - LDC) ภายในปี 2563 โดยลาวได้ทำการปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการตั้งกระทรวงใหม่ 4 กระทรวง ปรับปรุงและออกกฎหมายใหม่ที่เอื้อต่อการลงทุนโดยทำการเปิดตลาดหลักทรัพย์และมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น เน้นการพัฒนาการศึกษา เพื่อจะได้เปลี่ยนทัศนะคติของประชาชนจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก มาเป็นเศรษฐกิจที่เน้นองค์ความรู้และการตลาด,นอกจากนั้น รัฐบาลลาวยังให้ความสำคัญต่อความมั่นคงและการอนุรักษ์วัฒนธรรมซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์และความภาคภูมิใจของลาว ดังคำกล่าวว่า ความมั่นคงมาก่อนความมั่งคั่ง วัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ และติดพันสิ่งแวดล้อม


การพัฒนาการทางการเมืองที่สำคัญใน สปป.ลาว

                   ในรอบปีที่ผ่านมา สปป.ลาว ได้มีพัฒนาการทางด้านการเมืองที่มีเป้าหมายการพัฒนาอย่างชัดเจน รวมถึงการปรับปรุงกระทรวงต่างๆ ดังนี้

                   (1) การเมืองใน สปป.ลาวมีเสถียรภาพและมีความมั่นคงโดยมีการเปลี่ยนผ่านอย่างราบรื่นติดต่อกันหลายสมัยในแต่ละรอบวาระ 5 ปี ของการประชุมสมัชชาพรรคประชาชนปฏิวัติลาวและล่าสุดเป็นการเปลี่ยนผ่านในสมัยที่ 9 รวมทั้งการเลือกตั้งสมาชิกสภาแห่งชาติชุดที่ 7 ตามที่คาดหมายไว้โดยมีสายผู้บริหารเดิมส่วนใหญ่ได้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงต่ออีกหนึ่งสมัย ส่งผลให้นโยบายโดยรวมเป็นนโยบายที่ต่อเนื่องและยังคงเป้าหมายการพัฒนาประเทศที่สำคัญเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MDGs) ในปี 2558 และหลุดพ้นจากสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) ในปี 2563 ซึ่งแนวโน้ม สปป.ลาวจะบรรลุชัยชนะตามนโยบายที่วางไว้นี้

                   (2) การปรับเปลี่ยนตำแหน่งระดับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจหลายตำแหน่งโดยเฉพาะกระทรวงแผนการและการลงทุน กระทรวงการเงินและธนาคารแห่ง สปป.ลาว สะท้อนทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ก้าวกระโดดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ ทั้งนี้ การดำเนินการเพื่อบรรลุ MDGs ของลาวมีความคืบหน้าเป็นลำดับ แต่ในทางปฏิบัติก็ยังมีสิ่งที่ต้องดำเนินการอีกมาก โดยเฉพาะด้านการบริการสาธารณสุข เพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาสุขภาพที่ดีและเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึงดังจะเห็นได้จากช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลลาวได้ขอรับเงินช่วยเหลือจากธนาคารโลก 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจากองค์การสาธารณสุข 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายกิจกรรมและปรับปรุงการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขในพื้นที่ชนบทของลาว โดยเฉพาะแก่เด็กและสตรี นอกจากนี้ ได้มีการปรับโครงสร้างระบบราชการโดยตั้งกระทรวงใหม่ 4 กระทรวง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร ได้แก่ 1) กระทรวงภายใน ซึ่งเดิมลาวเคยมีกระทรวงภายในรับผิดชอบด้านความมั่นคงภายในและกิจการตำรวจ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงป้องกันความสงบ (Ministry of Public Security) สำหรับกระทรวงภายในที่ตั้งขึ้นใหม่ในปี 2554 มีภารกิจคล้ายกับสำนักงาน ก.พ. แต่มีภารกิจที่กว้างขึ้น คล้ายกระทรวงมหาดไทย คือ การบริหารงานบุคคลของรัฐและดูแลทะเบียนราษฎร์ 2) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4) กระทรวงไปรษณีย์ โทรคมนาคม และการสื่อสาร

                   (3) กองทัพลาวยังคงเป็นองค์กรที่มีความสำคัญต่อการเมืองภายในของ สปป.ลาว ตั้งแต่ระดับรัฐมนตรีว่าการ รัฐมนตรีช่วยว่าการ หัวหน้าและรองหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการ ต่างได้รับเลือกเป็นคณะบริหารงานศูนย์กลางพรรคฯ ที่มีฐานะเป็นองค์กรอำนาจสูงสุดของรัฐ (เพราะระบอบปกครองของลาวมีพรรคการเมืองคุมอำนาจเพียงพรรคเดียว คือ พรรคประชาชนปฏิวัติลาว) อีกหนึ่งสมัย

