Sunai Fan Club

Sunai Fan Club
สุนัยแฟนคลับ

วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ส่องประชาธิปไตยไทย - อเมริกา : ฟ้ากับดิน

โดย ส.ส.ดร.สุนัย  จุลพงศธร จาก RED POWER ฉบับที่ 31 เดือนธันวาคม 2555



1. ชีวิตที่ผันแปร

                   ผมจำความได้ว่าชีวิตที่เกี่ยวกับการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของผมเริ่มต้นจากการเป็นนิสิตปีที่ 1 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปสังเกตุการเลือกตั้งที่จังหวัดสุโขทัยเมื่อปี 2513 แต่ 40 กว่าปีผ่านไปชีวิตที่ไม่ได้คาดฝันวันนี้ได้มีโอกาสไปสังเกตุการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่สหรัฐอเมริกาในฐานะตัวแทนของรัฐสภาไทยดูชั่งอัศจรรย์ใจจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไปเห็นการเลือกตั้งของอเมริกาในขณะที่สมองของผมเต็มไปด้วยข้อมูลประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่นักวิชาการไทยแต่มีใจเป็นเผด็จการได้เป่าเสกเวทย์มนต์ครอบงำสังคมไทยมายาวนาน ทำจนคนไทยเข้าใจประชาธิปไตยว่าเป็นระบอบการปกครองของเทวดาบนฟ้าไม่ใช่ระบอบการปกครองของสามัญชนที่อาศัยอยู่บนพื้นดิน ดังนั้น คนไทยจึงเข้าใจระบอบประชาธิปไตยที่เน้นแต่คุณธรรมและจริยธรรมแต่ไม่เน้นนโยบายที่จะเอาภาษีของประชาชนกลับไปสู่คนส่วนใหญ่และเน้นให้ระบบการเลือกตั้งเกิดความศักดิ์สิทธิ์เหมือนศาสนาขยับนิดก็ผิด ขยับหน่อยก็โมฆะและใช้โอกาสแห่งความงุนงงในคุณธรรมอันจอมปลอมนี้ทำการโจมตีนักการเมืองตัวแทนของประชาชนว่าเป็นผู้ขาดคุณธรรมและจริยธรรมแล้วก็ใช้กำลังทหารยึดอำนาจเป็นระยะๆในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และตลอดเวลาของการยึดอำนาจตัดตอนประชาธิปไตยนั้นก็สร้างระบบองค์กรอำนาจของขุนนางที่หลอกลวงว่าเป็นองค์กรอิสระแต่แท้จริงคือองค์กรของระบอบขุนนางขึ้นมาครอบงำระบอบประชาธิปไตยแล้วสุดท้ายเมื่อประชาชนรู้ทันก็ทำการจับกุมและเข่นฆ่าประชาชนที่ออกมาต่อต้านและหลังจากนั้นก็ใช้กลไกศาสนาเรียกร้องให้อภัยต่อกันด้วยเหตุผลที่คุ้นหูว่า เราเป็นคนไทยด้วยกันมีศาสนาเดียวกันและมีพระมหากษัตริย์องค์เดียวกัน แล้วอีกไม่นานก็ฆ่ากันใหม่วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ไม่จบสิ้น มาถึงวันนี้ผมจึงเกิดภาวะตาสว่างว่าทั้งหมดที่คนไทยได้ถูกกรอกหูมาทั้งชีวิตนั้นเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น เพราะแท้จริงแล้วระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบปกครองของสามัญชนคนเดินดินที่มีทั้งผิดและถูกแต่มีสาระสำคัญคือใช้เสียงข้างมากตัดสินเป็นระยะๆและแก้ไขกันไปเรื่อยๆเรียกว่า พัฒนาการ แต่ไม่ใช่ระบอบของสวรรค์ที่ทุกอย่างต้องถูกต้องตามหลักคุณธรรมทางศาสนาในไตรภูมิพระร่วงและหากผิดเมื่อไรก็เป็นบาปตราติดชีวิตไปถึงชาติหน้า ดังนั้นเมื่อมองประชาธิปไตยไทยกับอเมริกาจึงเปรียบได้ว่าประชาธิปไตยไทยเหมือนระบอบบนฟ้าที่ไม่เป็นจริงกับประชาธิปไตยอเมริกาที่เป็นระบอบแห่งความเป็นจริงที่คนเดินดินต้องช่วยกัน

 

