Sunai Fan Club

Sunai Fan Club
สุนัยแฟนคลับ

วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555

โหวต-ไม่โหวต

ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 10 มิถุนายน 2555
โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพชร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ยังไม่ตัดสินใจว่าจะให้โหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 เมื่อใด

บอกขอเวลาอีกสามวันค่อยตัดสินใจ

ขณะนี้ มี 2 ทางเลือกหลักๆ ที่จะเดินไป

ทางเลือกแรก คือ เดินหน้าโหวตวาระ 3 เลย

โดยมี คำวินิจฉัยของอังการสูงสุด , คำวินิจฉัยของสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา , ความเห็นของนักวิชาการ นักฎหมาย ทั้งในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ทั้งพรรคเพื่อไทยและอื่นๆ ที่ชี้ให้เห็นว่าคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ผูกพันรัฐสภา ขณะเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญอาจดำเนินการขัดรัฐธรรมนูญเสียเอง เป็นกองหนุน

ขณะเดียวกันมวลชนเสื้อแดง , ส.ส.เพื่อไทยกว่า 100 ช่วยกดดันทางการเมือง โดยเข้าชื่อถอดถอนตุลาการ อีกทาง

ซึ่งดูองค์ประกอบแล้วสามารถลงมติวาระที่ 3 ได้ หากจะทำ

แต่ก็เริ่มมีคำถามว่า "แล้วหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร"

คำถามดังกล่าว จึงทำให้ เริ่มมีการพูดถึง ทางเลือกที่สอง ขึ้นมา

นั่นคือ ยืดเวลาการลงมติวาระ 3 ออกไปก่อน

ใช้เวลา ที่ทอดยาวออกไป "ย้อนศร" ให้"ตุลาการรัฐธรรมนูญ" อยู่ภายใต้แรงกดดัน"มหาศาล" เสียเลย

เพราะคำวินิจฉัยที่จะออกมานั้นย่อมมีผลสะเทือนต่อ สถานะของศาลรัฐธรรมนูญอย่างสูง

ยิ่งหากมีข้อโต้แย้ง ข้อสงสัย

"วิกฤตศรัทธา"ก็จะยิ่งโหมกระหน่ำเข้าใส่

คาดการณ์ไม่ถูกว่า "เลวร้าย"ขนาดไหน

อีกเหตุผลหนึ่งของฝ่ายที่ต้องการให้ยืดเวลาออกไป ก็คือ เห็นว่า รัฐบาลและ พรรคเพื่อไทย ไม่จำเป็นต้องเล่นเกมเสี่ยง

ทั้งนี้ นายคำนูน สิทธิสมาน ส.ว. ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ เปิดประเด็นเสี่ยง "รอ" ไว้แล้ว

กล่าวคือหาก มีการเดินหน้า ลงมติวาระ 3 และร่างแก้ไขฯผ่านความเห็นชอบ

รัฐธรรมนูญ มาตรา 150 ระบุว่า ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้า ภายใน ยี่สิบวัน

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่พยายามลอยตัวออกจากปัญหานี้ก็ไม่อาจหลบเลี่ยงความรับผิดชอบได้อีกต่อไป เพราะต้องเป็นผู้ทูลเกล้าฯ

และการทูลเกล้าดังกล่าวคาดว่า จะอยู่ระหว่าง การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญพอดี

ซึ่งตรงนี้เอง อาจมีฝ่ายตรงข้ามหยิบขึ้นมาเป็นประเด็น ว่าเมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังนำขึ้นทูลเกล้าอีก ก็อาจถูกมองว่ากำลังผลักภาระให้องค์พระประมุข ซึ่งจะเป็นประเด็นละเอียดอ่อน

และยิ่งหากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ร่างแก้ไขฯเป็นการล้มล้างการปกครอง ก็จะยิ่งวุ่นวายไปใหญ่

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่อยากให้ประธานรัฐสภา ยืดเวลาการลงมติ วาระที่ 3 ออกไป

เพราะนอกจากลดความเสี่ยงกับการเข้าไปพัวพันประเด็นละเอียดอ่อนแล้ว

ยังทำให้ ศาลรัฐธรรมนูญ จะต้อง แบกภาระอันหนักหน่วงไว้บนบ่าเอง

และต้องทำทุกวิถีทางที่จะไม่ให้ ผู้กระทำหน้าที่ชี้ขาดประเด็นรัฐธรรมนูญ ทำขัดรัฐธรรมนูญเสียเอง

มิเช่นนั้นมาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญ

"รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฏ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันบังคับมิได้"

จะกลายเป็นหอกที่พุ่งเข้าเสียบ "ยอดอก"

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555

"มาร์ค"เทหมดหน้าตัก "ประชาธิปัตย์"สู้ตาย สัญญาณควัน"รัฐประหาร"

จาก มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 8-14 มิถุนายน 2555


ถึงวันนี้ต้องถือว่าพรรคประชาธิปัตย์ ทุ่มหมดหน้าตักจริงๆ

ไม่ว่าจะเป็น "เกมในสภา" หรือ "เกมนอกสภา"

การขึ้นไปบนที่นั่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ดึงแขน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาของ นายอภิชาติ แพ่งสภา ส.ส.เพชรบุรี ถือเป็นภาพที่น่าตกใจแล้ว

การลากเก้าอี้ประธานสภาของ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม ยิ่งน่าตกใจยิ่งกว่า

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น หลายคนเชื่อว่าเป็น "อุบัติเหตุ" ที่เกิดจากอารมณ์ของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์

แต่เมื่อเข้าวันที่ 2 ทันทีที่ นายสมศักดิ์ พยายามตัดบทเข้าสู่การลงมติ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ต่างเดินเข้ามาด้านหน้าและตะโกนประท้วงนายสมศักดิ์

ก่อนที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก จะขว้างระเบียบการประชุมสภาใส่นายสมศักดิ์

และตามด้วยแฟ้มการประชุม

คนในแวดวงการเมืองเริ่มตั้งคำถามขึ้นมาทันที เพราะพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยใช้สโลแกนในการหาเสียงว่า "เราเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา" ไม่น่าจะเล่นเกมนี้

วันแรกที่ลงมืออาจมาจาก "อารมณ์" แต่เมื่อซ้ำอีกครั้งในวันที่สอง ด้วยท่าทีที่ "เถื่อน" และ "ดิบ" โดยไม่มี "ผู้ใหญ่" ในพรรคตำหนิหรือปรามลูกพรรค

คนจำนวนไม่น้อยจึงตั้งข้อสังเกตว่าพรรคประชาธิปัตย์ตั้งใจ

ตั้งใจทำให้อุณหภูมิสภาเดือด

เพราะเมื่อประสานกับ "ม็อบพันธมิตร" ที่อยู่นอกสภา อุณหภูมิการเมืองก็ร้อนฉ่าขึ้นมาทันที

และเมื่อการประชุมเรื่อง พ.ร.บ.ปรองดอง สิ้นสุดลง หลังจาก "ม็อบพันธมิตร" ล้อมสภา จน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ไม่สามารถเข้าประชุมได้

แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ประกาศทันที ว่าพร้อมจะสู้ทั้งในสภา และนอกสภา

การเปิดเวทีปราศรัยในวันที่ 2 มิถุนายน ที่ลานคนเมือง หน้ากรุงเทพมหานคร ประชันกับเวที "ความจริงวันนี้" ของ "คนเสื้อแดง" ที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี

ด้านหนึ่ง คือ การประกาศว่า "ประชาธิปัตย์" เปิดเวทีนอกสภา สู้กับ "คนเสื้อแดง" ของพรรคเพื่อไทยแล้ว

ยิ่งแจกผ้าโพกหัว "สายล่อฟ้า" กับมวลชนที่มาชุมนุม ยิ่งแสดงว่าพรรคประชาธิปัตย์ เอาจริง

แต่อีกด้านหนึ่ง ถูกมองว่าพรรคประชาธิปัตย์เล่นเกมนอกสภา แบบ "แทงกั๊ก" คือ ไม่เล่นแรงเหมือน "คนเสื้อแดง" และ "ม็อบพันธมิตร"

แต่เป็นการสร้างกระแสมวลชนขึ้นมา ก่อนส่งมอบให้ "พันธมิตร" และกลุ่มเสื้อหลากสี

เพราะหลังจากการชุมนุมในวันนั้น "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ออกมาโพสต์ข้อความแสดงความขอบคุณกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มเสื้อหลากสี

เป็นการเปิดทางสานไมตรีหลังจากเคยเปิดศึกกันแบบสาดเสียเทเสียเมื่อครั้ง "ประชาธิปัตย์" เป็นรัฐบาล

แต่วันนี้ เมื่อมี "ศัตรูร่วม" คือ "ทักษิณ ชินวัตร"

ทุกฝ่ายจึงเดินยุทธศาสตร์ "รักษาจุดร่วม-สงวนจุดต่าง"

กลืนน้ำลายที่เคยด่าประจานกัน มาจับมือร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง

เป็นภาพที่ไม่ต่างจาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่เสนอ พ.ร.บ.ปรองดอง นิรโทษกรรมให้กับ "ทักษิณ"



ด้วยประวัติศาสตร์การเมืองที่ไม่นานจนคนลืม ทำให้คนหวนระลึกถึงประวัติศาสตร์การเมือง 2 ช่วงเวลา

ครั้งหนึ่ง คือ ช่วงท้ายรัฐบาล "ทักษิณ"

เมื่อ "ม็อบพันธมิตร" ก่อตัวขึ้น และขยายมวลชนได้อย่างรวดเร็ว จนในที่สุด "ทักษิณ" ตัดสินใจยุบสภา

พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทำให้การเมืองเดินมาสู่ "จุดอับ"

ก่อนที่ "ตุลาการภิวัฒน์" จะเริ่มทำงาน

และตามมาด้วยการรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549

ครั้งที่สอง ในช่วงรัฐบาล "สมัคร สุนทรเวช" ต่อเนื่องถึง "สมชาย วงศ์สวัสดิ์"

เมื่อ "ม็อบพันธมิตร" ก่อตัวอีกครั้ง และกระบวนการตุลาการภิวัฒน์จัดการ "สมัคร" พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ด้วยข้อหาทำกับข้าวออกทีวี

และตามมาด้วยการยุบพรรคพลังประชาชน ทำให้นายสมชายหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

เมื่อเกิดสุญญากาศทางการเมือง ทหารก็เดินเกมจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร

เกมนี้มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการฟอร์มคณะรัฐมนตรี

การประสานระหว่าง "ม็อบ-พรรคการเมือง-ตุลาการภิวัฒน์" และ "กองทัพ" กลายเป็นเครือข่ายล้มรัฐบาลพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชนถึง 2 ครั้ง

ดังนั้น เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ขยับตัวเล่นเกมแรงในสภา และออกมาต่อยอดนอกสภา ทั้งชุมนุมที่ลานคนเมือง ถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมช่อง "บลูสกาย"

และติดป้ายโจมตีพรรคเพื่อไทยทั่วกรุง

ในขณะที่ "ม็อบพันธมิตร" กลับมาอีกครั้ง ตามด้วยกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ ผ่านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่พยายามหยุดยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3

แม้วันนี้ยังไม่มีเงาของ "กองทัพ" ออกมา

แต่สัญญาณควันเช่นนี้เอง จึงทำให้ นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำเสื้อแดงออกมาเล่นเกม "โยนก้อนหินถามทาง"

