Sunai Fan Club

Sunai Fan Club
สุนัยแฟนคลับ

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

จาตุรนต์ วิเคราะห์อนาคตประชาธิปัตย์ หลังปราศรัยที่ราชประสงค์

จาตุรนต์ วิเคราะห์อนาคตประชาธิปัตย์ หลังปราศรัยที่ราชประสงค์



นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย ทวิตข้อความแสดงความคิดเห็น จากการปราศรัยของพรรคประชาธิปัตย์ ที่สี่แยกราชประสงค์เมื่อค่ำวานนี้( 23 มิ.ย.54) โดยมีเนื้อหาดังนี้

“ ตามข่าวการปราศัยของพรรคปชป. ที่ราชประสงค์แล้ว และดูจากความเห็นของสำนักข่าวต่างประเทศบางแห่ง ก็พอเห็นแล้วว่านี่ไม่ใช่จุดพลิกผันของการหาเสียงแน่

ที่ไม่สามารถเป็นจุดพลิกผันได้ เพราะเนื้อหานำเสนอทั้งหมดเป็นเรื่องที่เคยพูดกับประชาชนมาหมดแล้ว รวมทั้งประเด็นกล่าวหาในช่วงหาเสียงครั้งนี้

สิ่งที่เพิ่มเติมคือ การพยายามทำเรื่องนี้ให้สะเทือนใจ ด้วยการเล่าว่าคุณอภิสิทธิ์ร้องไห้ทั้งคืนในวันที่ 10 เมย.53 และการร้องไห้บนเวทีของสุเทพ

นอกจากนั้น ก็มีการเสนอวาทกรรม ที่ว่ามาช่วยกันถอนพิษทักษิณ ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะเป็นประเด็นที่จุดขึ้น เพราะคนได้ทำความเข้าใจเชิงเหตุผลกันมามากแล้ว

จุดอ่อนที่สำคัญๆของการปราศัยครั้งนี้ของปชป. อันดับแรกคือการเลือกสถานที่ที่ผิด เพราะในเชิงสัญญลักษณ์ เท่ากับต้องการท้าทาย ตอกย้ำและยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง รวมทั้งทำให้เกิดความเกลียดชังระหว่างคนในชาติ

ส่วนการแก้ต่างให้กับตนเองและพวกที่เพิ่มเติมขึ้นมา เช่น "ที่ราชประสงค์ไม่มีคนตาย" คนมีวิจารณญาณทั้งหลาย ก็ย่อมรับไม่ได้ ในขณะที่ผู้บาดเจ็บและญาติผู้เสียชีวิตย่อมโกรธมากขึ้น

การพูดแบบที่เคยพูดมาแล้วหลายครั้งว่า ประชาชนและทหารถูกคนชุดดำฆ่าตายทั้งนั้น ไม่มีใครเชื่อแน่เพราะขัดกับข้อเท็จจริงอีกมากมายที่หลายฝ่ายนำเสนอไปแล้ว

ส่วนที่คุณอภิสิทธิ์บอกว่าร้องไห้ทั้งคืน ในวันที่10 เมย.นั้น ไม่ทราบว่าร้องไห้ด้วยเหตุผลอะไรแน่ แต่คุณอภิสิทธิ์ควรทราบด้วยว่ามีประชาชนอีกมากมายที่ร้องไหไปอีกนานกว่าคุณอภิสิทธิ์ และผมก็ยังจำเป็นต้องย้ำว่า ถ้าวันนั้นรัฐบาลไม่สั่งให้ยึดพี้นที่คืนให้ได้ ไม่สั่งให้นำอาวุธร้ายแรงนานาชนิดรวมทั้งรถหุ้มเกราะเข้าไปในบริวณที่ชุทนุม และไม่ดันทุรังที่จะสลายการชุมนุมให้ได้ทั้งๆ ที่มืดแล้ว ก็คงไม่มีใครต้องร้องไห้

ในความเห็นผม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนวันที่ 10 เมย.53 เป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงของคุณอภิสิทธิ์ ที่ทำให้ไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปได้อีกแล้ว การตัดสินใจอยู่ต่อและเดินหน้าปราบประชาชนต่ออีกเป็นเดือน ยิ่งทำให้เกิดความสูญเสียตามมาอีกมาก ความสูญเสียเหล่านั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการชุมนุมที่ราชประสงค์ จึงกล่าวได้ว่าการกระชับพื้นที่ราชประสงค์ด้วยกำลังทหารพร้อมอาวุธร้ายแรงนั่นแหละ ที่ทำให้มีคนตาย จึงพูดได้ว่าที่ราชประสงค์มีคนตายจำนวนมาก จะดูเฉพาะบริเวณสี่แยกราชประสงค์เท่านั้นและพูดแบบศรีธนญชัยไม่ได้

ต้นเหตุของความผิดพลาดของคุณอภิสิทธิ์ ที่สำคัญอยู่ที่การตั้งโจทย์เริ่มต้นรับมือกับการชุมนุมเรียกร้องของประชาชนว่า คนเหล่านี้ถูกจ้างมา กะเกณฑ์มา เป็นพวกคิดร้ายทำลายชาติ เมื่อมีการเสียชีวิตแล้วก็พยายามสร้างภาพอย่างเป็นระบบว่าประชาชนเป็นพวกก่อการร้ายและล้มเจ้า

คุณอภิสิทธิ์กับพวกได้ถลำเข้าไปสู่จุดที่ต้องแพ้กันไปข้างหนึ่ง คือถ้าประชาชนไม่เป็นพวกก่อการร้ายและล้มเจ้า คุณอภิสิทธิ์กับพวกก็ต้องเป็นฆาตกร "

เรื่องทั้งหมดแก้ยากมาก เพราะคู่กรณีฝ่ายหนึ่งเป็นนายกฯและรัฐบาลที่มีหน้าที่ต้องทำให้เกิดควายุติธรรม ยิ่งคุณอภิสิทธิ์แก้ต่างให้กับตนเองมากเท่าไรก็ยิ่งทำให้การพิสูจน์ความจริงเป็นไปได้ยากเท่านั้น

น่าเสียดายที่คุณอภิสิทธิ์ไม่ฟังคำทักท้วงของใครๆและยังคงไปปราศัยที่ราชประสงค์ด้วยเนื้อหาที่แย่กว่าที่ผ่านๆมาเสียอีกด้วย จึงยิ่งทำให้การแก้ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติแก้ยากยิ่งขึ้นไปอีก

ผมประเมินว่าความพยายามจะพลิกกระแสของปชป.ครังนี้จะล้มเหลว ในเวลาสั้นๆคนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร เข้าใจว่าคุณอภิสิทธิ์และปชป.ทำอะไร

และเมื่อเป็นที่ชัดเจนว่าการปราศัยที่ราชประสงค์ไม่ประสบความสำเร็จดังคาดและมิหนำซ้ำยังอาจเป็นผลลบในหมู่ผู้ที่ทำงานด้านปรองดองและผู้ที่การให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า ถึงเวลานั้น ผู้ที่จะรู้สึกเสียดายที่สุดก็คงจะเป็นคุณอภิสิทธิ์นั่นเอง

สำหรับวาทกรรม "แก้พิษทักษิณ" หรือ"ถอนพิษทักษิณ" ผมเชื่อว่าจุดไม่ติดแน่ ปัญหาของประเทศที่ต้องสูญเสียประชาธิปไตยกันไป สูญเสียระบบยุติธรรมและสูญเสียการมีรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ มีเสถียรภาพไป ต้นเหตุสำคัญอันหนึ่งก็มาจากการจัดการกับ"ทักษิณ" ทำลายทักษิณ ไม่ใช่หรือ

การจัดการกับทักษิณได้ทำให้บ้านเมืองเสียหายไปมากและฝ่ายที่จ้องทำลายทักษิณก็เสื่อมลงไปมาก ในขณะที่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นที่ชัดเจนกว่าครั้งที่แล้วเสียอีกว่าเป็นการแข่งขันกันระหว่างฝ่ายจัดการกับทักษิณกับฝ่ายทักษิณ ซึ่ก็หมายความว่าต่างฝ่ายต่างก็ไม่มีอะไรปิดบังอำพราง และผลจากโพลทั้งหลายก็กำลังบอกว่าฝ่ายที่จ้องทำลายทักษิณกำลังจะแพ้อย่างหมดรูป การมาชูประเด็นถอนพิษทักษิณจึงไม่มีทางจุดขึ้น

ที่ปลุกให้คนแก้พิษทักษิณหรือถอนพิษทักษิณนั้น จึงมีเรื่องน่าคิดว่าถ้ามุขนี้แป๊กและฝ่ายทักษิณชนะถล่มทลาย พวกที่จ้องทำลายทักษิณจะสรุปกันยังไง "
24 มิถุนายน 2554 เวลา 12:30 น.

นักวิชาการเรียกร้องประชาชนอย่าเบื่อการเมือง

นักวิชาการเรียกร้องประชาชนอย่าเบื่อการเมือง

ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการกลุ่มนิติราษฏร์

นักวิชาการแสดงความเห็น ร่วมสร้างพลเมืองผ่านกระบวนการเลือกตั้ง เพื่อพัฒนาประชาธิไตย ย้ำชัด ประชาธิปไตยจะมีขึ้นไม่ได้ หากไม่มีการเลือกตั้ง

รองศาสตราจารย์ ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการกลุ่มนิติราษฏร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แสดงความเห็นในเวทีเสวนา หัวข้อ "ร่วมสร้างพลเมืองผ่านกระบวนการเลือกตั้ง เพื่อพัฒนาประชาธิไตย" ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาจัดขึ้นว่า ประชาธิปไตยจะมีขึ้นไม่ได้ หากไม่มีการเลือกตั้ง อีกทั้งระบอบการปกครองประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่ให้โอกาสกับประชาชนในการแสวงหาความสำเร็จของตัวเอง ทั้งนี้ปัญหาใหญ่ของประชาธิปไตย อยู่คนมีอำนาจในการปกครอง พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง อย่าเบื่อการเมือง เพราะกระบวนการยุติธรรมสามารถจัดการกับนักการเมืองไม่ดีได้

สอดคล้องกับความเห็นของ นายสถิตย์ ไพเราะ ผู้พิพากษาอาวุโส ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แผนกคดีเด็กเยาวชนและครอบครัว มองว่า การชุมนุมในปัจจุบันเป็นพัฒนาการของประชาธิปไตย และหากประเทศไหนปกครองด้วยระบบสองมาตรฐาน ประเทศนั้นจะไม่ใช่การปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง โดยใช้วิธีพิจารณาที่ตัวบุคคล มากกว่าเหมารวมทั้งหมด

