Sunai Fan Club

Sunai Fan Club
สุนัยแฟนคลับ

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556

สองคนสองคดีมาตรฐานอยู่ตรงไหน

ทีมข่าว Sunai Favclub




จากคำพิพากษาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษา คดีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง ยืดเยื้อยาวนานมาหลายปี โดยคำพิพากษาจำคุกนายประชา มาลีนนท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 12 ปี พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ ผอ.สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. 10 ปี ส่วน นายโภคิน พลกุล นายวัฒนา เมืองสุข ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รอดพ้นข้อกล่าวหา[1]   ซึ่งที่ผ่านมานายประชา  ไม่เคยมาฟังคำตัดสินเลย ศาลก็เลื่อนอ่านคำตัดสินมาจนถึงที่สุดก็อ่านคำตัดสินลับหลังโดยไม่ต้องรอ นายประชา อีกต่อไป ไม่มีการพักการพิจารณาไว้จนกว่าจะได้ตัวกลับมาก่อน...

แต่ที่น่าสนใจก็คือยังมีคดีหนึ่งคือคดีหวยบนดินซึ่งก็มีการตัดสินไปแล้วเช่นกัน เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 52 [2] ทุกๆคนได้ถูกพิพากษาหมดยกเว้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 ไม่เดินทางมาสอบคำให้การว่า ศาลฎีกาฯ มีคำสั่งจำหน่ายคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจากสารบบไว้ชั่วคราวจนกว่าจะนำตัวมาดำเนินคดีได้ ส่วนจำเลยคนอื่นอีก 26 ราย จะต้องดำเนินการพิจารณาคดีต่อตามปกติ ส่วนถ้ามีการพิจาณาแล้วมีคำพิพากษาไปแล้วผลคำพิพากษาจะไม่มีผลเกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ จนกว่าจะนำตัวกลับมาและดำเนินการพิจาณากับ พ.ต.ท.ทักษิณใหม่อีกครั้ง [3] .....  เมื่อเปรียบเทียบทั้งสองคดีของทั้งสองคนแล้วทำให้ประชาชนคนธรรมดาไม่เข้าใจก็คือ มาตรฐานของคำพิพากษาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อยู่ตรงไหน คำถามคือ จะเก็บคดีที่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไว้เพื่ออะไร ? ครับท่าน

 

..........................................................................

 

ศาลฏีกา พิพากษาคดีซื้อรถดับเพลิงกทม.จำคุก"ประชา มาลีนนท์"12ปี  [1]

เมื่อวันที่ 10 กันยายน องค์คณะผู้พิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษา คดีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง กรุงเทพมหานคร ที่ยืดเยื้อยาวนานมาหลายปี โดยคำพิพากษาจำคุกนาย ประชา มาลีนนท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 12 ปี พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ ผอ.สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. 10 ปี ส่วน นายโภคิน พลกุล นายวัฒนา เมืองสุข ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รอดพ้นข้อกล่าวหา

โดยคดีดังกล่าวมีจำเลยที่ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้ยื่นฟ้องประกอบด้วย นาย โภคิน พลกุล นายประชา มาลีนนท์ นายวัฒนา เมืองสุข พล.ต.ต. อธิลักษณ์ตันชูเกียรติ บริษัท สไตเออร์เดมเลอร์ พุค สเปเชียล ฟาห์รซอยก์ จำกัด หรือ STEYR-DAIMLER-PUCH Spezial fahrzeug AG&CO KG(ศาลสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวเนื่องจากมีสำนักงานจัดตั้งอยู่ที่ประเทศออสเตรีย) และนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นจำเลยที่ 1-6

ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ(ฮั้วประมูล) พ.ศ. 2542 จากกรณีการจัดซื้อรถ และเรือดับเพลิงพร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยตามโครงการพัฒนาระบบบริหารและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกทม.มูลค่า6,687,489,000บาท

ทั้งนี้ศาลฎีกาฯได้เลื่อนการอ่านคำพิพากษามาแล้วรอบหนึ่งเมื่อ6สิงหาคม 2556 ด้วยเหตุประชา มาลีนนท์ อดีตรมช.มหาดไทยไม่มาปรากฏตัวต่อศาลฯจนทำให้องค์คณะผู้พิจารณาไต่สวนคดีเลื่อนการอ่านคำพิพากษามาเป็นวันนี้พร้อมกับออกหมายจับนายประชาด้วยเหตุศาลเห็นว่ามีเจตนาจงใจหลีกเลี่ยงหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาทำให้ศาลไม่สามารถอ่านคำพิพากษาได้จึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลยที่2 และให้ปรับนายประกันมูลค่า 2 ล้านบาท

โดยในวันนี้นายประชา จำเลยที่ 2 ที่ศาลได้ออกหมายจับไว้ก่อนหน้านี้ และ พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ไม่เดินทางมาศาล ส่วนจำเลยคนอื่นๆ เดินทางมาศาลทั้งหมด

 

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1378800017

................................................................