                   (4) ที่ประชุมสมัชชาพรรคฯครั้งล่าสุด ให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ต้องดำเนินไปควบคู่กับการรักษาสมดุลของสังคมโดยได้กำหนดแนวนโยบาย 4 บุกทะลุอันประกอบด้วย ด้านอุดมการณ์, ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, ด้านกฎระเบียบการบริหารงานพัฒนาธุรกิจ และด้านการแก้ไขความทุกข์ยากของประชาชน นอกจากนี้ พรรคฯยังตระหนักถึงความจำเป็นต้องพัฒนาระบบการบริหารราชการและขจัดการฉ้อราษฎร์บังหลวง โดยได้แต่งตั้งประธานองค์การตรวจสอบรัฐบาลและหัวหน้าองค์การต่อต้านการฉ้อราษฎร์บังหลวงคนใหม่ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารราชการและป้องกันการทุจริตด้วย


พัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมใน สปป.ลาว

                   ในรอบปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของลาวยังเติบโตอย่างน่าพอใจ รวมตลอดถึงกระแสการลงทุนต่างประเทศก็ยังอยู่ในอัตราเร่งที่ดี ซึ่งไทยควรให้ความสนใจ ดังนี้

(1) เศรษฐกิจลาวในปี 2554 เติบโตอย่างรวดเร็วโดยอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product - GDP) เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 7 (ปี 2554 2558) แต่ต่ำกว่าอัตราการเติบโตในปี 2553 (ร้อยละ 8.6) สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากสภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ ยังมีภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากพายุไหหม่าและนกเต็น (ซึ่งมีผลกระทบต่อไทยด้วย) ซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจลาว ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 40,000 คน และพื้นที่เกษตรถูกทำลายไปกว่า 580,000 ไร่ (ประมาณร้อยละ 12 ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด) คาดว่ารัฐบาลลาวจะต้องใช้งบประมาณในการฟื้นฟูอีกไม่ต่ำกว่า 170,000 ล้านกีบ (ประมาณ 680 ล้านบาท)

                   (2) ผู้ลงทุนใน สปป.ลาว เป็นกระแสคลื่นที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องแต่ไม่น่าเชื่อว่าไทยจะมีอันดับต่ำกว่าที่เคยเป็น ซึ่งน่าจะมีผลจากความขัดแย้งภายในของไทยในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาทำให้ต้องเสียแชมป์ให้แก่เวียดนาม โดยจีนเป็นผู้ลงทุนอันดับ 1 (546 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เหมือนเดิมและยังจะต้องจับตาโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงของจีนที่กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ลาว โดยเวียดนามอยู่ในอันดับ 2 (272 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)  แต่ไทยตกเป็นอันดับ 3 (154 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตามข้อมูลนี้ยังไม่ได้รวมการดำเนินการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ 2 โครงการ ได้แก่ เขื่อนพลังไฟฟ้าไซยะบุลี และโครงการรถไฟความเร็วสูงจากจีน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดคลื่นการพัฒนาขนาดใหญ่สะเทือนถึงไทย และปริมาณตัวเลขการลงทุนจะสูงเพิ่มขึ้น

                   (3) ในด้านนโยบายเชิงรุก สปป.ลาว ยังมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 7 เพื่อที่จะบรรลุ MDGs ในปี 2558 และหลุดพ้นจากการเป็น LDC ภายในปี 2563 ซึ่งคาดว่ารัฐบาลลาวจะต้องใช้งบประมาณกว่า 420 พันล้านบาท จึงมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างแรงจูงใจให้แก่นักลงทุนต่างประเทศ เพื่อที่จะตัดสินใจมุ่งหน้าเข้าลาวโดยเร็ว อาทิ การเปิดตลาดหลักทรัพย์เมื่อต้นปี 2554 การแก้ไขกฎหมายด้านเศรษฐกิจหลายฉบับ (อาทิ กฎหมายภาษี กฎหมายศุลกากร และกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา) ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ด้วย


ทิศทางด้านการต่างประเทศของ สปป.ลาว

                   สปป.ลาว กำลังอยู่ในความสนใจของประชาคมระหว่างประเทศในด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ ขณะที่รัฐบาลลาวก็ประสงค์ที่จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นและขยายความร่วมมือทุกรูปแบบ เพื่อสนองผลประโยชน์ของ สปป.ลาว และยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศ เช่น การเป็นเจ้าภาพการประชุม Asia-Europe Meeting (ASEM) ครั้งที่ 9 ในเดือนพฤศจิกายน 2555 ที่จะถึงนี้ ส่วนเรื่องความมั่นคงและความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเป็นประเด็นที่ สปป.ลาว ยังคงให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นในการติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรมนุษย์ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจ และตั้งเป้าที่จะเป็นประเทศอุตสาหกรรมและทันสมัยโดยเร่งด่วน