นอกจากนี้นักวิชาการ ต่างย้ำว่า การเลือกตั้งตรั้งนี้ ต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน และประชาชนควรทบทวนกับการรณรงค์ การเลือกใช้สิทธิ์ไม่ประสงค์จะลงคะแนน หรือ โหวตโน เพราะการโหวตโน เหมือนเป็นการมอบอำนาจให้กับผู้ที่ตัดสินใจเลือกไปทางใดทางหนึ่ง

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ละครน้ำเน่าลอบฆ่าอภิสิทธิ์ - ล้มยิ่งลักษณ์

ละครน้ำเน่าลอบฆ่าอภิสิทธิ์ - ล้มยิ่งลักษณ์   บทความบางส่วนจาก RED POWER


หาซื้อได้แล้วทุกแผงหนังสือวันนี้ครับ

            กระแสยิ่งลักษณ์ยิ่งแรงแซงโค้งอภิสิทธิ์ เมื่อนายเนวิน  ชิดชอบ ออกมาฟันธงว่าอภิสิทธิ์แพ้แน่นอน และยิ่งเข้าโค้งสุดท้ายใกล้ 3 กรกฎาคม สถานการณ์ยิ่งเห็นชัด แต่คำถามแห่งความวิตกกังวลของผู้คนที่ถูกผีเผด็จการหลอกหลอนมา 5 ปีเศษแล้วว่ายิ่งลักษณ์ จะฝ่าวิกฤติจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ บทวิเคราะห์ Red Power ขอฟันธงว่าพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลฝ่าวิกฤติได้แน่นอน วันนี้โค้งอันตรายไม่ใช่อยู่ที่การจัดตั้งรัฐบาล แต่อยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่อาจจะทำใจในภาวะสวรรค์ล่มและตัวช่วยอึดอัดใจที่จะช่วย ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์จึงต้องใช้วิชามารขั้นสูงสุด คือการสร้างสถานการณ์ก่อนการเลือกตั้งด้วยบทละครลอบฆ่าอภิสิทธิ์ ล้มยิ่งลักษณ์และผู้ประพันธ์บทเลวร้ายเช่นนี้ไม่มีใครเกินเลขาธิการพรรค ซึ่งได้สร้างผลงานแห่งอดีตอันไม่งามนี้ 2 ปีแล้ว คือการเขียนบทละครล้มเจ้าที่อื้อฉาว อีกทั้ง สุเทพยังมีเจิมศักดิ์       ปิ่นทอง แห่งกรมประชาสัมพันธ์เป็นสมุนคู่ใจ หากบทละครนี้ปรากฏขึ้นในโค้งสุดท้ายรับรองเซียนอย่างทักษิณก็เถอะจะเกิดภาวะหืดขึ้นคออย่างแก้ไม่ตก......ต้องระวัง
           


ธงอภิสิทธิ์ลดลงเป็นระยะๆ
          
            ภาวะแห่งการถอดใจของนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ แสดงออกต่อสังคมอย่างเห็นได้ชัด เมื่อนายอภิสิทธิ์แสดงความหงุดหงิดใส่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเช่นนายเนวิน ที่ออกมาทำนายฟันธงกว่า “อภิสิทธิ์แพ้แน่” ด้วยคำพูดเหน็บแนมไล่ส่งให้นายเนวินกลับไปทำทีมฟุตบอลดีว่า ทั้งๆที่เคยกอดคอจูบปากตั้งรัฐบาลกันมา และเหน็บแนมคำเตือนสติของนายบรรหารที่ให้นายอภิสิทธิ์ทำใจให้กว้างว่า “นายบรรหารโกรธเพียงเพราะปฏิเสธไม่ไปบึงฉวากที่สุพรรณบุรี” (มติชน  2  มิถุนายน  2554)


            การเดินทางไปหาเสียงที่ภาคเหนือเมื่อต้นเดือนมิถุนายน นายสมาน  ชมพูเทพ นักการเมืองสารพัดพรรคได้พยายามประจบประแจงนายอภิสิทธิ์โดยจัดพิธีสืบชะตาที่วัดหนองเงือก จังหวัดลำพูน ข่าวภายในวงพิธีกรรมรายงานว่า นายอภิสิทธิ์มีสีหน้าไม่ค่อยดีและมีท่าทีปฏิเสธในเบื้องต้นเพราะไม่ชอบทั้งพิธีกรรมและนายสมาน  ชมพูเทพ ที่มีประวัติอื้อฉาวในจังหวัดลำพูน แต่ที่ปรึกษาใกล้ชิดก็ให้เหตุผลเรื่องคะแนนนิยมที่ตกต่ำในภาคเหนือมาก ทำให้นายอภิสิทธิ์ตัดสินใจยอมทำตามในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ และล่าสุดกระแสนิยมในพรรคประชาธิปัตย์ได้ลดลงจนนายอภิสิทธิ์ประจักษ์ด้วยตัวเอง และดูประหนึ่งว่า นายอภิสิทธิ์ได้รู้ชะตากรรมของตัวเองแล้วถึงขนาดให้สัมภาษณ์เป็นนัยว่าพรรคเพื่อไทยกำลังจะใช้เสียงในสภาที่มากกว่าเปลี่ยนแปลงกฎหมายด้วยคำว่า “จะใช้เสียงดังกลบความถูกต้องของกฎหมายหรือ”(ไทยรัฐ  4  มิถุนายน  2554 )



วิกฤติคอยท่ายิ่งลักษณ์หลังเลือกตั้ง



            แม้ผลการเลือกตั้งจะพอรู้ได้จากหลักวิชาการวิจัยที่ทำประชามติ ซุ่มคะแนนความนิยมของประชาชนจากหลายสำนักซึ่งตรงกันว่า หมายเลข 1 นำหน้าหมายเลข 10 แน่นอน แต่มี 2 วิกฤติกำลังรอท่าผู้ชนะมาฝ่าฟัน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ก็ตาม ก็คือวิกฤติ Vote No ของกลุ่มพันธมิตรและวิกฤติเสียงชนะในสภาไม่เด็ดขาดกำลังกลายเป็นกระแสที่สร้างความหวาดวิตกให้สังคม

            การที่กลุ่มพันธมิตรประกาศตัวอย่างเด็ดเดี่ยวให้ประชาชนโหวตโนให้มากที่สุด และหากคะแนนโหวตโน(กาช่องไม่ลงคะแนน)และโนโหวต(พวกนอนหลับทับสิทธิ์)รวมกันได้มากถึง 5 ล้านเสียงก็แสดงชัดว่า ประชาชนไม่พอใจพวกที่เข้าสภา  ที่เปรียบเสมือนสัตว์เดรัจฉาน กลุ่มพันธมิตรก็จะเสนอให้ปฏิรูประบบการเมืองใหม่ ดังนั้นการเคลื่อนไหวมวลชนเสื้อเหลืองนอกสภาเพื่อล้มระบบการเลือกตั้งอันเป็นฝันร้ายของประชาชนก็จะกลับมาอีก แม้ปัจจุบันจำนวนสมาชิกเสื้อเหลืองที่มาชุมนุมที่สะพานมัฆวานจะไม่มาก แต่เกจิอาจารย์ทางการเมืองวิเคราะห์ฟันธงว่า ม๊อบพันธมิตรเสื้อเหลืองยังคงความเป็นม๊อบเส้นใหญ่ที่ กกต.ไม่กล้ายุ่งและตำรวจก็ไม่กล้าแหยม ทั้งๆที่ กกต.มีมติเสียงข้างมาก 4 :1 แล้วว่าเป็นการโฆษณาต่อต้านการเลือกตั้งซึ่งผิดกฎหมายเลือกตั้งแต่ก็ทำอะไรไม่ได้  อีกทั้งการปิดถนนราชดำเนินไม่ยอมคืนพื้นที่ให้การจัดงานกาชาดก็ตาม ล้วนแต่เป็นการแสดงออกถึงภาวะเส้นใหญ่ที่ไม่อาจมองข้ามได้  และอีกวิกฤติหนึ่งก็คือวิกฤติที่ไม่มีเสียงพรรคใดเกินครึ่งสภา ย่อมจะก่อให้เกิดความวุ่นวายเกิดการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารอีกซึ่งเป็นความหวังสุดท้ายของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะอาศัยตัวช่วยสีเขียวตัวเดิมที่จะสร้างรัฐบาลเทพอุ้มสมอีกครั้งหนึ่งให้ได้ แต่แทนที่ทั้ง 2 วิกฤตินี้จะเป็นอุปสรรคต่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่จะกลายเป็นโอกาสคล้ายกับไม้บูมเมอแลงทางการเมืองที่ย้อนกลับมากระตุ้นให้สังคมตัดสินใจออกมาลงคะแนนเสียงกันมากขึ้น และเทคะแนนให้พรรคการเมืองฝั่งใดฝั่งหนึ่ง จนมีเสียงเด็ดขาดในสภาไปอย่างแน่นอน



มารยังตามผจญยิ่งลักษณ์

            กระแสการเมืองของยิ่งลักษณ์ที่ขึ้นสู่กระแสสูง แทนที่จะเป็นบวกกลับกลายเป็นแรงกระตุ้นให้มารที่เคยรังควานพ.ต.ท.ทักษิณ พยายามที่จะหาทางเบรคคะแนนของพรรคเพื่อไทยไม่ให้ถึงครึ่งสภา เพื่อให้อำนาจต่อรองของมาร(อำนาจนอกระบบ) เข้มแข็งขึ้น วิธีการของมารที่จะเบรคคะแนนก็จะเป็นแบบมารๆนั่นคือจะใช้ความรุนแรง เลือดเนื้อ และชีวิต ของประชาชนมาเป็นเครื่องมือ เพราะตามทฤษฎีแล้วความรุนแรงจะสวนทางกับการลงคะแนน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์คนไทยที่จะกลัวและจะอยู่กับบ้านโดยไม่ออกไปลงคะแนน หากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น ซึ่งเคยพิสูจน์ความจริงมาแล้วในเหตุการณ์ล้อมฆ่านักศึกษาเมื่อ 6  ตุลาคม  2519 และเกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจโค่นล้มกันไปมาหลังจากนั้นเมื่อมีการเลือกตั้งปรากฏว่ามีผู้มาลงคะแนนน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีผลให้ผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคประชากรไทยในกรุงเทพมหานคร ชนะยกทีมทุกเขตในกรุงเทพฯ แม้แต่คนโฆษณาขายผงซักฟอกในโทรทัศน์ซึ่งไม่เคยสนใจการเมืองเลย ก็ชนะการเลือกตั้งด้วย คงมีที่นั่งเหลือให้พรรคประชาธิปัตย์เพียงเสียงเดียวในกรุงเทพฯเท่านั้นคือนายถนัด  คอร์มัน  ดังนั้นสัญญาณอันตรายของมารผจญจึงเกิดดังขึ้น เริ่มต้นจากการขว้างระเบิดเข้าไปในม๊อบพันธมิตรที่สะพานมัฆวานเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มพันธมิตรก็วิเคราะห์ว่า เป็นฝีมือของคนมีสีที่ต้องการสร้างสถานการณ์ไม่ให้มีการเลือกตั้ง หรือเบรคการเลือกตั้ง  จะเห็นได้ว่ามารนี้มีความโหดเพียงใด ขนาดพันธมิตรซึ่งเป็นแนวร่วมทางความคิดก็ยังไม่เว้นที่จะเอาชีวิตใช้เป็นเครื่องเซ่นสังเวย  ดังนั้นขอให้จับตามองให้ดีว่าจะเกิดเสียงระเบิดตูมตามขึ้นที่ใดอีก ไม่เว้นแม้กระทั้งชีวิตผู้สมัครส.ส. ดังนั้นแกนนำพรรค ทุกคนโปรดระวัง