 

เปิดสามปมพิพากษาหวยบนดิน ศาลเอกฉันท์ไม่ผิดยักยอกเงินรัฐ [2]


"กรุงเทพธุรกิจ" สรุปประเด็นคำฟ้องในคดีหวยบนดินและคำพิพากษาของศาล หลังคณะผู้พิพากษาศาลฎีกา อ่านคำพิพากษาคดีหวยบนดินเมื่อวันที่ 30 กันยายน 52

 

ประเด็นที่ 1 จำเลยที่ 31, 33, 35, 37, 41 และ 42 ในฐานะคณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (บอร์ดกองสลาก) ที่ร่วมกันมีมติเสนอโครงการหวยบนดินเพื่อนำเงินรายได้คืนสู่สังคม และงดเว้นการจัดเก็บภาษี กระทำผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มาตรา 5 และ มาตรา 9 หรือไม่

เห็นว่า กองสลากจัดตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการหารายได้เข้ารัฐโดยการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล มีแนวทางการปฏิบัติจัดสรรรางวัลอย่างชัดเจน เงินที่ได้รับร้อยละ 60 นำไปจ่ายค่ารางวัล ร้อยละ 28 เป็นรายได้เข้าแผ่นดิน ร้อยละ 12 เป็นค่าใช้จ่ายการบริหารงาน ส่วนการออกโครงการหวยบนดินไม่ได้กำหนดอัตราส่วนรายรับรายจ่ายที่ชัดเจน แม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นการออกสลากกินแบ่งลักษณะพิเศษเพื่อจะนำเงินไปใช้ในทางสาธารณประโยชน์ แต่ปรากฏว่าการออกสลากลักษณะพิเศษดังกล่าวไม่ได้จำกัดงวดตามแนวทางที่กองสลากเคยดำเนินการมาก่อนหน้านี้

 

ดังนั้น การออกสลากพิเศษเลขท้าย 2-3 ตัวดังกล่าว ไม่ใช่สลากกินแบ่งรัฐบาลหรือสลากการกุศลตาม พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จึงไม่ใช่สลากกินแบ่งรัฐบาลที่ไม่มีความเสี่ยงขาดทุน แต่การออกหวยบนดินยังกำหนดการจ่ายรางวัลให้แก่ผู้ถูกสลากทุกคนที่ถูกหมายเลข 2 และ 3 ตัว โดยไม่กำหนดวงเงินที่รับแทง ทำให้กองสลากต้องขาดทุนรวม 7 งวด จากการออกสลากทั้งสิ้น 80 งวด เป็นเงิน 1,600 ล้านบาทเศษ จึงไม่อาจได้รับการงดเว้นการลดหย่อนภาษีตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการงดเว้นประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2540 และกฎกระทรวงปี 2503 และ 2543

 

ขณะที่ ศาลยังเห็นว่า การไม่นำเงินรายได้จากการออกสลากหลังจากหักค่าใช้จ่ายส่งเข้ากระทรวงการคลัง ก็ไม่ถูกต้อง แม้ว่าเงินดังกล่าวจะได้มาจากการออกสลากที่ไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่สามารถนำไปใช้สอยได้ตามอำเภอใจ ถือว่าผิดหลักการบริหารราชการแผ่นดิน

 

ประเด็นที่ 2 จำเลยที่ 2 -30 ซึ่งเป็นคณะรัฐมนตรี (ชุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) มีความผิดฐานร่วมกันมีมติให้ดำเนินโครงการออกสลากพิเศษ 2-3 ตัว ตามที่จำเลยที่ 31, 33, 35, 37, 41 และ 42 ซึ่งเป็นบอร์ดกองสลากเสนออนุมัติ และเป็นผู้ใช้ให้งดเว้นการจัดเก็บภาษีจากการออกสลากหรือไม่