2.เลือกประธานาธิบดีทุก 4 ปี ได้วันดีตรงกัน

                   แค่รู้ว่าวันเลือกตั้งประธานาธิบดีของเขาเลือกทุกวันอังคารแรกของเดือนพฤศจิกายนของปีคู่ทุกๆ 4 ปี ซึ่งเลือกมาจะพอ 200 ปีแล้ว ผมก็ได้รู้ทันทีว่าประชาธิปไตยของบ้านเรามีปัญหาแน่ๆ เพราะวันเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาไทยไม่เคยตรงวันเลยตลอด 80 ปี นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมา กรณีนี้ยังไม่นับถึงตลอดระยะเวลา 80 ปีที่มีการฆ่าตัดตอนประชาธิปไตยหรือเรียกให้ทันสมัยแบบองค์การพิทักษ์สยามของ เสธ.อ้าย ว่า การแช่แข็งประชาธิปไตย เป็นระยะๆ โดยไม่มีการเลือกตั้งรวมตลอดถึงระหว่างมีประชาธิปไตยก็ยังบิดเบี้ยวทำเอาใจหายใจคว่ำโดยอำนาจนอกระบบเล่นละครตบตาประชาชนพยายามช่วงชิงอำนาจที่ประชาชนมอบให้กลับคืนไปในทุกวิถีทางก็มีให้เห็นตลอดเวลาในประวิติศาสตร์การเมืองไทย เช่น การเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับโปรดเกล้าให้เป็นนายกฯก็เกิดเหตุการณ์ใจหายใจคว่ำเริ่มตั้งแต่วันแรกของการรับพระบรมราชโองการ ก่อนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีเข้าบริหารประเทศทั้งๆที่ได้รับเลือกตั้งมีเสียงข้างมากในสภาที่มาจากประชาชนแล้วแต่ทุกคนกลับต้องลุ้นว่า เธอ จะได้เป็นนายกฯหรือไม่ เพราะในวันรับพระบรมราชโองการตามกำหนดเป็นวันที่ 5 สิงหาคม 2555 แต่ต้องเลื่อนกำหนดไปเป็นวันที่ 8 สิงหาคม 2555 โดยไม่มีใครที่จะหาความจริงได้ว่าเป็นเพราะอะไร ? ได้แต่เพียงกล่าววิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนาๆรวมถึงประวัติศาสตร์การรอเป็นนายกฯเก้อของ พลอากาศเอกสมบุญ ระหงษ์ ในปี 2535 ทั้งๆที่เป็นหัวหน้าพรรคที่มีเสียงข้างมากในสภา ด้วยเหตุที่รถยนต์ของ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ในฐานะประธานรัฐสภาในขณะนั้นที่นำพระบรมราชโองการผ่านหน้าบ้านพลอากาศเอกสมบุญ ระหงษ์ ไปจอดที่หน้าบ้านนายอานันท์ ปันยารชุน เมื่อข้อมูลทางประวัติศาสตร์เป็นเช่นนี้ก็ยิ่งเห็นชัดว่าระบอบของเรามีปัญหาจริงๆ และเป็นปัญหาสำคัญที่นำประเทศชาติสู่วิกฤติอันเป็นผลมาจากโครงสร้างของระบอบจนเกิดภาวะบิดเบี้ยวต่อความเข้าใจของประชาชนและนำไปสู่ความไม่สงบของบ้านเมืองต่อเนื่องมายาวนาน

                   เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าที่สหรัฐอเมริกานั้นเขามีการเลือกตั้งประธานาธิบดีทุกๆ 4 ปี ตรงวัน ตรงปี กันมานานกว่า 100 ปี แล้วนับตั้งแต่เขามีเลือกตั้งกัน กล่าวคือจะเป็นวันอังคารแรก (หลังจากมีวันจันทร์แรก) ของเดือนพฤศจิกายน (ถ้าวันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นวันอังคารก็จะเป็นอังคารที่สองของเดือนพฤศจิกายน แทน) ของปีคู่ ทุกๆ 4 ปีนับล่วงหน้าไปได้เลย และแม้การปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยของเขาจะมีสะดุดหยุดลงบ้างเป็นธรรมดา เช่น มีการสังหารประธานาธิบดีก็ตาม เขาก็มีระบบทดแทนทันทีโดยไม่ขาดตอน คือจะมีรองประธานาธิบดีคนที่ 1 ขึ้นทำหน้าที่แทนทันที ดังเช่นกรณีการสังหารประธานาธิบดีเคนเนดี เมื่อ 22 พฤศจิกายน 1963 (พ.ศ. 2506) ที่เมืองดัลลัส รัฐเทคซัส และขณะนำศพของประธานาธิบดีเคนเนดีขึ้นเครื่องบินกลับไปทำพิธี ตอนบ่ายของวันตายนั้นรองประธานาธิบดีลินดอน บี.จอห์นสัน  ก็ขึ้นเป็นประธานาธิบดีแทนทันทีโดยเข้ารับหน้าที่และสาบานตนต่อศาลสูงบนเครื่องบินที่บรรทุกศพของประธานาธิบดีเคนเนดีนั้นเอง และอยู่จนครบวาระที่เหลืออยู่ของประธานาธิบดีที่เสียชีวิตแล้วก็เลือกตั้งกันใหม่ตามวันเวลาที่กำหนดไว้
 