 
ละครล้มเจ้า ตัวอย่างการสร้างสถานการณ์


            นับตั้งแต่คำสารภาพของพันเอกสรรเสริญ  แก้วกำเนิดในศาลเรื่องขบวนการล้มเจ้าไม่ใช่ของจริง และศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมไปแล้วนั้น ได้กลายเป็นแสงไฟส่องสว่างให้เห็นพฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงสถานการณ์เลือกตั้งว่าอะไรๆก็เกิดขึ้นได้ที่ทุกฝ่ายต้องระวัง เพราะที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้ควบคุมกลไกของกอ.รอน.โดยมีนายสุเทพ            เทือกสุบรรณ เป็นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง และขบวนการล้มเจ้าก็โด่งดังขึ้นจากปากของนายสุเทพ  เทือกสุบรรณ ที่บันทึกอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ในการตอบคำถาม ส.ส. ฝ่ายค้านเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๓  ว่ามีขบวนการล้มเจ้าจริง โดยรับลูกด้วยลูกสมุนที่ซื่อสัตย์อย่าง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดี ดี เอส ไอ และกรมประชาสัมพันธ์ที่มีอธิบดีและนายเจิมศักดิ์  ปิ่นทอง กับนายวันชัย สอนศิริเป็นทีมทำงานดังนั้นเมื่อ พ.อ.สรรเสริญ  สารภาพต่อศาลว่าแผนผังขบวนการล้มเจ้าไม่ใช่เรื่องจริง เป็นเพียงการวิเคราะห์สถานการณ์ที่แถลงต่อสื่อมวลชน ส่วนใครจะเชื่อก็เป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน (ปรากฏหลักฐานคำสารภาพในการประนีประนอมยอมความระหว่างอาจารย์สุธาชัย  ยิ้มประเสริฐ  โจทก์ และ พ.อ.สรรเสริญ  แก้วกำเนิด  จำเลย  และศาลมีคำพิพากษาตามยอมที่ได้ตกลงกันนี้) ดังนั้นในวันนี้ นายสุเทพ  เทือกสุบรรณ ย่อมปฏิเสธถึงบทบาทสำคัญของการเป็นผู้อำนวยการกำกับบทละครมือเอกที่หลอกลวงประชาชนไม่ได้ เพราะบทละครเรื่องนี้ได้สร้างความปั่นป่วนให้แก่บ้านเมืองมานานกว่าปีเศษแล้ว โดยมีทีมงานช่อง 11 ได้แก่ นายเจิมศักดิ์  ปิ่นทองและนายวันชัย  สอนศิริ  เป็นตัวแสดงประกอบโดยความเห็นชอบของอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้ควบคุมเวลาสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ผู้ถ่ายทอด จนกระทั้งนายวันชัย  สอนศิริ  แสดงบทดีเด่นจึงได้บำเหน็จให้ไปเป็นวุฒิสมาชิก สายแต่งตั้งแล้วขณะนี้


            แม้วันนี้จะเข้าสู่ภาคการเลือกตั้งแล้ว บทบาทของช่อง 11 ยังทำหน้าที่รับใช้ แผนงานหาเสียงให้กับพรรคประชาธิปัตย์อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย โดยเฉพาะรายการของนายเจิมศักดิ์  ปิ่นทอง และนางบุญระดม  จิตดอน  ดังนั้นจึงเชื่อขนมกินได้ว่า ช่อง 11 พร้อมจะทำหน้าที่ประโคมข่าวเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย ตามแผนป.ช.ป ได้เสมอตามภาษาเซียนพนันที่ว่า “อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เทหมดหน้าตัก”



ละครน้ำเน่าลอบสังหาร เบี่ยงเบนคะแนนยิ่งลักษณ์


            ข่าวคราวความรุนแรงและแนวโน้มที่จะเกิดความรุนแรงเป็นระยะๆในขณะนี้เป็นเรื่องการเมืองชัดเจนอย่างไม่ต้องสงสัย นับตั้งแต่เริ่มประกาศการเลือกตั้ง คือกรณีขว้างระเบิดใส่กลุ่มพันธมิตรและมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอีกเพื่อสร้างกระแสล้มเลือกตั้งหรือป้ายสีเสื้อแดงเพื่อเรียกคะแนนสงสารให้แก่พรรคประชาธิปัตย์มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะจะเกิดกับบุคคลสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์อย่างนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  ดังจะเห็นได้ว่าบทละครเรื่อง “อภิสิทธิ์ถูกลอบทำร้าย” เริ่มต้นทดลองแสดงแล้วจากกรณีสาวกสันติอโศก นางสิริมา  นวลแจ่ม ที่ปลอมตัวมาเป็นเสื้อแดงเพื่อจัดฉากว่าประท้วงด้วยความรุนแรงแล้วลงเอยด้วยอภิสิทธิ์เป็นคนใจกว้างและใจเย็นซึ่งตรงข้ามกับความเป็นตัวตนของอภิสิทธิ์ เพียงแต่การจัดฉากนี้คล้ายลิเกราคาถูกที่เล่นฟรีตามตลาดสดและติดตามด้วยบทละครแปลกๆอาทิเช่น ยิ่งลักษณ์ให้การเท็จจนถึงแผนลอบฆ่าคนสำคัญทางการเมืองของกองกำลังติดอาวุธเสื้อแดงที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้  ดังนั้นบทละครลอบฆ่าลอบทำร้ายอภิสิทธิ์จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดขึ้นได้ซึ่งแน่นอนว่าหากเกิดขึ้นจริงสังคมจะช็อค และในระยะต้นจะเชื่อว่าพวกเสื้อแดงต้องเป็นคนทำแน่นอน เพราะตลอดระยะเวลาสองปีเศษที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์และนายสุเทพได้สร้างบทละคร แดงคือผู้ก่อการร้ายมาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อระยะเวลาใกล้วันที่ 3 กรกฎาคม วันเลือกตั้ง ยิ่งลักษณ์ต้องระมัดระวังการหดตัวของคะแนนจากบทละครลอบฆ่าของผู้นำประชาธิปัตย์ แล้วความปั่นป่วนในภาวะกระชั้นชิดของการเลือกตั้ง วิทยุกรมประชาสัมพันธ์ และโทรทัศน์ช่อง 11 ซึ่งแสดงบทบาทรับใช้พรรคประชาธิปัตย์อย่างน่าสงสัยในพฤติกรรมของอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ก็จะโหมข่าวใส่ร้ายจนพรรคเพื่อไทยพลิกตัวไม่ทัน แล้วคะแนนสงสารก็จะเทมาที่พรรคประชาธิปัต

วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ทำไม ??? บิ๊กทหารทุกเหล่าทัพต้องหนุน ปชป. กันจังกู...

ทำไม ??? บิ๊กทหารทุกเหล่าทัพต้องหนุน ปชป. กันจังกู...  โดย woodykai ใน Facebook
กกต. แลหน่อยว่าผิดกฎหมายเลือกตั้งปะ


ขณะนี้มีกระแสข่าวสายทหารแตงโม ปากเหลืองแต่กางเกงในแดงโทรแจ้งข่าวกันให้ Z ว่า
ณ.ที่แห่งหนึ่งที่เรียกติดปากกันว่า ลาบเลือดที่11
และค่ายอื่นๆกำลัง ลับ ลวง แหล มีการลวงหลอกและบังคับให้คุณน้องเณรทหารใหม่ และ
เก่าทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่พี่ๆทหารหมู่,จ่า,ผู้หมวด,ผู้กอง(ยอดรัก) และ ร้อนไปถึงเก้าอี้
ผบ.ฝอ. ค่าย อาจจะหลุดจากเก้าอี้ หากไม่ได้เสียงอย่างท้วมปากจากค่ายทั้งหมด มีการสั่งการทางลับจากปากที่มองไม่เห็นแต่เสียงดังฟังชัดว่า
ต้องลงคะแนนให้ ปชป. เท่านั้น และห้ามไม่ให้ลงคะแนนให้พรรคอื่นที่ไม่จงรักภัคดี โดยที่นี้ก็รู้ว่าหมายถึงพรรคไหน
ผมได้ยินแล้วก็อยากแจ้งข่าวถึงคนรักชาติและเจ้าของประเทศตัวจริงทุกท่านครับว่า i ที่ว่า รักชาติ จงรักภักดี ของเหล่าแม่ทัพ นายกอง
บิ๊กทหารใหญ่ของคนที่หนุน พรรค ปชป. ว่ามันเกี่ยวกับงบประมาณทางทหารที่ นายอภิสิทธิ์
จัดเต็มและกำลังจัดล้นคอหอยจนพุงกางกันเป็นแถวหรือเปล่า มาลองดูงบประมาณ ก.กะลาโหม
สมัยทักษิณแค่ 8หมื่นล้านบาท แต่ทำไมพอมาเป็นสมัย อะปิสิทธิ์ งาบงบค่าหนังสือเด็ก ค่ายาคนแก่
และ ค่าแหล่งน้ำเกษตรกร ไปปะงบให้ ก.กะลาโหม ปี ’54 จัดหนักให้เลย
1แสน7หมื่นล้านบาท และปีหน้า ยังจะจัดล้นให้ไปเลย 2แสน5หมื่นล้าน
(แต่ยุบสภาหนี้ไปก่อน) ปล่อยให้บิ๊กทหารใหญ่อารมณ์ค้างนอนรองบทหารอุ้ม อะปิสิทธิ์ภาค2 ให้กลับสานงานตั้งกองพล ลาบเลือดที่7 ณ.เชียงใหม่
และกองทหารล้อทหารลาที่3 ณ.ขอนแก่น แล้วล่าสุด i เทพเมือก มันก็เที่ยวไปออกสื่อเองว่าได้ไปคุยกับบิ๊กตู่ตาไม่ปรองดอง
ว่าจะจัดตั้งกระทรวงใหม่ให้ทหารอีกกระทรวงชื่อกระทรวงความมั่นคง(ของใคร?)
ก็คงต้องงาบงบอีกเป็นแสนล้าน สงสัยจริงๆว่าจะไปปาดเอางบแผ่นดินไปให้ เปรม...ปรี
กันอีกกี่ชาติจึงจะใช้กันหมด แต่ที่แน่ๆ อะปิสาด
เองเกิดมาก็ไม่เคยหาเงินเองเป็นเลยได้แต่แบมือขอตังแม่
เมือทำตัวเลขสวยๆที่จะปะเคนให้ทหารแล้วก็เห็นชัดเจนแล้วคราบ....บ ว่าประเทศจะ chipหายแน่ๆ
เพราะประชาชนจะจนกรอบเหมือนเกาเหลาเหนือแน่ชนิดต้องแทะรากไม้กิน คงต้องร้อนถึงทหารที่ประชาชนจะมาเดินเราะรั่วค่ายทหารเอาปืนไปต้มกินกันแน่ๆ
พี่น้อง