นายก่อแก้ว ปูดข่าวว่ามีการประสานงานมวลชนของกลุ่มพันธมิตร พรรคประชาธิปัตย์ และต่อสายไปยังนายทหารระดับสูงของกองทัพบก แต่ไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก

นอกจากนั้น ยังมีการล็อบบี้พรรคร่วมรัฐบาล และกลุ่ม ส.ว. ให้ร่วมสนับสนุนการตั้งรัฐบาลเทพประทาน ภาค 2 โดยมีคนของพรรคประชาธิปัตย์ อักษรย่อ "ส." เป็นผู้เดินเกม

จริงหรือไม่จริง ไม่รู้

แต่ "จินตนาการ" ดังกล่าว ก็ส่งต่อความรับรู้ไปสู่มวลชนแล้ว

ถ้าเกิดขึ้นจริงเมื่อไร ก็แสดงว่ามีการวางแผนไว้ล่วงหน้า



แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องไม่ลืม ก็คือ ทุกฝ่ายต่างมี "บทเรียน" จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

น.ส.ยิ่งลักษณ์ และแกนนำตัวจริงของพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่ จึงไม่มีใครดำรงตำแหน่ง "กรรมการบริหารพรรค"

เพราะรู้ว่าเกมยุบพรรคอาจเกิดขึ้นได้ผ่านกระบวนการตุลาการภิวัฒน์

ที่สำคัญ กลุ่มคนเสื้อแดงนั้นเติบใหญ่กว่าเดิมมาก ในขณะที่กลุ่มพันธมิตรลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด

แม้แต่การชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันก่อน ถึงจะมากกว่าตอนประท้วงเรื่องเขาพระวิหาร แต่ก็ไม่ได้แน่นหนาเหมือนในอดีต

ยิ่งเมื่อเทียบเคียงกับ "คนเสื้อแดง" แล้ว ห่างกันมาก

ในขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมว่าคำว่า "สองมาตรฐาน" จุดติดขึ้นมาแล้ว ปรากฏการณ์นี้ย่อมแสดงว่าความขลังของ "ตุลาการภิวัฒน์" ลดต่ำลงเมื่อเทียบกับ 4-5 ปีที่ผ่านมา

นี่คือ ความเป็นจริงของวันนี้

การเดินเกมของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ แม้จะมี "ตัวช่วย" มากมาย แต่ในมุมหนึ่ง คือการเดิมพันหมดหน้าตักของพรรคการเมืองที่ นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรค เคยบอกว่ามีจุดขายสำคัญ คือ การต่อต้านเผด็จการทหาร

และมีสโลแกน ว่า "เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา"

เดิมพันครั้งนี้สูงจริงๆ

วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2555

รัฐธรรมนูญแฝง (Hidden Constitution)

โดย คณิน บุญสุวรรณ
ที่มา:มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 8 มิถุนายน 2555


นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 เป็นต้นมา จนจะเข้า 80 ปี เข้านี่แล้ว ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญใช้บังคับถึง 18 ฉบับ ทุกฉบับได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร (Written constitution) ซึ่งแตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญแห่งสหราชอาณาจักร ที่เรียกกันว่ารัฐธรรมนูญจารีตประเพณี แต่เพราะความที่ของอังกฤษเขาไม่ได้รวบรวมรัฐธรรมนูญไว้เป็นเล่มเดียวกัน คนก็เลยเข้าใจว่าของเขาเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร (Unwritten Constitution) แท้ที่จริงก็เป็นลายลักษณ์อักษรทั้งสิ้น เพียงแต่ลายลักษณ์อักษรเหล่านั้นอยู่กระจัดกระจาย ไม่ได้รวบรวมไว้เป็นเอกสารเล่มเดียวกัน นอกจากนั้นก็มีบ้างซึ่งเป็นจารีตประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนาน

สำหรับในประเทศไทยนั้น ถึงแม้จะได้ชื่อว่ามีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรก็ตาม แต่บ่อยครั้งทีเดียวจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน กลับมีค่าบังคับต่ำกว่าอำนาจหรือสิ่งที่เคลื่อนไหวหรือขับเคลื่อนอยู่นอกรัฐธรรมนูญ

เป็นต้นว่า การรัฐประหาร กฎหมายพิเศษ และคำพิพากษาศาลฎีกา รวมทั้งความเชื่อบางอย่างที่เป็นจารีตประเพณี แต่ไม่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยามที่มีการรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งลงไป

ตัวอย่างที่พบเห็นกันบ่อยๆ ในระบบการเมืองของไทย คือ ถึงแม้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรจะระบุไว้ชัดว่า การรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญและล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยใช้การปฏิวัติรัฐประหารเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม

คำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งวางเป็นบรรทัดฐานมาตลอด จนอาจถือได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีไปแล้ว ชี้ขาดว่า ถ้าทำรัฐประหารสำเร็จยืดอำนาจได้ ถือว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ดังนั้น จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย

ด้วยเหตุนี้ จึงกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาตลอดว่าถึงแม้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรจะบัญญัติว่าการรัฐประหารเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 บัญญัติรองรับไว้ ว่า เป็นความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตก็ตาม แต่ศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุดของประเทศ ได้ชี้ขาดแล้วว่า การทำรัฐประหารสำเร็จถือว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์

ถึงแม้จะมีผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งเป็นองค์คณะบางท่าน มีความเห็นแย้ง และปฏิเสธสถานะของการรัฐประหาร กล่าวคือ ไม่ยอมรับว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรม และไม่ยอมรับค่าบังคับของประกาศและคำสั่งต่างๆ ที่มาจากการรัฐประหาร แต่ก็เป็นเพียงคำวินิจฉัยของฝ่ายข้างน้อย ซึ่งไม่มีผลอะไรกับการรับรองสถานะของการรัฐประหาร ซึ่งก็หมายความว่าคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญจารีตประเพณี หรือรัฐธรรมนูญแฝงนั้น มีค่าบังคับมากกว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร และได้ชื่อว่าเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