 

                   เมื่อฟังผู้รู้มาบรรยายให้ฟังในประเทศไทยในห้องกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรที่เมืองไทยก่อนจะเดินทางไปสังเกตการณ์ที่สหรัฐอเมริกา ผมก็สรุปได้ว่าที่ระบอบประชาธิปไตยของเขามีความมั่นคงและแน่นอนตรงวันเวลาเช่นนี้เป็นเพราะเขาไม่มีอำนาจนอกระบบที่เข้ามาแทรกแซงตัดตอนอำนาจของประชาชนเลย พูดกันให้ตรงไปตรงมาก็คือ ทหารอเมริกันไม่อาจจะขับรถถังออกมายึดอำนาจโดยมีนักวิชาการที่เลวร้ายคอยอธิบายเหตุผลสร้างความชอบธรรมให้แก่การทำลายประชาธิปไตยว่า การขับรถถังออกมานั้นเพื่อสร้างความสงบและเป็นการรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หรือมีการอธิบายด้วยภาษาโกหกที่คุ้นหูว่า เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ไร้คุณธรรมบริหารประเทศด้วยการหาประโยชน์ส่วนตัว เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ในอเมริกาประชาชนเขาเอาทหารตาย รถถังจะกลายเป็นเศษเหล็กภายในพริบตา

                   ผมก็เป็นคนขี้สงสัยเมื่อรู้ว่าอเมริกาไม่มีทหารเสียสติและนักวิชาการขายตัว แต่ก็ยังสงสัยจึงสอบถามผู้รู้ว่า ทำไม ? เขาถึงเลือกตรงวันอังคารและตรงเดือนตลอดเวลานานเป็นร้อยๆปี เช่นนี้ด้วยเล่า ?

                   ก็ได้คำตอบว่าเป็นภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ที่มีมายาวนานเพราะเมื่ออเมริกาเริ่มต้นตั้งเป็นประเทศเมื่อ 200 กว่าปีก่อนเขาก็เป็นประเทศเกษตรกรรม เวลาเลือกตั้งที่สะดวกก็ต้องทำกันในหลังฤดูเก็บเกี่ยวแล้วก็ตกอยู่เดือนพฤศจิกายนที่เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวและเมื่อก่อนการคมนาคมก็ไม่สะดวกจะเดินทางไปเลือกตั้งก็ต้องขี่ม้ากันไปเป็นวัน ก็พอดีที่จะเป็นวันอังคารเพราะ   วันอาทิตย์ทุกคนก็จะเข้าโบสถ์กันเป็นปกติพอ วันจันทร์ ก็เป็นวันเดินทางทั้งวันกว่าจะถึงเมืองที่ลงคะแนนเลือกตั้งก็ค่ำมืดต้องนอนพัก พอรุ่งเช้าวันอังคารก็ลงคะแนนแล้วขี่ม้ากลับบ้าน ดังนั้นเมื่อทำติดต่อกันมานานมันก็ลงตัวทุกๆ   4 ปี ไม่มีขาดตอนก็เลยยาวกันมาอย่างนี้

                   ผู้รู้เขาเล่าให้ฟังอย่างนี้ก็ดูมีเหตุผลดีนะครับ

...............

1 ความคิดเห็น:

  1. ข่าวการโจมตีซีเรียทำให้สังคมอเมริกาตื่นตัว ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว เกิดประเด็นถกเถียงว่ารัฐบาลโอบมาเข้าใจความต้องการของประชาชนหรือไม่ หรือว่าคนอเมริกันต่างหากที่ต้องเข้าใจความเป็นไปของโลกให้มากกว่านี้ หรือว่าแท้ที่จริงแล้วการตัดสินใจของรัฐบาลขึ้นกับหลายปัจจัย คำว่า “เพื่อประชาชน” มีความหมายซับซ้อนกว่าที่คิด
    http://www.chanchaivision.com/2013/09/Democracy-in-America-Debate-over-Syria.html

    ตอบลบ