Sunai Fan Club

Sunai Fan Club
สุนัยแฟนคลับ

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

นิติคณะราษฎร..วรเจตน์ พนมยงค์

กองบรรณาธิการ
จาก
REDPOWER ฉบับ 23 เดือน กุมภาพันธ์ 55

คณะนิติราษฎรได้ปรากฏตัวขึ้นในภาวการณ์ที่เหมาะสมยิ่งทางประวัติศาสตร์เพราะอยู่ในภาวการณ์ที่สังคมไทยเบื่อหน่ายต่อการลากรถถังออกมายึดอำนาจและใช้อำนาจเผด็จการสั่งการกระบอกเสียงวิทยุ-โทรทัศน์โกหกประชาชนเกี่ยวกับข้ออ้างที่ต้องทำการรัฐประหารประกอบกับภาวะที่ขบวนการตุลาการไทยได้แสดงความเน่าเฟะอย่างปรากฏชัดยิ่งตั้งแต่ประธานศาลฎีกาเข้าร่วมวางแผนการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 และร่วมอยู่ในคณะผู้บริหารของรัฐบาลเผด็จการ รวมทั้งเป็นผู้สอบสวนคดีในนาม คตส.,เป็นศาลนั่งพิจารณาคดียุบพรรคไทยรักไทยและตัดสินลงโทษพ.ต.ท.ทักษิณ และเข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติและผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากนั้นก็เข้าไปอยู่ในโครงสร้างอำนาจตามรัฐธรรมนูญตั้งแต่เป็นศาลรัฐธรรมนูญและอยู่ในองค์กรอิสระอย่างครบถ้วนโดยเปิดทางให้เกิดการรักษาอำนาจเผด็จการไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 นานเกือบ 10 ปี ดังนั้นเมื่อคณะนิติราษฎรชูธงการใช้กฎหมายทำการเปลี่ยนแปลงอำนาจของระบอบอำมาตยาธิปไตยเพื่อจะก้าวสู่ภาวะสันติสุขแห่งอุดมการณ์ประชาธิปไตย โดยชูธงลบล้างผลพวงรัฐประหารด้วยการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายโดยใช้ชื่อของคณะผู้ดำเนินการว่า คณะนิติราษฎร์ จึงไม่ต่างอะไรกับคณะราษฎรที่ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 เพียงแต่ใช้กฎหมายเป็นอาวุธในการเปลี่ยนแปลงแทนการใช้กำลังอาวุธ และเมื่อนำชื่อของคณะนิติราษฎร์มาเรียงสลับใหม่ว่า นิติคณะราษฎร ก็จะสามารถถอดรหัสการเมืองได้ทันทีว่านี้คือการสานต่ออุดมการณ์ของคณะราษฎรด้วยแนวทางกฎหมายนั่นเองและหากกระทำการเปลี่ยนแปลงสำเร็จอาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ในฐานะหัวหน้าคณะก็จะมีฐานะทางประวัติศาสตร์คล้ายกับท่านปรีดี พนมยงค์ ในฐานะนักคิดประชาธิปไตยผู้ยิ่งใหญ่ของไทยในฐานะผู้ยืนแนวทางของท่านปรีดี ซึ่ง Red Power จึงขอประกาศนามให้เป็น วรเจตน์ พนมยงค์ ไว้ในอนาคต ณ ที่นี้
  • ประชาชนคือรัฏฐาธิปัตย์ 
การต่อสู้ทางการเมืองด้วยอาวุธของไทยเริ่มเปลี่ยนผ่านสู่การต่อสู้ในรูปของ ตรรกะ ทางกฎหมายโดยใช้ศาลเป็นเครื่องมืออย่างชัดเจน เริ่มต้นเมื่อกลุ่มอำมาตย์ทำแนวร่วมจับมือกับจอมพล ป.พิบูลสงคราม ชั่วคราวโดยอาศัยกำลังทหารผ่านจอมพล ป. ทำการโค่นล้มอำนาจของคณะราษฎรฝ่ายท่านปรีดี พนมยงค์ เมื่อ 8 พฤศจิกายน 2490 หลังจากนั้นการต่อสู้ทางกฎหมายด้วยการฟ้องร้องศาลว่าการยึดอำนาจของจอมพล ป. ไม่ชอบ คำว่า รัฏฐาธิปัตย์ จึงเริ่มปรากฏขึ้นตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2496 โดยวางแนวว่าการฉีกกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆของบ้านเมืองโดยคณะโจรผู้ยึดอำนาจสำเร็จ หัวหน้าคณะโจรถือเป็น องค์รัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจทำอะไรก็ได้ และนับแต่นั้นแม้กระแสความคิดของโลกจะเปลี่ยนแปลงแนวคิดเป็นประชาธิปไตยหมดแล้ว ศาลไทยก็ยังก้มหัวให้กับการกระทำที่ไม่ชอบด้วยเหตุผลของโจรการเมืองด้วยสร้างความชอบธรรมทางกฎหมายในฐานะองค์รัฏฐาธิปัตย์ ตลอดมาจนถึงทุกวันนี้และที่ตำใจประชาชนมากที่สุดก็คือการอ้างรัฏฐาธิปัตย์เล่นงานลงโทษทักษิณด้วยศาลพิเศษทางการเมืองในข้อหาที่ไร้เหตุผล
จากความเห็นของนายพนัส ทัศนียานนท์ อัยการและเป็นอดีตคณะบดีคณะนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ และเป็นอดีต ส.ว.ในยุคเลือกตั้งได้ให้ข้อคิดไว้ในบทสัมภาษณ์ของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2554 ว่าแนวคิดนี้เกิดขึ้นในยุคที่จอมเผด็จการ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมันกำลังเรืองอำนาจในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยนักกฎหมายเยอรมันผู้ขายตัวอธิบายให้ความชอบธรรมแก่ฮิตเลอร์ในเชิงนิติปรัชญาตามระบบกฎหมาย
Civil law “ถ้าใครมีอำนาจสูงสุดในบ้านในเมืองคนนั้นก็ต้องเป็นรัฏฐาธิปัตย์เป็นผู้มีอำนาจอธิปไตยและในเวลานั้นเมืองไทยมีนักกฎหมายดังจบจากเยอรมันคือดร.หยุด แสงอุทัย ที่มีฐานะเป็นอาจารย์สอนกฎหมาย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มีคนนับหน้าถือตาก็ให้การสนับสนุนแนวคิดนี้ในคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวจึงเกิดการสืบทอดเรื่ององค์รัฏฐาธิปัตย์ว่าเป็นความชอบธรรมมานับแต่นั้น แม้วันนี้ระบบกฎหมายของเยอรมันจะเปลี่ยนไปแล้วเนื่องจากเขาเจ็บปวดกับระบบเผด็จการทหารของพรรคนาซีผู้ครองอำนาจสมัยฮิตเลอร์ แต่ระบบศาลไทยก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยเหตุนี้กลุ่มนิติราษฎร์ของอาจารย์วรเจตน์ ซึ่งเป็นนักกฎหมายรุ่นใหม่ที่หลายคนจบจากเยอรมันจึงนำเสนอแนวคิดใหม่ โดยพลิกกลับแนวคิดของ พวกศาลหัวเผด็จการโบราณว่า ประชาชนคือรัฏฐาธิปัตย์ โดยนำเสนอในหนังสือคู่มือประชาชนล้มรัฐประหารที่ตีพิมพ์แจกจ่ายประชาชนกว่าแสนเล่ม
การต่อสู้ทางความคิดมีบทบาทสำคัญไม่น้อยไปกว่าการต่อสู้ด้วยกำลังเพราะหัวใจของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมก็คือการเปลี่ยนทางความคิดของสังคมนั่นเอง หากเราได้ศึกษาการปฏิวัติใหญ่ของฝรั่งเศสก่อนที่โครงสร้างระบบศักดินาจะพังทลาย ราชสำนักฝรั่งเศสก็พยายามที่จะใช้ความเชื่อทางศาสนามาปิดล้อมความคิดประชาชนไม่ให้คิดโค่นล้มระบบกษัตริย์โดยใช้วาทะกรรมโบราณที่สั่งสอนกันมายาวนานว่า พระมหากษัตริย์นั้นเป็นโอรสของพระเจ้าบ้าง เป็นผู้ที่พระเจ้าประทานลงมาให้มนุษย์ ในเมื่อชาวคริสต์เตียนทั้งหลายต่างก็ศรัทธาและเชื่อมั่นในพระเจ้าจึงจำยอมที่จะต้องก้มหัวให้แก่กษัตริย์ผู้กดขี่ประชาชนอยู่ต่อไป ท่านลองคิดดูเถอะครับว่าในเวลาเมื่อ 200 ปี ที่ผ่านมามนุษย์ยังงมงายต่อพระเจ้าอย่างมากโดยหาเหตุโต้แย้งไม่ได้ ดังนั้นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงทางความคิดจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ในช่วงนั้นจึงเกิดนักคิดสำคัญๆขึ้นจำนวนมากที่หาเหตุผลโต้แย้ง แต่ก็ไม่มีใครจะหักล้างเหตุผลที่พระมหากษัตริย์เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานมาให้เป็นผู้ปกครองได้ แต่แล้วในที่สุดมนุษย์ก็มีทางออกของระบบเหตุผลที่สร้างต่อยอดกันมา โดยนักคิดคนสำคัญคนหนึ่งในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสนามว่า
รุสโซได้ให้เหตุผลโดยยอมรับในพระเจ้า แต่ไม่ยอมรับการกดขี่ของระบบกษัตริย์ โดยให้เหตุผลว่าพระเจ้าเป็นผู้ประทานทุกสิ่งทุกอย่างแก่เรารวมทั้งประทานพระมหากษัตริย์มาให้ก็จริงและพระเจ้าก็ได้ประทานความเจ็บป่วยให้เราด้วย หากเราเชื่อในสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ ไม่สามารถจะแก้ไขใดๆได้และเราต้องจำยอมต่อสิ่งนั้น แล้วท่านทั้งหลายจะไปหาหมอเพื่อให้รักษาความเจ็บป่วยทำไมเล่า ? ” ซึ่งความหมายดังกล่าวก็ชัดเจนว่า การแก้ไขความเดือดร้อนที่เกิดจากระบบกษัตริย์นั้นทำได้ไม่ใช่จำนนด้วยเหตุผลที่หลอกลวงกันเรื่องพระเจ้าอีกต่อไป
ดังนั้น การต่อสู้ทางความคิดของคณะนิติราษฎร์ในประเด็น ใครคือรัฏฐาธิปัตย์ตัวจริง จึงเป็นตัวอย่างรูปธรรมในเชิงระบบคิดทางกฎหมายที่จะทะลุทะลวงระบบคิดของระบอบอำมาตย์ที่ครอบงำความคิดทางสังคมมายาวนานให้เกิดการพังทลายทั้งระบบได้ และเมื่อนั้นระบอบประชาธิปไตยที่ยอมรับอำนาจของประชาชนที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้นได้จริงบนแผ่นดินไทย
  • คณะนิติราษฎร์เสนอการปฏิวัติเปลี่ยนผ่านสันติ
คณะนิติราษฎร์เป็นกลุ่มนักคิดทางกฎหมายในรั้วมหาวิทยาลัยรวม 7 คน ผู้ไม่มีอาวุธอยู่ในมือ แต่มีอาวุธที่ร้ายแรงที่สุดที่กลุ่มเผด็จการเครื่องมือของระบอบอำมาตยาอธิปไตยไม่กล้าแจ้งความจับกุมเหมือนที่กระทำกับ ส.ส.จตุพร พรหมพันธุ์ และแกนนำ นปช.นั่นคืออาวุธทางสมอง โดยเสนอแนวคิดที่มีพลานุภาพอย่างยิ่งคือ เสนอล้มรัฐประหาร 19 กันยา
,ล้างผลพวงรัฐประหาร และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ และที่กล้าอย่างที่สุดที่จะนำกฎหมายเป็นอาวุธในการสร้างสันติสุขด้วยยุติการกลั่นแกล้งกัน โดยเอาสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือคือ เสนอแก้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ให้ทำตามกลไกของระบบรัฐสภาตามความเห็นชอบของประชาชนด้วยเสียงข้างมากของประชาชนในการทำประชามติ ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับระบบโลกในปัจจุบันที่ถือว่าอำนาจเป็นของประชาชน ดังนั้นหากแนวคิดของคณะนิติราษฎร์กระทำสำเร็จได้ด้วยมติมหาชนก็ย่อมจะต้องถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติสังคมไทยสู่ระบบประชาธิปไตยด้วยสันติวิธีอย่างแท้จริง สมควรแล้วที่ประชาชนจะต้องเชิดชูการเคลื่อนไหวของคณะนิติราษฎร์นี้เสมอด้วยกับการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 โดยเป็นการปฏิวัติใหญ่รอบสองด้วยสันติวิธีตามกระแสวัฒนธรรมใหม่ของโลกในศตวรรษที่ 21 ด้วยเหตุนี้หาดหัวของ Red Power ฉบับนี้จึงมีความชอบธรรมอย่างที่สุดที่จะเรียกกลุ่มอาจารย์หนุ่มผู้กล้าหาญนี้ว่า นิติคณะราษฎร และเรียกอาจารย์วรเจตน์ หัวหน้ากลุ่มว่า วรเจตน์ พนมยงค์ในฐานะทายาททางอุดมการณ์ของ ท่านปรีดี พนมยงค์