ตัวเลขงบประมาณทหารนี่กระมังที่บันดาขุนพลพี่บิ๊กทั้งหลายจึงบอกว่า
ปชป. รักชาติ และ จงรักพรรคดี จริงๆ ถ้าเป็นอย่างงี้ผมเป็นประชาชนขอรักชาติแบบท่าน
ด้วยคนเผื่อจะได้ดีไม่อดอยากปากแห้งเป็นหนี้เป็นสินกันอีต่อไป อิอิอิ
อิ่มดีมีตังใช้ชาตินี้ใช้ไม่หมดแล้วครับเจ้านาย...ย

เมืองไทยหรือเมืองใคร? เรื่อง ตอบคำถามสื่อนอก

คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร? เรื่อง ตอบคำถามสื่อนอก โดย กาหลิบ


ได้ อ่านบทสัมภาษณ์หมาดๆ ของตัวแทนสำนักข่าวต่างประเทศที่มีชื่อเสียงระดับโลก กับแกนนำฝ่ายประชาธิปไตยไทยที่กำลังลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศเพราะคดีหมิ่นพระ บรมเดชานุภาพ ซึ่งกำลังกว้างขวางอยู่ในเว็บต่างๆ ขณะนี้ ก็รู้สึกว่าน่าจะบันทึกเป็นภาษาไทยไว้สักหน่อย เพื่อไม่ให้หลุดลอยตามลมไป

สาระส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ช่วยอธิบายถึงวิกฤติการณ์ทางการเมืองของไทยได้ชัดดี

บางส่วนของบทสัมภาษณ์นั้นมีดังนี้:

    “๑. พลเอกประยุทธ์ (จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก) พยายามจะสื่อสารอะไรในการแถลงข่าวแนะให้ประชาชนเลือก “คนดี” และเหตุใดเขาจึงเลือกช่วงเวลานี้ออกมาพูด?

    คำตอบ: เขาต้องการแผ่อิทธิพลของตัวเขาเองและกองทัพเข้าสู่การเลือกตั้งที่เขากลัว ว่าจะคุมไม่อยู่หากพรรคเพื่อไทยชนะ การแนะให้เลือก “คนดี” เป็นอุบายเก่าแก่ของฝ่ายอำมาตยาธิปไตยไทยเพื่อสื่อสารว่าคนที่มาจากการเลือก ตั้งล้วนแล้วแต่เลวทรามและไว้วางใจมิได้ สิ่งที่เขาและคนที่คิดอย่างเขาต้องการจริงๆ คือรัฐบาลพิเศษที่ถูกส่งลงมาปกครองประเทศแทนรัฐบาลที่ประชาชนตั้ง นี่ล่ะคือแนวคิดแบบศักดินา-อำมาตย์โดยแท้ เขาเลือกเวลานี้ออกมาพูดเพราะไม่มีเวลาอื่นอีกแล้ว การเลือกตั้งเคลื่อนใกล้เข้ามา การดำเนินการสกัดกั้นใดๆ ในเวลานี้ รวมถึงการรัฐประหาร ก็ไม่สามารถกระทำโดยไม่เกิดผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อฝ่ายเขา
    ๒. พลเอกประยุทธ์ฯ สั่งแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และแกนนำเสื้อแดงอื่นๆ จากกิจกรรมเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน (๒๕๕๔) และมีรายงานข่าวว่ากองทัพอยู่เบื้องหลังคดี ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรณีดังกล่าวนี้บอกอะไรบ้างเกี่ยวกับวิธีการของกองทัพ และมีความหมายอย่างไรต่อการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปกฎหมายนี้?

    คำตอบ: ข้อหาหมิ่นเบื้องสูง เป็นเครื่องมือที่ใช้งานง่ายและสะดวกของฝ่ายศักดินา-อำมาตย์ไทยมาตั้งแต่ อดีต รวมทั้งกองทัพ กรณีนี้จึงไม่ได้ทำให้เราเข้าใจกองทัพมากขึ้น แต่ทำให้เราอ่านใจของข้างบนได้ ทำให้รู้ว่าข้างบนกำลังคิดและรู้สึกอย่างไรกับการใช้กฎหมายนี้และผู้ที่นำมา ใช้ มันชวนให้เราคิดวิเคราะห์ว่าการแถลงของประยุทธ์ฯ อย่างมีจังหวะเวลาและเข้ามาเกี่ยวกับการเมืองอย่างมากนั้นน่าจะได้รับการ สนับสนุนและสัญญาณอันชัดเจน สำหรับผมแล้วนี่คือเวลาที่ข้างบนควรแสดงจุดยืนของตนให้ชัดเจน การหลบอยู่หลังคำพูดว่า “อยู่เหนือการเมือง” นั้น ย่อมไม่ได้ผลอีกแล้ว ประชาชนปัจจุบันเข้าใจอะไรต่างๆ ดีกว่าเดิมมากนัก

    ๓. ในกรณีใดบ้างที่กองทัพจะก่อการรัฐประหารอีก มีโอกาสเกิดขึ้นหรือไม่ช่วงเวลานี้ และโอกาสของพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่ถูกข้อกฎหมายจนต้องถูกยุบ มีมากแค่ไหน?

    คำตอบ: การรัฐประหารเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อฝ่ายศักดินา-อำมาตย์รู้สึกว่าตนเองควบคุม สถานการณ์ไม่อยู่ หรือเกิดผลกระทบใดๆ ต่อสถาบันกษัตริย์โดยตรง ในด้านกายภาพการก่อรัฐประหารเป็นไปได้เสมอ ปัญหาอยู่ที่ผลกระทบด้านลบที่ติดตามมา พวกเขาจะรักษาอำนาจที่ได้รับจากการรัฐประหารกันอย่างไรในยุคนี้สมัยนี้? เขาจะฟื้นความเชื่อมั่นในประเทศ (ไทย) อย่างไรในยุคแสวงหาประชาธิปไตยและการค้าเสรียิ่งขึ้นเรื่อยๆ อย่างทุกวันนี้? พูดสั้นๆ คือคนในระบอบศักดินาอำมาตย์จะเป็นฝ่ายที่สูญเสียมากหากเกิดรัฐประหารขึ้น จริงๆ โดยส่วนตัวผมคิดว่าพวกเราจะรัฐประหารก็ต่อเมื่อหมด ทางเลือกอื่นๆ แล้ว หากคุณถามว่าอะไรบ้างที่จุดชนวนรัฐประหารได้ ผมก็คงนึกตัวอย่างได้บ้าง ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อลดอำนาจอันล้นพ้นของระบอบเก่า ความเคลื่อนไหวที่จะปลดผู้บัญชาการทหารบก การกลับไทยของคุณทักษิณ ชินวัตร การจับอาวุธขึ้นสู้ของ “ฝ่ายตรงข้าม” และสุดท้ายซึ่งไม่ใช่ว่าสำคัญสุดท้าย นั่นคือเรื่องสุขภาพของกษัตริย์

    คำสั่งจากศาลเพื่อยุบพรรคเพื่อไทยมีความเป็นไปได้เสมอ ผมไม่ต้องขยายความใดๆ ในเรื่องนี้เลย เว้นแต่จะยืนยันว่าเราต้องเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยทั้งโครงสร้าง เราเอาพลาสเตอร์มาปิดแผลที่มันถึงขั้นผ่าตัดไม่ได้หรอก

    ๔. ตกลงกองทัพมีเดิมพันอะไรในการเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนจะมีปฏิกิริยาอย่างไรหากเกิดการสกัดกั้นประชาธิปไตย (รัฐประหาร, คำสั่งศาล) ขึ้นจริงๆ?

    คำตอบ: ผมเชื่อว่า มวลชนจะเคลื่อนลงใต้ดินมากขึ้นหากเกิดการรัฐประหารหรือฝ่ายประชาชนรู้สึกว่า ถูกโกงหรือเอาเปรียบอย่างหนัก ผมยังไม่เห็นภาพสังคมไทยเคลื่อนตัวอย่างมวลชนในตูนิเซีย  อียิปต์ และเยเมนในเวลานี้ เขาเหล่านั้นเล็งเป้าไปที่ผู้มีอำนาจสูงสุดอย่างมั่นเหมาะ ไม่ได้มัวต่อกรกับคนระดับล่าง แล้วมวลชนไทยเราเล็งเป้าที่ถูกต้องแล้วหรือ? ผมยังไม่เชื่อเช่นนั้น การรณรงค์โดยขาดเป้าเล็งที่ชัดเจนและขาดกลยุทธ์ที่สัมพันธ์ต่อเนื่อง มวลชนจะไม่สามารถแสดงโกรธแค้นต่อศูนย์กลางของปัญหาการเมืองทุกปัญหาได้ พร้อมกันนั้นผมเชื่อว่าขบวนการใต้ดินใหม่จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีการนำ ที่ดีขึ้น ความเปลี่ยนแปลงของไทยอาจเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ดูคล้ายสยบยอม แต่จะยืนยง.