นอกจากนั้น ในขณะที่รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร บัญญัติสิทธิของอาญาของบุคคลไว้ 5 ข้อคือ

1.ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาไม่มีความผิด

ก่อนมีพิพากษาอันถึงที่สุดว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้

2.บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย

3.ผู้ต้องหารือจำเลยในคดีอาญา มีสิทธิในการได้รับการประกันตัวชั่วคราว รวมทั้งสิทธิในการได้รับการสอบสวนอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม และการไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง

4.ในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม โอกาสในการต่อสู้อย่างเพียงพอ และการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

และ 5.ในกระบวนการพิจารณาคดี อย่างน้อยต้องมีหลักประกันการได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย

แต่รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรที่ยกมาเป็นตัวอย่างข้างต้น ก็ต้องชิดซ้ายไปตามระเบียบ เมื่อเผชิญกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า คือ กระบวนการยุติธรรมตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นเพียงกฎหมายลูก แต่ก็ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีได้ เพราะเชื่อและยอมรับกันมาอย่างนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิจารณาคดีโดยไม่เปิดเผย การที่จำเลยต้องถูกนำตัวไปให้การ ณ สถานที่ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลที่โจทก์หรือพยานโจทก์มีภูมิลำเนา

และที่สำคัญที่สุด คือไม่อนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราว โดยอ้างเหตุผลซ้ำๆ กันทุกครั้งว่า ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราว เพราะเป็นคดีอาญาที่มีโทษร้ายแรง เกรงผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี นอกจากนั้น ยังเป็นคดีที่กระทบกระเทือนความรู้สึกของคนไทยที่จงรักภักดี

ในขณะที่รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรระบุไว้ชัดว่า กองทัพมีหน้าที่พิทักษ์รักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ในรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีนั้น เชื่อกันว่า เมื่อใดก็ตามที่ผู้นำกองทัพนำกองทัพเข้าข่มขู่คุกคามนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาล หรือก่อการรัฐประหารยึดอำนาจได้สำเร็จ ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง

พูดง่ายๆ คือ คนที่สมควรต้องตกเป็นจำเลยในข้อหากบฏ กลับพลิกตัวมาเป็นหัวหน้าโจทก์ในขณะที่ผู้เสียหายจากการถูกปฏิวัติกลับต้องตกเป็นจำเลย และนี่คือ รัฐธรรมนูญจารีตประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติและยอมรับกันมาช้านาน ตลอดประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของประเทศไทย

และที่แปลกประหลาดที่สุด คือ เป็นรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีที่มีศักดิ์หรือค่าบังคับเหนือกว่ารัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรทั้งปวง

สุดท้าย ในขณะที่รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรระบุไว้ชัดว่า ผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดในการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศ คือ นายกรัฐมนตรี แต่รัฐธรรมนูญจารีตประเพณีที่แฝงอยู่ในรูปของกฎหมายพิเศษบางอย่าง เช่น พระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ และพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในอดีต พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในปัจจุบัน กลับไม่เป็นอย่างนั้น

หรืออย่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ก็ระบุไว้ชัดเจนเหมือนกันว่า คนที่มีอำนาจมากกว่านายกรัฐมนตรี คือ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ

คิดดูง่ายๆ คนระดับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับนายพลขึ้นไป อย่างนี้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรที่มีอยู่จะมีความหมายอะไร?

บทบาท ตุลาการ เหาะเหินเกิน "ลงกา" เกินรัฐธรรมนูญ

จากมติชนออนไลน์
เห็นอาการของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนับแต่ได้ออกคำสั่งให้ชะลอการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนเป็นต้นมาแล้ว

บังเกิดนัยประหวัดถึง "รามเกียรติ์"

เป็นรามเกียรติ์อันเป็นพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 ซึ่ง ดร.ศักดิ์ศรี แย้มนัดดา ศาสตราจารย์พิเศษแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนำเอาตอนหนึ่งมาเล่าอย่างย่นย่อ

ผ่านหนังสือ สำนวนไทยที่มาจากวรรณคดี

เมื่อพระรามเดินทัพวานรจากเมืองขีดขินของสุครีพติดตามหานางสีดาที่ทศกัณฐ์เจ้ากรุงลงกาลักพาไป

กองทัพพระรามเดินทางมาถึงตอนใต้ของแผ่นดินใหญ่ริมฝั่งมหาสมุทร แต่ยังหาทางไปไม่ได้เพราะลงกาเป็นเกาะที่อยู่ไกลมาก พระรามจึงสั่งให้ทหารเอกทั้ง 3 คือ องคต ชมพูพาน และหนุมาน ไปสืบหาที่ตั้งของเกาะลงกา

ทั้ง 3 พญาวานรได้พบพญานกสัมพาทีที่ภูเขาเหมติรัน พญานกสัมพาทีพา 3 วานรบินเร่ร่อนไปในมหาสมุทรและไปจับที่เขาคันธสิงขรแล้วแนะหนทางว่า

ครั้นถึงเขาคันธสิงขร ก็ราร่อนชี้บอกราชฐาน โน่นแน่ลงกากรุงมาร เป็นประธานในกลางสมุทรไท ดังหนึ่งจอกน้อยลอยอยู่ แลหาดูใคร่เห็นไม่ ท่ามกลางนิเวศเวียงชัย มีเขาหนึ่งใหญ่มหึมา

เป็นหลักลงกาทวีปอสุรินทร์ ชื่อนิลกาลาภูผา ท่านจงสำคัญให้มั่นตา นั่นคือลงกาธานี

คำชี้แนะของพญานกสัมพาทีมีความสำคัญ เพราะได้เน้นอย่างหนักแน่นว่า "เป็นหลักลงกาทวีปอสุรินทร์ ชื่อนิลกาลาภูผา ท่านจงสำคัญให้มั่นตา