เห็นว่า จำเลยที่ 31, 33, 35, 37, 41 และ 42 ได้มีมติเสนอโครงการโดยผลประชุมเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2545 ซึ่งจำเลยที่ 31 (นายสมใจนึก เองตระกูล ปลัดกระทรวงคลังและประธานบอร์ดกองสลาก) จำเลยที่ 42 (นายชัยวัฒน์ พสกภักดี อดีตผู้อำนวยการกองสลาก) เป็นผู้นำมติเสนอต่อจำเลยที่ 1 (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ให้เร่งดำเนินการ

จากนั้นมีการจัดประชุมและอนุมัติโครงการโดยมีจำเลยที่ 10 (นายวราเทพ รัตนากร รมช.คลัง) เข้าร่วมประชุมด้วย เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2546 และเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นวาระพิเศษ โดยที่ ครม.ไม่น่าจะทราบรายละเอียดทั้งหมด เพียงพิจารณาจากเอกสารและฟังคำชี้แจงจากผู้แทนกระทรวงการคลังและกองสลาก จึงอนุมัติหลักการโดยเข้าใจว่าเป็นโครงการที่ถูกต้อง จนมีการออกสลากตั้งแต่งวดวันที่ 1 ส.ค. 2546-16 พ.ย. 2549

ศาลเห็นว่าจำเลยที่ 31 และ 42 ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของกองสลาก ย่อมต้องทราบวัตถุประสงค์การจัดตั้งกองสลาก เจตนารมณ์กฎหมายในการออกสลาก ซึ่งแม้จำเลยจะอ้างว่าออกสลากตามนโยบายฝ่ายบริหารในการปราบปรามยาเสพติดและหวยใต้ดิน แต่ก็ควรที่จะต้องคำนึงว่าทั้งโครงการออกสลากและนโยบายฝ่ายบริหารที่จะนำมาปฏิบัติจะต้องอยู่ภายใต้บังคับกฎหมาย จึงควรจะต้องทักท้วงจำเลยที่ 1 เมื่อเห็นว่าโครงการไม่ถูกต้อง และต้องมีการแก้ไขกฎหมาย

ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ ประธานคณะกรรมาธิการการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน วุฒิสภา (ในขณะนั้น) ได้ทำความเห็นท้วงติงในประเด็นข้อกฎหมาย ซึ่งเห็นว่าต้องแก้ไขแนวทางการออกสลากไม่ให้ฝ่าฝืนกฎหมาย หรือแก้ไขกฎหมายรองรับโครงการ แต่จำเลยที่ 31 และ 42 กลับไม่ดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อน แต่ยังฝืนเสนอให้มีการออกสลาก และทำความตกลงกับธนาคารออมสินขอเบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 20,000 ล้านบาท ทำให้เห็นว่าจำเลยย่อมรู้อยู่แล้วว่าการออกสลากอาจมีปัญหา และสุ่มเสี่ยงที่รัฐจะเสียหายในระบบการคลัง จึงถือเป็นการกระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น

ดังนั้น จำเลยที่ 10, 31 และ 42 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และ 86 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 ส่วนจำเลยที่ 2-30 อนุมัติเห็นชอบโครงการในหลักการ ไม่ใช่ผู้ใช้ให้จำเลยที่ 31 และ 42 ดำเนินการออกสลากและละเว้นไม่เสียภาษีอากร รวมทั้งไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับจำเลยที่ 10, 31 และ 42

ส่วนจำเลยที่ 32, 34, 36, 38, 39, 40 และ 43-47 ที่เป็นผู้แทนหน่วยงานรัฐเข้าไปเป็นกรรมการกองสลาก ก็ไม่ได้เป็นบอร์ดกองสลากมาตั้งแต่ต้น อาจเข้าใจว่าการอนุมัติออกสลากดังกล่าวน่าจะชอบด้วยกฎหมาย เพราะผ่านการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และอนุมัติเงินรายได้ใช้จ่ายเพื่อเด็กยากจนตามวัตถุประสงค์ ไม่มีเจตนายักยอกเงิน องค์คณะจึงมีมติเสียงข้างมาก ว่า จำเลยกลุ่มนี้ไม่มีความผิด

ประเด็นที่ 3 จำเลยทั้งหมดต้องร่วมกันคืนหรือใช้ทรัพย์ที่ร่วมกันมีมติอนุมัติให้จ่ายเงินซึ่งเป็นเงินรายได้จากการออกหวยบนดินรวมจำนวน 14,862,254,865.94 บาท หรือไม่

เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 10 เสนอโครงการตามที่จำเลยที่ 31 และ 42 เสนอมา ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการอนุมัตินำเงินไปใช้จ่ายโครงการต่างๆ ทั้งเรื่องการศึกษา สาธารณสุข ศาสนา และด้านสังคมอื่นๆ โดยไม่มีหลักฐานปรากฏว่าจำเลยทั้งสามนำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวหรือประโยชน์แก่พวกพ้องแต่อย่างใด จึงไม่มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์หรือเบียดบังทรัพย์สินของทางราชการ ดังนั้นจำเลยทั้งสามและจำเลยอื่นๆ ไม่ต้องร่วมกันคืนเงินตามคำร้องโจทก์

พิพากษาด้วยมติเอกฉันท์ ว่า จำเลยที่ 10 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 83 ให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี ปรับ 20,000 บาท จำเลยที่ 31 (นายสมใจนึก) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี ปรับ 10,000 บาท

ส่วนจำเลยที่ 42 (นายชัยวัฒน์) กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ เป็นความผิดกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ อันเป็นบทหนักสุดตาม จำคุก 2 ปี ปรับ 10,000 บาท แต่จำเลยทั้งสามไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน ประกอบกับพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นสมควรให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามไว้คนละ 2 ปี


 

สั่งจำหน่ายคดี "ทักษิณ"ออกจากสารบบชั่วคราว [3]

 

เมื่อวันที่ 25 ก.ค. นายวินัย ดำรงค์มงคลกุล อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ และโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดสอบคำให้การจำเลย คดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย จำกัด ( มหาชน) แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 ไม่เดินทางมาสอบคำให้การว่า ศาลฎีกาฯจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจากสารบบไว้ชั่วคราวจนกว่าจะนำตัวมาดำเนินคดีได้ ส่วนจำเลยคนอื่นอีก 26 ราย จะต้องดำเนินการพิจารณาคดีต่อตามปกติ ส่วนถ้ามีการพิจาณาแล้วมีคำพิพากษาไปแล้วผลคำพิพากษาจะไม่มีผลเกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ จนกว่าจะนำตัวกลับมาและดำเนินการพิจาณากับ พ.ต.ท.ทักษิณใหม่อีกครั้ง


กรณีนี้ขั้นตอนก็เหมือนคดีก่อนหน้านั้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ เช่น คดีหวยบนดินที่ต้องพักการพิจารณาไว้จนกว่าจะได้ตัวกลับมา ซึ่งทางอัยการจะไม่ต้องยื่นฟ้องคดีใหม่แต่เข้าสู่กระบวนการพิจาณาของศาลได้เลยนายวินัย กล่าว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากคดีดังกล่าวแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีคดีที่ค้างอยู่ในศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกหลายคดี อาทิ คดีการแปลงสัญญาสัมปทานธุรกิจโทรคมนาคมเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กิจการชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), คดีทุจริตการออกหวยบนดิน 2 ตัวและ 3 ตัว ซึ่งแม้ศาลฎีกาจะตัดสินไปแล้ว โดยยกฟ้องผู้เกี่ยวข้อง แต่เนื่องจากตอนพิจารณาคดีในชั้นศาลฎีกา พ.ต.ท.ทักษิณในฐานะนายกรัฐมนตรีไม่ได้มาสู้คดี ศาลจึงงดการพิจารณาคดี ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณกลับไทย ก็ต้องกลับมาสู้คดีในศาลฎีกาคดีหวยบนดินอีกครั้งเพียงคนเดียว, คดีปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ หรือซุกหุ้น ซึ่งคดีนี้ทาง ป.ป.ช.ได้มายื่นฟ้องต่อศาลฎีกาฯเอาไว้หลังจากศาลฎีกาฯได้มีคำสั่งยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งในคำพิพากษาของศาลฎีกาฯระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณปกปิดหุ้นชินคอร์ปฯ ในขณะเป็นนายกรัฐมนตรี จึงเป็นความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 119 คือแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จขณะเป็นนายกรัฐมนตรี ทาง ป.ป.ช.ได้มายื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณเอาไว้แล้วที่ศาลฎีกาฯ แต่คดีค้างพิจารณาไว้  เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ.


 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น