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อย่าเลือกตั้งสัตว์เข้าสภา แต่แต่งตั้งสัตว์เข้าสภาได้

อย่าเลือกตั้งสัตว์เข้าสภา
แต่แต่งตั้งสัตว์เข้าสภาได้
สู้มาได้ 5-6 ปี พันธมิตรเสื้อเหลือง ก็เปิดโปงตัวเองว่าไม่ชอบการเลือกตั้ง ล่าสุดยึดพื้นที่สะพานมัฆวาน อ้างว่าเรียกร้องคืนเขาพระวิหาร เรียกไปเรียกมากลายเป็นให้ทหารยึดอำนาจแล้วปิดประเทศ 5 ปี แต่เมื่อไม่สำเร็จก็กลับมาเรียกร้องให้ Vote No การเลือกตั้ง ด้วยคำขวัญว่า “อย่าปล่อยสัตว์เข้าสภาให้กาโหวตโน” ด้วยเหตุผลคือ พวกที่สมัครรับเลือกตั้งทั้งหมดคือคนเลว แหล่งข่าวเจาะลึกวงในพรรคการเมืองใหม่ที่เป็นคนสีเหลืองด้วยกันได้ยินเสียงท่านหัวหน้าพรรคเคราแพะ สมศักดิ์  โกศัยสุข หัวเสียทะเลาะกันโหวกเหวกกับแกนนำพันธมิตรเสื้อเหลืองที่เคยร่วมก่อจลาจลมาด้วยกัน เพราะเมื่อ 19 กันยายน 2549 พอพันธมิตรเสื้อเหลืองจับมือกับประชาธิปัตย์ เปิดประตูให้ทหารยึดอำนาจ ก็พวกพันธมิตรสาย ASTV สนธิลิ้ม ก็เข้าไปนั่งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยแต่งตั้งมีเงินเดือนเป็นแสน นั่งเครื่องบินฟรี อย่างเช่น นายประพันธ์  คูณมี , สมศักดิ์  โกศัยสุข  ก็ไม่ได้อะไรกับเขา พอมีการแต่งตั้งวุฒิสภาอีก ก็พวก ASTV สนธิลิ้ม ได้รับแต่งตั้งเป็น สว. เช่น นายคำนูน  สิทธิสมาน , นายสมชาย  แสวงการ , นายประสาร  มฤคพิทักษ์  แต่แล้วสมศักดิ์  โกศัยสุข กับพวกสหายกรรมกรก็นั่งกินน้ำต้มแห้วอีกตามเคย พอถึงคราวนี้จะเลือกตั้ง สมศักดิ์ กับพรรคพวกด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ ก็หวังว่าคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ ของพันธมิตรเสื้อเหลืองทั้งประเทศก็น่าจะได้ 1-2 ล้านคะแนน ก็พอจะให้หัวหน้าพรรคอย่างนายสมศักดิ์และพวกไปนั่งเป็นผู้มีเกียรติในสภากับเขาบ้างสัก 4-5 คน ก็ดันมาโหวตโนอีก แถมยังด่าพวกพันธมิตรที่เป็นพรรคการเมืองใหม่ว่าเป็นสัตว์เดรัจฉานอีก ต่อมวีนการเมืองใหม่เลยแตก จัดการฟ้องศาล สุริยะใส  กตะศิลา เลขาพรรคในข้อหายักยอกทรัพย์ และด่าแกนนำพันธมิตรว่า “ทีพวกเผด็จการแต่งตั้งให้พวกมึงเป็นสมาชิกรัฐสภา พวกมึงกลับว่าเป็นมนุษย์ พอพวกกูจะเลือกตั้งเข้าสภา มึงกลับบอกว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน....ไอ้พวกนี้เป็นพวกเผด็จการชัดๆ”

พึ่งรู้หรือครับปู่สมศักดิ์

การเมืองฉบับชาวบ้าน ตอน กฎหมาย

การเมืองฉบับชาวบ้าน    โดย ดอม  ด่านตระกูล

ตอน        กฎหมาย

               ที่ผ่านมาเรามักได้ยินคำว่า กฎหมายไม่เป็นธรรม หรือ กฎหมายสองมาตรฐานอยู่บ่อยๆ   คำว่ากฎหมายนั้นคืออะไรกันแน่ และใครเป็นผู้สร้าง กำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆมาบังคับใช้ให้เราปฏิบัติตามโดยใช้คำเรียกว่า  กฎหมาย           





กฎหมาย หมายถึง  ระเบียบ ข้อบังคับของสังคม ซึ่งบุคคล หรือคณะบุคคล กำหนดขึ้นมาเพื่อใช้ในการบริหารกิจการบ้านเมือง หรือบังคับความประพฤติของประชาชนในรัฐหรือในประเทศนั้นๆให้ปฏิบัติตาม  เพื่อความสงบสุขของสังคมและความมั่นคงของประเทศ  ผู้ใดฝ่าฝืนจะได้รับผลอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมาย

ในประเทศที่ปกครองโดยระบอบเผด็จการ ผู้ปกครองและคณะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการออกกฎหมาย แต่ประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาเป็นตัวแทนของประชาชน ในการประชุม พิจารณาออกกฎหมาย โดยกฎหมายที่พิจารณาให้บังคับใช้นั้นต้องไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญ หมายถึง กฎหมายสูงสุดที่ใช้เป็นหลักหรือแนวทางในการบริหารประเทศ กำหนดรูปแบบของรัฐว่าเป็นรัฐเดี่ยวหรือรัฐรวม  จัดระเบียบความสัมพันธ์การใช้อำนาจของสถาบัน องค์กรต่างๆในประเทศ  และถือเป็นแม่บทของกฎหมาย ถ้ากฎหมายใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญจะถือเป็นโมฆะบังคับใช้ไม่ได้

แล้วรัฐธรรมนูญ เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นผู้สร้าง?

            ต้องเล่าย้อนไปถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ที่คณะราษฎรได้ทำการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองแผ่นดิน ต่อมาวันที่ 27 มิถุนายน 2475 จึงได้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับแรกขึ้นในประเทศ แต่ตอนนั้นเรียกว่า “ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม”  และเพื่อให้สมกับที่วันนั้น (24 มิถุนายน 2475) เป็นวันสำคัญยิ่งของประชาชนชาวไทย  ในเวลาต่อมารัฐบาลภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยจึงได้ประกาศให้วันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติ และให้มีการเฉลิมฉลองแบบนานาอารยประเทศทั่วไป

               แต่ต่อมาในรัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  โดยประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2503 ได้ประกาศให้ยกเลิกวันชาติเสีย  นับแต่นั้นมาได้มีความพยายามในอีกหลายๆรูปแบบที่จะลบเลือนเรื่องวันชาติ 24 มิถุนายน รวมทั้งคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ของคณะราษฏรออกไปจากความทรงจำของประชาชน 

รัฐธรรมนูญฉบับแรกหรือ “ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม” ได้มีการเลือกตั้งอนุกรรมการโดยมี พระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นประธานอนุกรรมการยกร่างพิจารณาแก้ไข จนกลายร่างเป็นรัฐธรรมนูญฉบับวันที่ 10 ธันวาคม 2475  ซึ่งมีความแตกต่างจากธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม ที่คณะราษฎรร่างไว้อยู่หลายประการ  ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  ท่านปรีดี  พนมยงค์ได้ริเริ่มจัดตั้งขบวนการเสรีไทยในการต่อสู้กู้เอกราชของชาติให้คงอยู่ ทำให้ประเทศไทยไม่ตกอยู่ในฐานะผู้แพ้สงคราม ทั้งนี้ก็โดยความร่วมมือสามัคคีของประชาชนทุกหมู่เหล่า  ท่านปรีดีฯ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในขณะนั้น จึงได้ปรารภกับนายควง  อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีมีความตอนหนึ่งว่า... เหตุการณ์บ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมาก ถึงเวลาแล้วที่ควรจะให้ยกเลิกบทเฉพาะกาลอันมีอยู่ในรัฐธรรมนูญนั้น และปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์ขึ้นของระบอบประชาธิปไตย  นายควงฯจึงนำความนั้นมาปรึกษาหารือกันในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  และได้ดำเนินการกันต่อๆมาจนเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ 9 พฤษภาคม 2489

ซึ่งเรียกได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นฉบับที่วางรากฐานประชาธิปไตยสมบูรณ์  เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ระบุให้สมาชิกสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และห้ามข้าราชการประจำเข้ามารับตำแหน่งทางการเมือง ทำให้อิทธิพลของกองทัพลดลง  อีกทั้งได้ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์  จึงปรากฎว่าในยุคสมัยนั้นมีหนังสือพิมพ์และเอกสารที่ตีพิมพ์เผยแพร่เกี่ยวกับลัทธิการเมืองต่างๆออกมาอย่างเสรี  ซึ่งเป็นไปตามหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

น่าเสียดายที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอายุถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 เท่านั้น ก็ได้ถูกฉีกทิ้งทำลายลงโดยคณะรัฐประหารที่มีพล.ท. ผิน ชุณหวัณ เป็นหัวหน้า ซึ่งนับว่าเป็นการฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญไทยครั้งแรกโดยการโค่นล้มอำนาจของคณะรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนด้วยกำลังอาวุธ  และต่อมาในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2490 ได้มีการประกาศบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีฉายาว่า รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม เพราะหลวงกาจสงครามผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อธิบายว่าร่างไว้ก่อนหน้าที่จะทำการรัฐประหาร และเมื่อร่างเสร็จแล้วได้นำไปซ่อนไว้ใต้ตุ่มสามโคก

นับแต่นั้นมาระบอบประชาธิปไตยไทยมีแต่ถอยหลัง และอำนาจการปกครองก็ตกอยู่กับคณะต่างๆซึ่งเป็นเผด็จการบ้าง เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบบ้าง  มีการรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่า ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับแล้วฉบับเล่า จนหลังจากเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535  พฤติกรรมเสียสัตย์เพื่อชาติ ของพล.อ.สุจินดา  คราประยูร ความรุนแรงของการสลายการชุมนุมและการจับกุมประชาชนที่ไม่มีความผิด  ทำให้ขบวนการภาคประชาชนลุกฮือขึ้นมาร่วมกันผลักดันจนมีการตั้งคณะปฏิรูปการเมือง มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจากจังหวัดต่างๆ รวมทั้งตัวแทนนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ จนออกมาเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในเดือนตุลาคม 2540 ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน   หลังจากนั้นการเมืองไทยได้พัฒนาในระบบรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง และเชื่อกันว่านับแต่นี้ไปคงไม่มีรัฐประหารเกิดขึ้นอีก ถึงแม้จะมีวิกฤติเกิดขึ้นมากมาย แต่ปัญหาทุกอย่างของชาติย่อมแก้ไขได้ด้วยวิถีทางประชาธิปไตย  ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