นั่นคือ "ลงกา" ธานี

เมื่อกำหนดทิศทางเมืองลงกาแน่นอนแล้ว พญานกสัมพาทีก็พา 3 วานรกลับมาส่งที่ภูเขาเหิมติรัน

จากนี้หนุมานก็ทิ้งองคตกับชมพูพานไว้ที่นั่น

ตัวเองเหาะไปลงกาแต่ลำพัง ปรากฏว่า ไปผิดทางจนไปพบพระนารทฤๅษีซึ่งตั้งสำนักอยู่ที่เขาโสฬส

ลอยลิ่วปลิวมาตามลมกรด ตกถึงโสฬสเขาใหญ่

เกินเมืองลงกาลงไป หมายใจว่านิลคีรี

พระนารทฤๅษีชี้ทางให้เหาะย้อนกลับไปและให้สังเกตภูเขานิลกาลาคีรีซึ่งสูงเยี่ยมเหมือนภูเขาจักรวาลตั้งอยู่เป็นหลักกรุงลงกา

หนุมานก็เดินทางไปสู่เกาะลงกาสมความปรารถนาและได้พบนางสีดาในที่สุด

แม้ในเบื้องต้น หนุมานจะเหาะเกินกรุงลงกา แต่เมื่อพระนารทฤๅษีชี้ทางให้ก็สามารถย้อนกลับไปได้และได้พบนางสีดาตามเป้าหมายอันกำหนดไว้เดิม

ดร.ศักดิ์ศรี แย้มนัดดา ศาสตราจารย์พิเศษแห่งคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายเอาไว้ว่า

เหาะเกินลงกา หมายความว่า ทำเกินคำสั่งหรือเกินต้องการ

พร้อมกับยกตัวอย่างเช่น คนไหนได้คำสั่งให้ทำอะไรแต่ทำเกินที่ต้องการ ผู้เป็นนายหรือผู้ออกคำสั่งมักจะตำหนิลอยๆ ว่า

"ใช้ให้ทำอะไรก็เหาะเกินลงกาทุกที"

ประเด็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่น่าจะทำตามคำสั่งของใคร หากแต่ทำไปตาม "คำร้อง"

ถามว่า "ลงกา" ในเรื่องนี้อยู่ที่ไหน

คำตอบ 1 เมื่อคำร้องเน้นไปยังกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องเป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญ

คำตอบ 1 เมื่อร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องเป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญ

ข้อสงสัยอันตามมาก็คือ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทำ "เกิน" กว่าที่รัฐธรรมนูญมอบหมายหน้าที่ให้ แทนที่จะยึดตามกฎหมายรัฐธรรมนูญกลับไปอาศัยประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง แทนที่จะยึดหลักนิติศาสตร์กลับยึดแนวทางรัฐศาสตร์

จึงสะท้อนอาการเหาะเกินลงกาเช่นเดียวกับหนุมาน

การเหาะเกินลงกาของหนุมานเมื่อรู้ตัวและได้รับการชี้ทางจากพระนารทฤๅษีก็สามารถน้อยกลับได้

คำถามก็คือ เมื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกคำสั่งเกินอำนาจของตนเองที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้และได้รับคำทักท้วงจากรอบทิศหลายทางว่าที่ทำไปไม่ชอบด้วยหลักกฎหมาย

ปมเงื่อนอยู่ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะเชื่อเหมือนหนุมานเชื่อพระนารทฤๅษีหรือไม่

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1339134684&grpid=01&catid=&subcatid=

วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เกม"แก้ รธน.291" สภาชน"ศาลรัฐธรรมนูญ" เกมค่ายกล′ยุบพรรค′?

จากมติชนออนไลน์

และแล้วร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 291 ก็นำศาลรัฐธรรมนูญกับรัฐสภามาเผชิญหน้ากัน

เหตุเกิดเมื่อศาลรัฐธรรมนูญ สั่งให้รัฐสภาชะลอการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3

เพื่อรอการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดังที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคหนึ่ง หรือไม่

ขณะที่รัฐสภา โดยนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนฯ แย้งว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจสั่งการฝ่ายนิติบัญญัติ

และการรับเรื่องเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ข้ามขั้นตอน มิได้ยื่นผ่านอัยการสูงสุด ซึ่งจะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนจะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ

คำถามคือ เรื่องนี้จะไปยุติ ณ ตรงจุดไหน

สำหรับศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีมติ 7-1 รับเรื่องไว้พิจารณา มีท่าทีเป็นเอกภาพอย่างยิ่ง

ทั้งนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาล นายจรัญ ภักดีธนากุล และนายบุญส่ง กุลบุปผา ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า การยื่นเรื่องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ สามารถกระทำได้

แม้ในเว็บไซต์ของศาลรัฐธรรมนูญเองได้กำหนดวิธีการว่า ให้ยื่นต่ออัยการสูงสุดก็ตาม

เมื่อเป็นเช่นนี้ คาดหมายได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเดินหน้าทำการไต่สวนตามกำหนดนัด จากนั้นจะมี "คำสั่ง" อย่างใดอย่างหนึ่ง

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ "คำสั่ง" นี้เอง

อาจจะพิจารณาแล้วไม่มีมูล อาจสั่งยกเรื่อง ดังที่นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ได้กล่าวไว้ นั่นย่อมเป็น "ข่าวดี" ของผู้ผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ขณะที่มาตรา 68 วรรคสามและสี่ กำหนดไว้อย่างเข้มข้นว่า หากพบว่ามีการกระทำตามข้อกล่าวหา นอกจากจะสั่งการไปยัง "บุคคล" หรือ "พรรคการเมือง" ให้เลิกกระทำการดังกล่าวแล้ว