                   ด้านความร่วมมือกับกลุ่มประเทศสังคมนิยม สปป.ลาว ก็ยังได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษโดยกระชับความใกล้ชิดในระดับพรรคคอมมิวนิสต์ที่เป็นพรรคพี่น้องระหว่าง ลาว กัมพูชา และเวียดนาม อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะประเทศเวียดนามได้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนเจ้าหน้าที่ระดับสูงเป็นประจำ อาทิ การเยือนเวียดนามเป็นประเทศแรกภายหลังการเข้ารับตำแหน่งของประธานประเทศ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของ สปป.ลาว รวมทั้งการเยือน สปป.ลาว ของเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเวียดนาม นอกจากนั้น ยังมีแผนดำเนินโครงการความร่วมมือต่างๆร่วมกัน อาทิ การร่วมกันเขียนประวัติศาสตร์ลาว เวียดนาม ใหม่เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกัน

มิตรภาพไทย ลาว ม่วนซื่น

                   การกล่าวว่า ลาว ไทย คือสายญาติเดียวกันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ดังนั้น ในรอบปีที่ผ่านมาความสัมพันธ์ไทย ลาว ม่วนซื่นแท้โดยสามารถแยกพิจารณาเป็นด้านๆได้ดังนี้

          ด้านการเมืองและความมั่นคง

                   ความสัมพันธ์ฯ ไทย-ลาวอยู่ในระดับดีมากอย่างต่อเนื่อง มีการแลกเปลี่ยนการเยือนอยู่เป็นระยะ ทั้งในระดับราชวงศ์และผู้นำระดับสูงโดยเฉพาะเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯไปทรงเป็นองค์ประธานร่วมในพิธีเปิดสะพานมิตรภาพ 3 (นครพนม คำม่วน) และได้เสด็จฯต่อไปเยือนแขวงคำม่วน สปป.ลาว ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของฝ่ายลาว รวมทั้งปี 2554 ยังเป็นช่วงปีแห่งการฉลองครบรอบ 60 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์การทูตไทย ลาว โดยมีการจัดทำตราไปรษณียากรที่ระลึก งานบุญพระธาตุศรีสองรัก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์แห่งความผูกพันไทย ลาว ซึ่งตั้งอยู่ ณ ที่จังหวัดเลยมายาวนาน และโครงการรถไฟเยาวชนไทย ลาว เป็นต้น รวมตลอดถึงการเยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2554 ซึ่งรัฐบาลลาวได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

          ด้านเศรษฐกิจและสังคม

                   ในด้านเศรษฐกิจ ไทยยังคงเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของลาวในขณะที่ลาวเป็นคู่ค้าอันดับที่ 7 ของไทยในกลุ่มประเทศอาเซียน มูลค่าการค้าไทย ลาว ปี 2554 อยู่ที่ 118,671.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.64 จากปี 2553 และมีความคืบหน้าของการดำเนินความร่วมมือด้านตลาดหลักทรัพย์และการซื้อขายไฟฟ้าโครงการหงสาลิกไนต์ ที่แขวงไซยะบุลี เป็นต้น

                   หากจะพิจารณาถึงภัยธรรมชาติน้ำท่วมใหญ่ปีที่ผ่านมาก็จะเห็นถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างลาว-ไทย แม้แต่ภัยน้ำท่วมยังเดือดร้อนร่วมกันและพร้อมกัน แต่ก็ได้แสดงให้เห็นท่าทีที่เป็นมิตรที่ทั้งสองฝ่ายมีต่อกันในยามยาก ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนสารแสดงความเสียใจ หรือการมอบความช่วยเหลือให้แก่ผู้ประสบภัยโดยรัฐบาลไทยได้มอบเงินบริจาคให้ฝ่ายลาว 2 ครั้ง รวม 5.5 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลลาวได้มอบเงินบริจาคให้ไทยจำนวน 1.5 ล้านบาท และภาคเอกชนลาวก็ได้มอบสิ่งของบริจาคเพิ่มเติม อาทิ น้ำดื่มให้อย่างต่อเนื่อง และนอกจากนี้ ไทยยังคงนโยบายเสริมสร้างความมั่นคงและความมั่งคั่งกับ สปป.ลาว โดยในปี 2554 ได้มอบเงินในโครงการเพื่อนมิตรจำนวน 2 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการสร้างโรงเรียนมัธยมในเมืองเวียงไซ แขวงหัวพัน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของนายกรัฐมนตรีทองสิงฯและมีการทอดกฐินพระราชทานที่แขวงอัตตะปือ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของประธานประเทศลาว นอกจากนั้น ได้ดำเนินโครงการเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเยาวชนไทย ลาว อาทิ โครงการรถไฟเยาวชน เป็นต้น