ใครจะคาดคิดว่าระบอบประชาธิปไตยไทยต้องถอยหลังเข้าคลองอีกครั้งเพราะการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และรัฐธรรมนูญศักดิ์สิทธิ์อันเป็นแม่บทของกฎหมายก็ถูกฉีกทิ้งลงอย่างง่ายดายเหมือนเช่นการรัฐประหารทุกๆครั้งที่ผ่านมาในอดีต 

               รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อใช้เป็นหลักหรือแนวทางในการบริหารประเทศ  ชนชั้นใดขึ้นมามีอำนาจสามารถร่างรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศได้  ชนชั้นนั้นย่อมเขียนรัฐธรรมนูญที่พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชนชั้นตน   เราจะหวังให้ชนชั้นผู้กดขี่เขียนรัฐธรรมนูญที่ให้ประโยชน์แก่ผู้ถูกกดขี่คงเป็นไปได้ยาก

ดังนั้นหากประชาชน ชนชั้นกรรมาชีพอันเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศต้องการจะได้มาซึ่งกฎหมายเป็นธรรม ที่มีมาตรฐานเดียว  ไม่มีหนทางอื่นนอกจากต้องร่วมแรงร่วมใจกันช่วงชิงอำนาจทางการเมืองมาให้ได้เสียก่อน  เพราะอำนาจทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญประการแรกอันเป็นหนทางนำไปสู่โอกาสในการร่างรัฐธรรมนูญ  หลังจากนั้นร่วมกันสนับสนุนผลักดันให้เกิดร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประชาชนให้เป็นธรรม   โดยประชาชน  เพื่อประชาชนให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศ

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ไพ่ 16 แต้ม อยู่ก็จะยากจั่วก็จะตาย ( i ปากห้อย )

ไพ่ 16 แต้ม อยู่ก็จะยากจั่วก็จะตาย 
บทความจาก RED POWER


พรรคภูมิใจไทยจับได้หมายเลข 16 ทำให้นักเลงพนัน กองเชียร์เสียวสันหลังวาบ เพราะใครที่เล่นไพ่ป๊อกได้ 16 แต้ม ก็จะอันตราย เพราะหากอยู่ก็จะถูกเจ้ามือกิน แต่ถ้ากล้าๆจั่วไพ่เพิ่มก็มีสิทธิ์ตาย และเหตุการณ์ทางการเมืองสถานการณ์ของพรรคภูมิใจไทยก็คล้ายๆกัน เพราะวันนี้แหล่งข่าวภายในพรรคภูมิใจไทยก็เกิดภาวะกระอักกระอ่วน เพราะว่า คุณเนรเวร กำลังหงุดหงิดหัวฟัดหัวเหวี่ยงจำเป็นต้องเอาปู่จิ้นเป็นหัวหน้าพรรคต่อไปทั้งๆที่เสี่ยหนูลูกชายปู่จิ้นก็ลอยตัวไม่จ่ายตังค์ เพราะวันนี้ผู้ใหญ่ทางการทหารอักษรย่อ ป. ที่เคยหมายมั่นปั้นมือไว้ว่าจะมานั่งเป็นหัวหน้าให้ก็โบกมือลา รวมทั้งบรรดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ต่อหน้ายืนกุมตลอดเวลา และอาสาจะช่วยทางการเมืองเต็มที่ แต่พอยุบสภาก็ทำท่าอำลาวางเฉยกันเป็นแถวเพราะแหล่งข่าวภายในกระทรวงคลองหลอดยืนยันแล้วว่า เนรเวร มีสิทธิ์สูงที่จะถูก เนรเทศ ทางการเมืองด้วยต่อมทรยศทั่ว 10 ทิศกำลังอักเสบอย่างหนัก ทั้งแกนแหลืองแกนแดงต่างก็ไม่เอาพี่เนทั้งคู่เพราะทนพฤติกรรมอหังกาสวาปามไม่ไหว ดังนั้นทั้งส.ส.บัญชีรายชื่อและ ส.ส.เขตของภูมิใจไทยทั้งหมดจึงเหลือแต่นักการเมืองข้าเก่าเต่าเลี้ยง เด็กเลี้ยงควายและเด็กเสริฟเนื้อๆทั้งหมดนับได้เพียงแค่หลักร้อย จะหาคนระดับอธิบดี ปลัดกระทรวง ปะหน้าบัญชีพอให้ดูมีราศีกับพรรคบ้างก็หืดขึ้นคอจะด้วยเพราะกลัวเสียศักดิ์ศรีที่อยู่ใต้ร่มธงคุณห้อยหรือเพราะเป็นพรรคไม่มีอนาคต ก็สุดจะคาดคิด แต่แหล่งข่าวรายงานว่าเป็นทั้ง 2 อย่าง เพราะจำนวน ส.ส.เขตที่พรรคโฆษณานักหนาว่าเสียงดีจะได้ส.ส.ถึง 100 กว่าคน แต่ปรากฏว่าส่งเพียงร้อยกว่าเขตจาก 375 เขต ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯที่ว่าเสียงดีหนักหนาก็ส่งเพียงเขตเดียว คือหลัก4 ของเจ๊ผึ้ง ผีเสื้อสมุทร แม้กระทั้งอดีตส.ส.ที่อุตส่าห์เป็นกบฏหนีไปร่วมอยู่กับภูมิใจไทยจนกระทั้งพรรคเพื่อไทยขับออกจากพรรค คือส.ส.จุมพต เสี่ยเนก็ยังไม่ยอมส่งต้องหนีไปพึ่งใบบุญประชาธิปัตย์ด้วยเหตุผลง่ายๆคือถ้าคนไหนไม่ชัวร์ว่าจะได้รับเลือกตั้งก็จะไม่ส่งเลย เพราะประหยัดเม็ดเงิน โดยใช้นโยบาย “รวมเงินทุกเม็ดเด็ดเพียงจุดเดียว”ชนะให้ลอยลำเลยดีกว่าให้เป็นเบี้ยหัวแตก


การส่งส.ส.ทุกเขตเพียงเพื่อเอาหน้ามีแต่ปัญหา เพราะนอกจากเสียสตางค์มากแล้ว ยังจะถูกผู้สมัครไล่ล่าด่าเพื่อขอสตางค์เพิ่มอีกในระหว่างเลือกตั้ง ยิ่งจะทำให้ขายขี้หน้าชาวประชา คิดอย่างนี้เป็นทฤษฎีใหม่ของเนรเวรที่เรียกว่า เนรเวโรมิค (เนรเวร+อีโคโนมิค)


ปิดประเทศ : บ้า+ เบี้ยว สัญญาณอาทิตย์ใกล้อัสดง

           บทวิเคราะห์เรื่องเด่นประเด็นร้อน

ปิดประเทศ : บ้า + เบี้ยว สัญญาณอาทิตย์ใกล้อัสดง

นายทหารเอกกรุงธน

“ พวกเสื้อแดงจะตายสักเท่าไรก็ไม่สน และพร้อมจะปิดประเทศ ” 

       คำกล่าวนี้เป็นข่าวลือที่เป็นคำกล่าวของชนชั้นนำที่ไม่สนใจต่อชีวิตของประชาชนและพร้อมจะปิดประเทศซึ่งเป็นข่าวลือที่เกิดขึ้นก่อนที่ทหารจะล้อมปราบที่ผ่านฟ้า – ราชประสงค์ โดยยังหาหลักฐานต้นตอไม่ได้ แต่อยู่ๆก็ปรากฏหลักฐานเกิดเสียงดังที่ลำโพงยี่ห้อ “จำลอง  ศรีเมือง” เป็นที่น่าสนใจว่าต้นตอของแหล่งข้อมูลนี้เชื่อมโยงกับชนชั้นนำส่วนไหน ? แต่ที่แน่ๆเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงภาวะที่พระอาทิตย์ใกล้อัสดง และชนชั้นนำในสังคมไทยไม่อาจทำใจได้ หากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของตน,สถานการณ์การเมืองไทยวันนี้บ่งบอกภาวะชนชั้นนำไทยได้ชัดเจนแล้วว่า “ทั้งบ้าและเบี้ยว”, แม้เหตุการณ์ทางการเมืองจะหลุดรอดสู่การเลือกตั้งได้ ก็ขอทำนายฟันธงได้เลยว่า ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ได้ถึงกาลอวสานแล้ว







ไม่ชอบประชาธิปไตยแต่ต้องให้มีประชาธิปไตย


        ประวัติศาสตร์การเมืองไทยในช่วง 60 ปีเศษที่ผ่านมา ได้บอกความจริงแล้วว่าชนชั้นนำของไทย ไม่ชอบประชาธิปไตยแต่จำใจต้องให้มีประชาธิปไตย เพราะนับแต่การรัฐประหารปี 2490 ได้เกิดการฉีกและร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่อีก  17  ครั้ง (รวมกับรัฐธรรมนูญฉบับแรกในปี 2475 เป็น 18 ฉบับ) และวันที่  10  ธันวาคม ของทุกปีซึ่งเป็นวันรัฐธรรมนูญก็หมดสิ้นความสำคัญนับแต่นั้น และล่าสุดนับแต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ชนชั้นนำไทยได้ใช้อำนาจทางการทหารกระทำการรัฐประหารอย่างถี่ยิบทั้งเปิดเผยและซ่อนรูป แทรกแซงการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลอย่างน่าเกลียดที่สุด โดยลงทุนด้วยเครดิตของประเทศที่แพงที่สุดเท่าที่เคยลงทุนมา คือลงทุนด้วยการยึดสนามบิน,ยึดทำเนียบรัฐบาล,ทำลายระบบศาล และทำลายระบบกฎหมายต่างๆ โดยหวังเพียงต้องการคุมอำนาจผ่านพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยอมตัวเป็นหุ่นถูกเชิดอย่างโจ่งแจ้ง และทำทุกอย่างที่สนองอารมณ์ส่วนตัวของชนชั้นนำบางคนที่เกลียด พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร  ด้วยภาวะไร้เหตุผลอย่างยิ่งด้วยความเชื่อทางไสยศาสตร์ว่า ทักษิณคือพระเจ้าตากสินกลับชาติมาเกิดจึงเกิดความระแวง สงสัยต่างๆนานา และกลายเป็นภาวะความปั่นป่วนของบ้านเมืองในวันนี้ และด้วยภาวะความงมงายควบรวมกับความไม่พึงใจกับระบอบประชาธิปไตยที่มีหลักฐานชัดเจนทางประวัติศาสตร์  จึงก่อให้เกิดข้อสรุปแห่งมวลชนอย่างสิ้นสงสัยว่า ชนชั้นนำของไทยไม่สนใจระบอบประชาธิปไตยแต่จำเป็นต้องให้มีประชาธิปไตย เพียงเพื่อเอาไว้ฉาบหน้าหลอกลวงชาวโลกไปเท่านั้น และหากผลแห่งการเลือกตั้งกระทบต่อความเชื่อทางไสยศาสตร์ของตนก็พร้อมจะสลัดทิ้งประชาธิปไตยนั้นทันที