ยังอาจสั่งยุบพรรคการเมือง และตัดสิทธิทางการเมืองหัวหน้าพรรคเป็นเวลา 5 ปีอีกด้วย

แม้จะเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับศาลรัฐธรรมนูญ

แต่เมื่อมาตรา 68 เอ่ยถึง "บุคคล" และ "พรรคการเมือง" ก็เป็นเรื่องยากที่พรรคเพื่อไทยจะรักษาอาการนิ่งเฉย

พรรคเพื่อไทยถูกยุบมาแล้ว 2 ครั้ง ในนามพรรคไทยรักไทย และในนามพรรคพลังประชาชน

จึงตั้งการ์ดสูงเตรียมพร้อมเอาไว้ตลอด แม้ขณะนี้ ก็มีการจดทะเบียนพรรคสำรองไว้ในชื่อ "พรรคเพื่อธรรม"

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ ตีความมาตรา 68 เช่นนั้น ประธานรัฐสภาจึงเหลือทางเลือกไม่มากนัก

ทางหนึ่ง อาจยุติกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ก่อน เพื่อรอคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ

ทางหนึ่ง เดินหน้าเรียกประชุมรัฐสภา เพื่อลงมติในวาระ 3

อีกทางหนึ่ง รอการดำเนินการในกระบวนการยื่นถอดถอน ตามมาตรา 270-271 ของรัฐธรรมนูญ

สำหรับกระแสการเคลื่อนไหวถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีการดาวน์โหลดแบบฟอร์มยื่นถอดถอน ในเว็บไซต์ของคนเสื้อแเดง

ส่วนนายประสพ บุษราคัม ประธานคณะกรรมการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน สภาผู้แทนฯ ก็เรียกร้องให้ ส.ส.ยื่นถอดถอนแทนภาคประชาชน เพื่อลดค่าใช้จ่ายของประชาชน

ณ เวลานี้ ยังไม่มีใครกล่าวถึงการ "ถอย"

แต่หากทุกฝ่ายพร้อมใจกันเดินหน้า จะเป็นอีกฉากของความยุ่งยากทางการเมือง

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ใครจะได้ประโยชน์จากความยุ่งยากนี้

วันอังคารที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2555

RED POWER วิเคราะห์ชัด ขบวนรถไฟอำนาจชนกัน..ที่สถานีจตุพร

"จาตุรนต์" ชี้อำนาจ ศาล รธน. ไร้อำนาจขวางแก้ รธน. ตอกย้ำวิเคราะห์ของ RED Power เข้าตาจริงๆ

"จาตุรนต์" จวก "ชนชั้นนำไม่ยอมให้ปรองดอง-การรัฐประหารเริ่มต้นแล้ว"

(วันที่ 3 มิถุนายน 2555, go6tv) ที่โรงแรมอมารีเอเทรียม ถนนเพชรบุรี นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถลงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้สภาผู้แทนราษฎร ระงับการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291


นายจาตุรนต์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการแถลงครั้งแรกหลังได้รับสิทธิพลเมืองกลับคืนมา และรู้สึกว่าการเมืองต้อนรับแบบดุเดือดพอสมควร ในฐานะพลเมืองชั้นสอง ไม่มีสิทธิเป็นคนมา 5 ปี ขณะนี้ มีสิทธิได้เท่ากับพลเมืองทั่วประเทศ แต่พบว่าสิทธิประชาชนทั่วประเทศ กำลังถูกปล้นไปอีกครั้ง

“ขณะนี้มีข่าวลือว่าจะมีการรัฐประหาร ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องทำรัฐประหาร โดยผู้นำกองทัพ เพราะ จริงๆ แล้วเกิดรัฐประหาร โดยตุลาการภิวัฒน์ขึ้นแล้ว ฉะนั้น ใครคิดต่อต้าน รัฐประหาร โดยคิดว่า ต้องระวังกระทั่งเกิดการรัฐประหารแล้วค่อยออกมาต่อต้าน ก็ขอให้เข้าใจว่า การรัฐประหารได้เริ่มขึ้นแล้ว ฉะนั้นการต่อต้านควรจะกระทำได้แล้ว” นายจาตุรนต์กล่าว


นายจาตุรนต์ กล่าวตอนหนึ่งว่า คาดอยู่แล้วตั้งแต่ต้นว่า ชนชั้นนำคงไม่ยอมให้แก้รัฐธรรมนูญนี้อย่างง่ายๆ แต่นึกไม่ออกว่าจะใช้วิธีไหน ตอนแรกคิดว่า รอให้ผ่านวาระ 3 ไปก่อน แล้วค่อยไปยื่นให้ศาลตีความ แต่ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจวินิจฉัย เมื่อร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จ จึงมาใช้ช่องทางรัฐธรรมนูญมาตรา 68 จริงๆ ไม่ใช่ช่องทางที่ใช้ได้เลย แต่เมื่อกล้าใช้ช่องนี้แสดงว่าต้องกล้าล้ม


เมื่อถามว่า ชนชั้นนำ หมายถึงคนกลุ่มใด นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ชนชั้นนำ ก็คือชนชั้นนำ คือคนที่ยังมีอำนาจทั้งหลาย หรือคนที่ยังมีอำนาจแฝงอยู่ตามรัฐธรรมนูญนี้ คนที่คิดจะล้มอำนาจรัฐบาลที่มาจากประชาชน เหมือนเคยล้มรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ล้มรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พอคราวนี้จะแก้รัฐธรรมนูญโดยสภา ก็คิดจะล้ม เรื่องนี้ อาจจะนำไปสู่การยุบพรรครอบใหม่อะไรอีกสารพัด ก็เป็นได้ ทั้งๆ ที่กระบวนการทุกอยย่างดำเนินตามรัฐธรรมนูญ จึงถือว่า เป็นการกระทำที่ร้ายแรงมาก


เมื่อถามว่า รัฐบาลนี้ ถูกหลอกเกี่ยวกับการปรองดองหรือไม่ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า รัฐบาลเองคงไม่ได้โดนหลอกอะไร เพราะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับกระบวนการทั้งหลาย แต่นี่แสดงให้เห็นว่า ไม่มีความพยายามที่จะปรองดองใดๆ เลยจากชนชั้นนำในประเทศนี้ มีแต่พยายามรักษา อำนาจตัวเองไว้และมีแต่จะทำลายกระบวนการที่จะทำให้บ้านเมือง เป็นประชาธิปไตยทุกวิถีทาง ชัดเจน โดยไม่คำนึงถึงวิกฤตใดๆที่จะตามมาถือเป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวอย่างยิ่งของกระบวนการนี้



ขบวนรถไฟอำนาจชนกัน..ที่สถานีจตุพร

วิจัย ใจภักดี

ข่าวเจาะลึก จาก RED POWER เล่มที่ 17 วันที่ 1 สิงหาคม 2554



การพังทลายของโครงสร้างระบอบการปกครองในรอยต่อของระบอบศักดินาสู่ยุคประชาธิปไตยของทุกรัฐล้วนแล้วแต่มีปัจจัยสำคัญที่เหมือนกันคือ ผู้มีอำนาจมองไม่เห็นพลังแห่งพัฒนาการของสิ่งที่เรียกว่า “ความตื่นตัวของประชาชน”

            แม้มีบทเรียนให้เห็นแล้ว ผู้มีอำนาจก็ยังมองไม่เห็น

          ไม่เพียงแต่มองไม่เห็นแต่ยังไม่เชื่อด้วยว่าระบอบอำนาจที่พระเจ้าประทานให้แก่กษัตริย์จะพังทลายได้ด้วยฝีมือของพลังแห่งคนจนที่เขาดูถูกว่าเป็นคนโง่

          การพังทลายของราชวงศ์บูร์บลองในฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1789 พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารีอังตัวเนต มองไม่เห็นผลสะเทือนของสงครามกลางเมืองในอังกฤษที่อยู่ใกล้กันระหว่าง พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 กับสามัญชนครอมเวลล์ ที่ก่อตัวตั้งแต่ต้นทศวรรษ ค.ศ.1640

          การต่อสู้ที่ยาวนานระหว่างแนวคิดกษัตริย์นิยมกับสาธารณรัฐนิยม เกือบหนึ่งศตวรรษที่เริ่มจากการปฏิวัติในฝรั่งเศสจาก ค.ศ. 1789 ขยายตัวไปทั้งภาคพื้นยุโรป แต่กลับมิได้ให้บทเรียนแก่ราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่ของโลกอย่างราชวงศ์ชิงในจีนและราชวงศ์โรมานอฟในรัสเซียเลย จึงเกิดการพังทลายของทั้ง 2 ราชวงศ์ในปี ค.ศ.1912 และค.ศ.1917 ไล่ถัดกันมา

200 กว่าปีนับแต่การปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศสได้เกิดการปรับตัวของระบอบ

กษัตริย์นิยมทั่วทั้งยุโรปแล้วนำรัฐทั้งหมดของภาคพื้นยุโรปและอเมริกาเข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐนิยมและระบอบรัฐสภานิยมที่กษัตริย์กับประชาชนอยู่ร่วมกันได้

          แม้จะย่างเข้าศตวรรษที่ 20 แล้วแต่ก็กลับมิได้ให้บทเรียนแก่ราชวงศ์อียิปต์,อิหร่าน,เอธิโอเปีย แล่ล่าสุดคือเนปาล เลยจึงได้เกิดการพังทลายของราชวงศ์ดังที่กล่าวมานี้อีก

เป็นที่น่าสังเกตว่านับแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ก่อนก้าวขึ้นศตวรรษที่ 20 ชาร์ลส์ ดาร์วิน ได้ให้กำเนินทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตได้ส่งผลสะเทือนต่อแนวคิดทางวิชาการทางการเมืองอย่างมาก เกิดวิชาการวิจัยที่ทำให้มนุษย์สามารถทำนายความต้องการของมนุษย์มหาชนได้อย่างแม่นยำที่รู้จักกันในนาม “การทำโพล” จึงเกิดการเรียนรู้ทฤษฎีวิวัฒนาการทางการเมืองอย่างเช่นทุกวันนี้ แต่ทำไมในศตวรรษที่ 20 เป็นศตวรรษแห่งความเจริญทางวิชาการแล้วจึงไม่สามารถเตือนภัยให้ระบอบกษัตริย์ในอียิปต์, อิหร่าน, เอธิโอเปีย และเนปาลให้เกิดการปรับตัวเพื่อจะดำรงรักษาฐานะแห่งระบอบอำนาจราชวงศ์ได้ต่อไปอีก



คำตอบที่สำคัญคือผลประโยชน์

ไม่ใช่เพียงแต่ผลประโยชน์ของราชวงศ์ที่เป็นอุปสรรคหากแต่เป็นผลประโยชน์ของเหล่าขุนนางที่อยู่รายล้อมพระองค์ที่ก่อตัวกันขึ้นกลายเป็นระบอบขุนนางที่เข้มแข็งห่างเหินประชาชนและพัฒนาสู่ความเน่าเฟะ โดยทำหน้าที่พิทักษ์อำนาจของตนด้วยการปิดกั้นข้อมูลความทุกข์ร้อนของประชาชนไม่ให้เข้าสู่พระเนตรพระกรรณของราชวงศ์

ความเป็นจริงแห่งวิวัฒนาการของโลกในหลายประเทศควรอย่างยิ่งที่จะได้นำมาเป็นบทเรียนของการจัดระเบียบในสังคมไทยเพื่อดำรงรักษาพระบารมีพระมหากษัตริย์เจ้าให้ยืนยาวตราบนานเท่านานด้วยคลังแห่งวิชาการที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย (หากนับจากจำนวนมหาวิทยาลัยที่มีมากที่สุดในอาเซียน)