                   แต่อย่างไรก็ตามในความม่วนซื่นก็มีปัญหาที่ทำให้พี่น้องเกษตรกรลาวเกิดความไม่พอใจต่อนโยบายของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ที่ผ่านมา คือไทยได้มีนโยบายจำกัดช่วงเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากลาวในระหว่างเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน 2554 ทำให้ราคาข้าวโพดในลาวตกต่ำเกษตรกรลาวต้องเดือดร้อน ซึ่งภายใต้การนำของรัฐบาลใหม่นางสาวยิ่งลักษณ์ ขณะนี้ก็ได้คลี่คลายปัญหาแล้ว




แนวโน้มความสัมพันธ์ไทย ลาว ปี 2555 ยิ่งกระชับแน่น

                   จากเหตุการณ์ที่ลาวเปิดประเทศต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และแฟนคลับได้ร่วมกันทำบุญและบายศรีรับขวัญในวันสงกรานต์ที่ผ่านมา ทำให้ความสัมพันธ์ไทย ลาว ในขณะนี้ยิ่งกระชับแน่นแม้ในอดีตจะยังมีประเด็นอ่อนไหวที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เช่น (1) การแก้ไขปัญหาและเจรจาด้านเขตแดนที่คงค้างที่จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย ลาว ครั้งที่ 9 (2) การจัดตั้งกระบวนการนำเข้าแรงงานลาวให้เป็นระบบ รวมถึงการสอดส่องดูแลปัญหาแรงงานผิดกฎหมายที่เชื่อมโยงกับขบวนการค้ามนุษย์และการลักลอบขน/ค้ายาเสพติด (3) การอำนวยความสะดวกการขนส่งข้ามแดน เพื่อให้ทุกภาคส่วนใช้ประโยชน์จากความเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมในอนุภูมิภาคได้อย่างเต็มที่ และ (4) ปัญหาการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นต้นแต่ภายใต้รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์และการแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจกันก็น่าจะทำให้ประเด็นดังกล่าวไม่น่าวิตกกังวลอะไร

                   นอกจากนี้ รัฐบาลลาวยังได้แสดงทัศนะที่ดีต่อรัฐบาลชุดใหม่ของไทย รวมทั้งได้แสดงความพร้อมที่จะผลักดันความร่วมมือด้านต่างๆให้มีความคืบหน้าเป็นลำดับ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การซื้อ ขายพลังงานไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนรวมทั้งอาจจะรื้อฟื้นกลไกความสัมพันธ์ที่เคยดำเนินมา เช่น การประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย ลาว และไทยยังมีท่าทีแจ่มชัดต่อการสนับสนุนการขยายตัวของตลาดทุนในลาว การสนับสนุนในการเป็นเจ้าภาพการประชุม ASEM และการส่งเสริมปีการท่องเที่ยวลาว นอกจากนั้น การก่อสร้างสะพานมิตรภาพ 4 (เชียงของ ห้วยทราย) ซึ่งกำหนดจะแล้วเสร็จในช่วงกลาง ปลายปี 2556 ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการขยายการเชื่อมโยงลาวกับประเทศในอนุภูมิภาคและมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของลาวอย่างมาก


บทสรุป
                    เมื่อประมวลภาพของทิศทางการพัฒนาของลาวและความสัมพันธ์ไทย ลาว ในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ในช่วงรอยต่อของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์และนางสาวยิ่งลักษณ์ ก็จะเห็นได้ว่ามีความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศอย่างต่อเนื่องจากพื้นฐานทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยและลาวไม่อาจจะแยกจากกันได้ และยิ่งในยุคของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ที่มีนโยบายแจ่มชัดในการหนุนเนื่องทางเศรษฐกิจในทิศทางเดียวกันและความเป็นมิตรกับประเทศเพื่อนบ้านที่ไทยได้แสดงออกต่อกัมพูชาในการยุติปัญหาความขัดแย้งในข้อพิพาททางชายแดน และการร่วมทำบุญงานสงกรานต์ 3 ชาติ ลาว กัมพูชา ไทย โดยมีแกนกลางของบุรุษผู้ทรงพลังทางการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ผ่านมาด้วยแล้วก็ย่อมทำให้ สปป.ลาว สบายอกสบายใจยิ่งขึ้นและย่อมส่งสัญญาณถึงมิตรประเทศอาเซียนและนานาอารยประเทศมีความเชื่อมั่นต่อความแนบแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของ ลาว กัมพูชา ไทย มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น