        ภาวะการณ์เช่นนี้จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า “บ้า + เบี้ยว”



การเมือง 70 : 30 คือสัญญาณเตือนเปลี่ยนระบอบ


         สัญญาณที่ต้องการทำลายระบอบประชาธิปไตยได้ ดังเตือนล่วงหน้าในปี 2551 เมื่อนายสมัคร  สุนทรเวช ผู้มีประวัติเป็นผู้จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์สูงสุดอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยได้รับโปรดเกล้าฯเข้ารับงานเดือนกุมภาพันธ์  2551 แต่ก็ไม่อาจจะอยู่บริหารประเทศได้ กล่าวคือนายสมัครเป็นนายกฯได้เพียงแค่ 3 เดือนเศษ กลุ่มพันธมิตรและพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยถือธงเปิดประตูให้ทหารทำการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยข้อกล่าวหาว่า “ทักษิณไม่จงรักภักดี” เมื่อ 19 กันยายน 2549 ก็ทำการถือธงเปิดประตูให้แก่ทหารทำการรัฐประหารเงียบ โดยยึดอำนาจรัฐบาลนายสมัคร  สุนทรเวช อีกด้วยข้อกล่าวหาที่ฝืดคอที่สุดว่า “นายสมัครไม่จงรักภักดี”  ด้วยการปฏิบัติการอย่างอุกอาจในฐานะ “ม๊อบเส้นใหญ่” โดยไม่กลัวเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองและจารีตประเพณีใด ๆ ทั้งสิ้น และลุกลามไปถึงการยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน ปิดถนนราชดำเนิน จนเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเสด็จผ่านไปประกอบพระราชพิธีส่งสวรรคาลัย สมเด็จพระพี่นาง ที่ท้องสนามหลวงไม่ได้ และร้ายที่สุดก็คือนำสถาบันศาลเข้ามาเกี่ยวข้องการเมืองเต็มๆโดยศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาที่อัปยศที่สุดและแสดงความอยุติธรรมที่สุด คือกรณีตัดสินให้นายสมัคร ออกจากตำแหน่งนายกฯ เพราะทำกับข้าวออกโทรทัศน์ และตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน ต่อมาอีกเพื่อให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หลุดจาก ตำแหน่งนายกฯเช่นกัน


        ในระหว่างการยึดทำเนียบรัฐบาลแกนนำพรรคประชาธิปัตย์หลายคน รวมทั้ง ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ เช่น นายกรณ์  จาติกวณิช , คุณหญิงกัลยา  โสภณพนิช  และนายสมเกียรติ  พงษ์ไพบูลย์ เป็นต้น ก็แสดงตัวชัดเจนในการสนับสนุนให้เกิดการยึดทำเนียบและยึดสนามบิน และบนเวทีในทำเนียบรัฐบาลนั้นเองคือจุดเริ่มต้นที่ส่งสัญญาณว่า ผู้อยู่เบื้องหลังม๊อบพันธมิตรตัวจริงหรือในนาม “เส้นใหญ่” ส่งสัญญาณผ่าน นายสนธิ  ลิ้มทองกุล ว่าไม่ชอบระบอบประชาธิปไตยอย่างที่ปฏิบัติติดต่อกันมายาวนาน ด้วยเสนอระบอบการเมืองใหม่คือ เลือกตั้ง ส.ส.จากประชาชนโดยตรงเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ และแต่งตั้งคนใกล้ชิด “เส้นใหญ่” อีก 70 เปอร์เซ็นต์ ที่เรียกว่าการเมือง 70 : 30 ซึ่งแนวคิดนี้ก็ได้ปฏิบัติจริงมาแล้วในการยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 ด้วยการชี้นำทางนโยบายของ “เส้นใหญ่” ที่กำหนดในรัฐธรรมนูญให้เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาด้วยระบบ 50 : 50 คือเลือกตั้งครึ่งหนึ่งแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง


        การนำเสนอของ “สนธิลิ้ม” เรื่องการเมือง 70 : 30 จึงเป็นการส่งสัญญาณของ “เส้นใหญ่” ว่าพร้อมจะเปลี่ยนระบอบปกครองทั้งรูปแบบและเนื้อหา เพื่อกุมอำนาจเบ็ดเสร็จทางการเมืองในช่วงเวลาขณะนี้



ปิดประเทศ : ข่าวลือเป็นข่าวจริง


         ไทยเป็นประเทศเผด็จการทางวัฒนธรรมที่มีอำนาจควบคุมความคิดและปิดปากประชาชนที่รุนแรงกว่าที่บัญญัติไว้เป็นตัวบทกฎหมาย ไม่ต่างอะไรจากประเทศเกาหลีเหนือและประเทศเผด็จการอีกไม่กี่ประเทศในโลกที่ยังหลงเหลืออยู่ ดังนั้นข่าวสำคัญทางการเมืองที่เกี่ยวกับอำนาจเชิงโครงสร้างอันอำมหิต จึงเกิดภาวะข่าวลือปากต่อปากก่อนเสมอ และอีกระยะหนึ่งจึงตามมาด้วยข่าวจริงที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ แต่แม้กระนั้นก็ไม่อาจจะเปิดเผยและวิเคราะห์ได้อีกว่าแหล่งข่าวต้นตอแท้จริงมาจาก “ขาใหญ่ทางอำนาจ” ส่วนไหนกันแน่


        ตั้งแต่กลางปี 2552 เมื่อกองทัพอุ้มนายอภิสิทธิ์ขึ้นมาเป็นนายกฯได้สมใจ“เส้นใหญ่” แล้วก็เกิดข่าวลือว่าพร้อมจะฆ่าคนเสื้อแดงเป็นแสน และพร้อมจะปิดประเทศและแล้วต่อมาการล้อมปราบเข่นฆ่าประชาชนก็เกิดขึ้นจริงตามข่าวลือนั้น จากเหตุการณ์ผ่านฟ้า – ราชประสงค์ นับตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2553 ถึง 19 พฤษภาคม 2553 ที่มีคนเสียชีวิต 91 ศพบาดเจ็บกว่า 2,000 พันราย ซึ่งเป็นการเข่นฆ่าประชาชนที่โหดร้ายที่สุด นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศไทยมา และข่าวลือเรื่องการปิดประเทศ ก็ปรากฏข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับในปลายเดือนมีนาคม 2554 พาดหัวว่า “พล.ต.จำลอง  เสนอปิดประเทศ 5 ปี สะสางระบบ”


        ดูเนื้อหาของข่าวแล้วก็ชัดเจนว่า มิใช่พลตรีจำลอง  ศรีเมือง คนเดียวที่เพ้อ แต่เป็นมติของพันธมิตร “ม็อบเส้นใหญ่” เจ้าเก่าทั้งรุ่น 1 และรุ่น 2 ที่เคยแสดงบทบาทรับใช้เส้นใหญ่อย่างสุดจิตสุดใจและบ้าระห่ำอย่างถึงที่สุดมาแล้ว ด้วยเนื้อข่าวว่า


        “พล.ต.จำลอง  ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯแถลงยืนยันว่า แกนนำพันธมิตรฯทั้งรุ่น 1 และรุ่น 2 เห็นตรงกันว่า สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่ควรมีการเลือกตั้ง แต่ควรจะปิดประเทศก่อน 5 ปี เพื่อให้มีการปฏิรูปสังคมให้เข้าระบบทั้งหมดเสียก่อน แล้วจึงปล่อยให้มีการเลือกตั้ง”  (เว็บเนชั่นทันข่าว)


อานันท์ และแนวร่วมเส้นใหญ่เซ็งกันเป็นแถว


         กระแสการปิดประเทศจากเครื่องหมายการค้า “แบรนด์เนม” จำลอง และพันธมิตรฯที่ส่งเสียงดังในฐานะโฆษกของเส้นใหญ่ ได้บ่งบอกความจริงชัดเจนแล้วว่า ผู้อยู่เบื้องหลังพันธมิตรฯต้องการอะไรจึงได้ก่อให้เกิดภาวะการเซ็งสุดๆของแนวร่วมของกลุ่มพันธมิตรฯ เช่นนักธุรกิจจากค่ายสหพัฒนพิบูลย์ ค่ายสหยูเนียน และค่ายเบียร์ ออกมาส่งสัญญาณกันยกใหญ่ว่าต้องปล่อยให้ระบบเศรษฐกิจการค้าเสรีเดินต่อไป แต่ไม่มีใครกล้าคัดค้านพันธมิตรฯตรงๆ เพราะรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังพันธมิตรฯ  และคนที่แสดงออกชัดเจนที่สุดด้วย “ภาษากาย”คือ นายอานันท์  ปัญยารชุน ที่เมื่อเกิดกระแสข่าวปิดประเทศ ก็ประกาศลาออกจากประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ที่นายอภิสิทธิ์แต่งตั้งทันที ซึ่งข่าวนี้ช็อคผู้คนในแวดวงแนวร่วมม็อบเส้นใหญ่ ปรากฏหลักฐานคือ นายอภิสิทธิ์ ประกาศจะเดินทางไปพบนายอานันท์ เพื่อขอทราบรายละเอียด แต่แล้วต่อมาข่าวทั้งหมดก็เงียบ โดยไม่รู้ความจริงว่า นายอานันท์ลาออกเพราะเหตุใด ?