  • กระแสมวลชนหนุนเนืองคณะนิติราษฎร์ 
การเคลื่อนไหวปฏิวัติเปลี่ยนผ่านอย่างสันติด้วยการชูธงทางกฎหมายนี้ ได้กลายเป็นสิ่ง
โดนใจประชาชนทั้งประเทศ รวมทั้งในหมู่ข้าราชการ ที่เห็นความเลวร้ายของการไม่ยึดถือกฎกติกาของกฎหมายบ้านเมืองของฝ่ายอำมาตย์แต่ทุกคนพูดไม่ออก ดังนั้นเมื่อคณะนิติราษฎร์จุดคบเพลิงขึ้นท่ามกลางความมืดผู้คนที่เจ็บป่วยเหนื่อยหน่ายและอาเจียนจากการแสวงหาอำนาจโดยไม่ชอบของเหล่าอำมาตย์ที่อ้างสถาบันเบื้องบนเป็นเครื่องมือจึงฮือรวมตัวเข้ามาหาแสงไฟ และแหล่งข่าวยืนยันว่ามีกลุ่มทหารระดับสูงที่ให้การสนับสนุนแนวคิดและแนวทางของคณะนิติราษฎร์เพื่อจะนำพาประชาชนออกจากความทุกข์ระทมของวงจรอุบาทว์เสียที โดยเฉพาะในภาวะวิกฤตการณ์เปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของสังคมไทยที่ใกล้จะถึง อันเป็นความพยายามอย่างยิ่งในการหลีกเลี่ยงการเสียเลือดเนื้อที่ยากจะหลีกเลี่ยง โดยต้องทำการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติด้วยมติมหาชนอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นทางเดียวเท่านั้นก่อนที่จะสายเกินกาล
ดังนั้นภารกิจทางประวัติศาสตร์ของกองกำลังทหารไทยผู้รักประชาธิปไตยในวันนี้จะต้องทำหน้าที่ เพียงแต่ตรึงกำลังเพื่อปกป้องการดำรงอยู่ของระบอบประชาธิปไตยแม้จะมีภาวะครึ่งใบก็ตามทีเพื่อให้ประชาชนเกิดประชามติขึ้น โดยถือเอาเสียงประชาชนส่วนข้างมากเป็นใหญ่นำสู่ประชาธิปไตยสมบูรณ์ในอนาคต
  • พลังหนุนจากต่างประเทศคือคำตอบสำคัญ 
การเปลี่ยนแปลงเป็นสัจธรรมของโลก รัฐที่ไม่ยอมปรับตัวไม่เพียงแต่เป็นอันตรายต่อประชาชนในประเทศแต่เป็นอันตรายต่อการขับเคลื่อนระบบโลกด้วยและด้วยเหตุนี้พลังแห่งระบบโลกจึงเข้ามาหนุนเนื่องการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติในประเทศไทยแม้ประชาชนจะไม่เห็นภาพขององค์การสหประชาชาติมามอบช่อดอกไม้ให้กำลังใจแก่คณะนิติราษฎร์ก็ตาม แต่นัยยะแห่งเหตุผลการที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่

,รัฐบาลแห่งสหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา ได้หนุนเนื่องกระแสอย่างเป็นเอกภาพให้แก้ไขมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาในเรื่องความผิดเกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ รวมตลอดถึงการเดินทางมาให้กำลังใจแก่รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ของนายบันคีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ นางฮิลลารี่ คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงรองประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ย่อมเป็นสัญญาณอันชัดเจนแล้วว่าทิศทางของการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยอย่างสันติวิธีด้วยระบบกฎหมายและมติมหาชนที่ คณะนิติราษฎร์ กำลังขับเคลื่อนอยู่นี้เป็นทิศทางที่ถูกต้องอย่างที่สุดที่ระบอบเผด็จการอำมาตย์ไม่อาจจะปฏิเสธได้ทั้งๆที่อำมาตย์แม้อยากจะทำลายคณะนิติราษฎร์ใจจะขาดก็จะต้องทบทวนแล้วทบทวนอีก,ต้องยับยั้งชั่งใจแล้วยับยั้งชั่งใจอีก เพราะการเดินหมากพลาดครั้งนี้หมายถึงปิดหน้าประวัติศาสตร์ของระบอบอำมาตย์ไทยทันที

  • บทสรุป กระแสต้านมีผลประโยชน์
จากการปรากำตัวของคณะนิติราษฎร์เกิดกระแสหนุนและกระแสต้านอย่างรุนแรง อันเป็นเหตุการณ์ทางธรรมชาติของสภาวะก่อนการเปลี่ยนแปลง แต่ที่น่าสังเกตุคือกระแสการต่อต้านมีลักษณะรุนแรงหยาบคาย ไร้หลักเกณฑ์ และกระแสวงหาผลประโชน์ เพราะในขณะที่คณะราษฎรเสนอแนวคิดทางกฎหมายเพื่อยุติวงจรอุบาทว์ เช่นแนวคิดให้มีผู้ตรวจการกองทัพที่มากตัวแทนประชาชน ซึ่งล้อกับผู้ตรวจการรัฐสภา แต่กระแสของผู้ต่อต้านกลับเบี่ยงเบนกลายเป็นนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาชนกับคณะนิติราษฎร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง และตามมาด้วยการดูถูกดูแคลนคณะนิติราษฎร์อย่างเสียๆหายๆและหาผลประโยชน์จากคนที่เคยกิน้ำล้างท๊อปบู๊ต เช่นคำแถลงของโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ว่า "คณะนิติราษฎร์เป็นนักกฎหมายเศษสวะ" และการขับไล่ให้ออกนอกประเทศของผู้บัญชาการทหารบกแต่ในข่าวต่อต้านด้วยการข่มขู่ก็มีข่าวหาผลประโยชน์ของผู้ข่มขู่แสดงอยู่ในหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันเช่นหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับลงวันที่ 26 มกราคม 2555 พาดหัวว่า "บิ๊กตู่ฉะนิติราษฎร์ดันแก้ ม.112 ต้องรุนแรงกับคนพูดไม่ดี" แต่ข่าวพาดหัวหน้าในกลับเปิดโปงตัวเองว่า "ผบ.ทบ.พ้อ อาวุธล้าสมัยจะขอซื้อใหม่อีก"

คำข่มขู่คณะนิติราษฎร์โดยพันธมิตรลูกสมุนขุนศึกตัวจริง (คนเคยรวยจากการชุมนุม) ออกมาอย่างรุนแรงถึงขั้นเรียกร้องให้ทหารทำการรัฐประหาร ประสานเสียงกับนักการเมืองที่ชอบตั้งรัฐบาลในค่ายทหารว่า การเคลื่อนไหวของคณะนิติราษฎร์จะเป็นชนวนให้เกิดการยึดอำนาจ ซึ่งละครน้ำเน่าวงจรอุบาทว์นี้กำลังกลายเป็นหนังผีโบราณ แม่นาคพระโขนงที่หลอกหลอนหาเงินไม่หยุดหย่อนโดยจะโยนความผิดทั้งหมดให้คณะนิติราษฎร์ ทั้งๆที่รัฐปรหารที่เกิดมาในประวัติศาสตร์ไทยกว่า 20 ครั้ง ก็อ้างเหตุกันสารพันโกหกประชาชนกันทุกครั้งไป ทั้งๆที่ไม่มีคณะนิติราษฎร์มาก่อน ทหารก็ทำกันเป็นปกติ ดังนั้นคลื่นลมทางการเมืองต่างๆทั้งหมดนี้จะเป็นการพิสูจน์คณะนิติราษฎร์เองว่าจะถอยเรือเข้าฝั่งหรือจะใช้แรงลมเหล่านี้ช่วยขับเคลื่อนเรือใบที่ไร้เครื่องจักรกลลัดเลาะไปสู่เป้าหมาย ซึ่เป็นบทศึกษาทางการเมืองในหัวข้อ "การปฏิวัติเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ" ที่น่าติดตามอย่างยิ่ง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น