        ระบอบเผด็จการทางวัฒนธรรมคนไทยก็ทราบข่าวได้เท่านี้




ข่าวลือการยึดอำนาจประสานข่าวปิดประเทศ 



         การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯที่สะพานมัฆวานตั้งแต่เมื่อต้นปี 2554  เริ่มต้นจากการทวงคืนเขาพระวิหารและเพิ่มความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆและต่อยอดขึ้นไปกลายเป็นเสนอให้ทหารยึดอำนาจล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์และปิดประเทศ 5 ปี กระแสการเคลื่อนไหวนี้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น เมื่อผู้ใหญ่ในทางการเมืองอย่างนางสดศรี  สัตยธรรม  1 ใน 5  เสือ กกต.ได้สัมภาษณ์ไว้เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2554 โดยเปิดสัญญาณไฟเขียวให้ทหารทำการยึดอำนาจในการสัมมนาของสถาบันพระปกเกล้าว่า “มีความพยายามบีบบังคับให้ กกต.ลาออกเพื่อนำไปสู่การปฏิวัติ”  และเมื่อ 24 มีนาคม 2554 นางสดศรีก็กล่าวย่ำอีกครั้งถึงความอึดอัดที่จะทำหน้าที่ กกต.เพราะการเมืองรุมเร้าหนักหน่วงจึงตัดสินใจจะลาออก เพื่อจะไปอยู่ในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายแทน


        ข่าวลือการยึดอำนาจที่เริ่มต้นตั้งแต่ปลายปี 2553 นับแต่รัฐบาลเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องเปลี่ยนเขตเลือกตั้ง โดยคนหน้าแหลมฟันดำคนใกล้ชิดป๋าอย่าง ประสงค์  สุ่นศิริ ออกมาสัมภาษณ์โดยตรงหลายครั้งทางวิทยุว่า ควรจะยึดอำนาจรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่บริหารประเทศล้มเหลวและกระแสการยึดอำนาจก็เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนกลบเสียงนายอภิสิทธิ์ว่าจะยุบสภาในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคมนี้  จนล่าสุดเมื่อวันอังคารที่  5  เมษายน   2554   พลเอกทรงกิตติ    จักกาบาตร์  ผบ.สูงสุดได้นำผู้นำ 3 เหล่าทัพ ออกมายืนแถลงข่าวยืนยันว่าไม่มีการปฏิวัติแน่นอน ด้วยคำพูดว่า “เชื่อเถอะครับ คำพูดของกองทัพของทหารเชื่อถือได้ เชื่อเถอะไม่มีใครหรอกที่จะก้าวล่วงเข้าไปดำเนินกิจกรรมทางการเมือง” (ไทยรัฐ 6  เมษายน  2554  หน้า 10 )


        คำแถลงข้างต้นถูกโต้แย้งด้วยคำพูดของ พ.อ.อภิวันท์  วิริยะชัย  รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า “แม้พล.อ.ทรงกิตติ ผบ.ทหารสูงสุดจะนำผู้นำเหล่าทัพทุกฝ่ายให้ฉันทามติว่าจะไม่มีการทำรัฐประหาร แต่ก็เชื่อไม่ได้เพราะทุกครั้งที่เกิดการรัฐประหารทหารก็จะพูดเช่นนี้ก่อนทุกครั้ง” (ไทยรัฐ 8 เมษายน 2554 หน้า 16)



ภูมิใจไทยปลุกกระแสสถาบันฯอุณหภูมิร้อนระอุ


        สถาบันพระมหากษัตริย์ประวัติศาสตร์ไทยในช่วงระยะ 5 ทศวรรษที่ผ่านมาได้ถูกกลุ่มอำนาจทางการเมืองนำมากล่าวอ้างใช้เป็นเหตุผลในการยึดอำนาจและทำลายล้างกันมาโดยตลอด แต่ในสถานการณ์ร้อนระอุของข่าวการยึดอำนาจในขณะนี้อยู่ๆพรรคภูมิใจไทยก็เปิดแถลงข่าวที่ล่อแหล่มในโครงการแจกพระบรมฉายาลักษณ์  1.5 ล้านแผ่นให้นำไปประดับไว้ข้างฝาบ้านให้แก่ประชาชนทุกหลังคาเรือน หลังจากที่ทำตัวเป็นผู้นำในการปกป้องสถาบันมาตั้งแต่แปรพักตร์ออกจากทักษิณ ไปซบ นายอภิสิทธิ์ โดยนายชวรัตน์  ชาญวีรกูร  รมว.มหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงที่มาโครงการนี้ ซึ่งเป็นการเติมเชื้อไฟอุณหภูมิความร้อนทางการเมืองว่า “จากการตรวจสอบข่าวลือในพื้นที่อีสานเรื่องการยุยงปลุกปันประชาชนปลดพระบรมฉายาลักษณ์ พบว่ามีการยุยงจริง แต่ประชาชนยังมีความจงรักภักดี จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันประดับพระบรมฉายาลักษณ์ทุกบ้าน” (ไทยรัฐ  7 เมษายน  2554 หน้า 11 )


        ข่าวของพรรคภูมิใจไทยจะตั้งใจอย่างไรไม่มีใครทราบได้ แต่เป็นข่าวที่ต่อจากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลย คือทูลกระหม่อมเจ้าฟ้าหญิงพระองค์เล็กได้ทรงพระกรุณาออกมาประทานสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ด้วยพระองศ์เอง ในรายการเกิดมาคุย ของนักจัดรายการวู้ดดี้ ว่า “ขอความเป็นธรรมให้แก่พระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ”


        การประทานสัมภาษณ์ของทูลกระหม่อมได้ช็อคประชาชนทั้งประเทศ เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญมากในระบอบการเมืองไทยในขณะนี้ ที่พสกนิกรและทหารผู้จงรักภักดีจะนิ่งอยู่เฉยๆไม่ได้ด้วยเหตุเพราะองค์พระประมุขและสมเด็จพระนางเจ้าฯไม่ได้รับความเป็นธรรม


        จากเหตุการณ์เช่นนี้จึงเกิดเชื้อมูลแห่งเหตุผลขึ้นว่า กองทัพไทยที่เป็นกองทัพของพระราชาจะปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้ดำรงอยู่ได้อย่างไร และเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เช่น เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ก็เคยถูกกล่าวอ้างสร้างความชอบธรรมให้แก่กองทัพไทย นำมวลชนลูกเสือชาวบ้านและกลุ่มนวพล และกลุ่มผู้จงรักภักดีทั้งหลายออกมาเข่นฆ่านักศึกษาล้มตายอย่างโหดร้ายที่สุดมาแล้ว ด้วยเหตุผลของการปกป้องสถาบัน


         อุณหภูมิทางการเมืองร้อนแรงขึ้นมาอีกทันทีหลังจากกลุ่มคนเสื้อแดงจัดการชุมนุมครบรอบ 1ปีรำลึกเหตุการณ์ 10 เมษายน 2554 โดยนายจตุพร พรหมพัน์ ปราศรัยถึงที่มาของกระสุนและกำลังทหารที่ใช้ปราปปรามคนเสื้อแดง เป็นเหตุให้ผู้บัญชาการทหารบกพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งให้ทหารไปแจ้งความดำเนินคดีต่อนายจตุพร พรหมพันธ์ และพรรคพวก พร้อมกับ กองทัพสามเหล่าทัพออกมาตบเท้าแสดงพลังขู่คำรามจัดการขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มคนที่จาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง


       นอกจากนี้ยังได้ปรากฏกระแสข่าวการยุบพรรคเพื่อไทย และการกว้านซื้อตนักการเมืองให้แยกตัวออกมาจากพรรคเพื่อไทย ด้วยการอ้างเรื่องการปราศรัยหมิ่นสถาบันฯ  เป็นการเตะตัดขาทั้งการการสกัดกั้นกำลังคนเสื้อแดงและตัดกำลังของพรรคเพื่อไทย เพื่อทำลายพรรคเพื่อไทยก่อยนการเลือกตั้งจะมาถึง



 ภาวะอาทิตย์ใกล้อัสดง


         วิกฤติในสังคมไทยที่ต่อเชื่อมยาวนานประมาณ 5 ปีมานี้ ได้ถูกจับตามองจากนักวิเคราะห์ข่าวทั่วโลกที่มีเสรีภาพมากกว่านักข่าวไทย ได้วิเคราะห์ตรงกันว่าเป็นภาวะวิกฤติที่ยากแก้ไข เพราะระบบกำลังกัดกร่อนตัวเอง อันเป็นภาวะธรรมชาติไม่ต่างอะไรกับภาวะแห่งดวงอาทิตย์ที่ใกล้อัสดง


        สถานการณ์การเลือกตั้งที่อาจจะเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากจะเกิดได้ แต่แม้จะเกิดขึ้นก็มีสัญญาณบ่งบอกว่าไม่อาจจะนำไปสู่ภาวะอันเป็นปกติทางการเมืองได้ เพราะข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ “ม็อบเส้นใหญ่” แต่ละประเด็นเป็นปัญหาโลกแตกทั้งสิ้นที่มนุษย์ที่ยังมีสติปกติไม่อาจจะคิดได้เลย เช่น จะต้องเรียกร้องเอาเขาพระวิหารคืน และการชุมนุมจะมีต่อไปเพื่อจะรอดูคนที่จะมาเป็นนายกฯหลังเลือกตั้งว่าจะต้องเป็นคนดี กล้าหาญ รักชาติ และพร้อมจะเอาเขาพระวิหารกลับคืนมา,และเรียกร้องให้ประชาชน VOTE NO และแน่นอนที่สุดที่ภายหลังการเลือกตั้งกลุ่มพันธมิตรฯจะนำ VOTE NO (ไปลงคะแนนแต่กาในช่องที่ไม่ออกเสียง) มารวมกับ NO VOTE (ประชาชนนอนหลับทับสิทธิ์ไม่ไปลงคะแนนเลย) ซึ่งจะมีมากกว่า 50 % มากล่าวอ้างอย่างบิดเบือนว่าประชาชนไม่พอใจต่อระบอบประชาธิปไตยทั้งๆที่โดยปกติระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกจะมีผู้นอนหลับทับสิทธิ์ประมาณ 30-60 เปอร์เซ็นต์ อยู่แล้ว โดยเฉพาะประเทศไทยมีอยู่ 50 เปอร์เซ็นต์ โดยประมาณทุกครั้งของการเลือกตั้ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงในกรุงเทพฯจะนอนหลับทับสิทธิ์อยู่ทุกครั้งประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ข้อสรุปที่แน่นอน คือหลังการเลือกตั้ง ไม่ว่าใครจะได้เป็นรัฐบาลก็ล้วนแล้วแต่เป็นพรรคที่พันธมิตรไม่พึงประสงค์ทั้งนั้น



        และหากมองข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดงที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งบ้างก็จะพบปัญหาโลกแตกแต่มีเหตุผลมากกว่า คือการเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่นำผู้สั่งฆ่าประชาชนที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์ มาลงโทษให้ได้ ซึ่งคนทั้งโลกก็รู้แล้วว่าใครคือฆาตกรตัวจริง และเหตุการณ์สังหารประชาชนทำนองนี้ก็เกิดขึ้นหลายครั้งแล้วในประเทศไทย และไม่อาจจะดำเนินคดีกับฆาตกรตัวจริงได้เลย


ดังนั้นเชื่อขนมกินได้ว่า ภาวะวิกฤติของประเทศไทยวันนี้ไม่มีจบสิ้น การพังทลายของระบอบดั้งเดิมเป็นประเด็นสำคัญที่ต่างประเทศกำลังจับตามองและภาวะของการปิดประเทศเป็นภาวะที่ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น อย่างแน่นอน