แต่น่าเสียดายที่ไม่มีนักวิชาการที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรมจากรั้วมหาวิทยาลัยที่จะออกมาติติงตักเตือนความมัวเมาในผลประโยชน์ของพวกเหล่าขุนนางที่ก่อกรรมทำเข็ญสร้างวิกฤติให้แก่ประเทศไทยมายาวนานกว่า 5 ปีแล้ว ด้วยการที่พวกเขาไม่ยอมรับและขัดขวางมติมหาชนตามแนวทางของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาด้วยเหตุผลง่ายๆว่าพวกส.ส.ขาดคุณธรรม

เหตุการณ์จากรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณขยายตัวสู่การยึดทำเนียบรัฐบาล และยึดสนามบิน เพื่อล้มรัฐบาล สมัคร – สมชาย เพื่อจะนำนายอภิสิทธิ์หุ่นเชิดขึ้นเป็นนายกฯกลับได้รับการปกป้องว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องจากระบอบขุนนาง โดยมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้อธิบายความ แม้วันนี้ผลการเลือกตั้งเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้วว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เชื่อการอธิบายความของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ระบอบขุนนางยังใช้ความพยายามทุกวิถีทางและใช้กลไกแห่งอำนาจทำลายเจตนาของประชาชน เพียงเพื่อตอบสนองความอาฆาตแค้น และอารมณ์ความเกลียดชังเป็นการเฉพาะของคนบางคนในหมู่ขุนนาง โดยมองไม่เห็นถึงผลกระทบต่อโครงสร้างของระบอบประชาธิปไตยที่มีลักษณะพิเศษของสังคมไทย

ขบวนการแห่งอารมณ์แค้นที่ฝังรากลึกจากกรณีการเกลียดชัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ของคนบางคนที่ไม่อาจปฏิเสธได้ที่แสดงออกตลอดระยะเวลา 5 ปี ของการแย่งชิงอำนาจด้วยกำลังอาวุธ โดยไม่ยอมรับกฎกติกาประชาธิปไตย จนถึงวันนี้แสดงออกให้เห็นชัดที่ใช้กลไกอำนาจของ กกต. ที่พยายามจะขัดขวางการเข้าสู่อำนาจตามทำนองคลองธรรมของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จนกระทั่งการใช้อำนาจศาลเป็นเครื่องมือในการกักตัว นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไม่ให้ก้าวเข้าสู่สภา โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่า ระบอบอำมาตย์กำลังจุดชนวนให้เกิดการปะทะกันในเชิงสัญลักษณ์และโคร้างสร้าง ระหว่างอำนาจของศาลที่เป็นตัวแทนของสถาบันกษัตริย์กับอำนาจรัฐสภาที่มาจากประชาชน

นายจตุพร พรหมพันธุ์ โดยส่วนตัวเป็นเพียงแค่เด็กคนหนึ่งที่มาจากจังหวัดสุราษฎ์ธานี จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่จากการนำมวลชนขึ้นต่อสู้กับระบอบเผด็จการอำมาตย์ตลอดระยะเวลา 5 ปี ในนามแกนนำ นปช. ได้ทำให้ฐานะของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ถูกหลอมรวมเป็นแกนแห่งพลังของประชาชนไปแล้วโดยพฤตินัย และจากผลการเลือกตั้งที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้ยืนอยู่ในกลุ่มของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะบัญชีรายชื่ออย่างมีนัยยะสำคัญจนได้รับความเห็นชอบของประชาชน 15 ล้านเสียงเศษนี้ได้ทำให้ฐานะของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ กลายเป็นแกนพลังของมหาชนโดยนิตินัยไปแล้ว

ฐานะวันนี้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ จึงเป็นตัวแทนของมหาชนโดยชอบทั้งทางการเมืองและทางกฎหมาย ซึ่งแตกต่างจากหัวหน้าม็อบอย่าง นายสนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำพันธมิตรฯทุกคน ที่มีเพียงฐานะทางการเมืองแต่ไม่มีฐานะทางกฎหมาย

คำถามของสังคมที่ อัยการ– ศาล ไม่อาจจะอธิบายได้ว่า แล้วทำไมหัวหน้าม็อบอย่างแกนนำพันธมิตรฯที่ก่อจลาจลยึดทำเนียบและยึดสนามบินยาวนานเกือบ 7 เดือนจึงได้รับความกรุณาปราณีจากกระบวนการยุติธรรมประกันตัวได้ไม่มีปัญหา แล้วทำไมแกนนำ นปช. ซึ่งเป็นหัวหน้าม็อบที่กระทำผิดในลักษณะเดียวกันอีกทั้งผ่านการเห็นชอบของประชาชนได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงเป็นเสียงข้างมาก จึงไม่ได้รับความกรุณาปราณีจากกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะจากศาลที่ไม่ยอมให้ นายจตุพร ออกไปลงคะแนนเสียงในฐานะผู้สมัคร ส.ส. ทั้งๆที่ นายจตุพร ยื่นขอประกันตัวเพื่อรักษาสิทธิทางการเมืองของตนออกไปลงคะแนนเพียง 3 ชั่วโมง ซึ่งในระบอบประชาธิปไตยถือว่าศาลจะปฏิเสธสิทธินี้ไม่ได้ แล้วในที่สุดกลายเป็นเหตุอ้างของ กกต.ที่จะตัดสิทธิ์ของ นายจตุพร

การกระทำของ กกต. จึงปฏิเสธความเข้าใจของมหาชนไม่ได้ว่า กกต. รับลูกมาจากศาล

ศาลจะอ้างว่าเป็นอำนาจแห่งดุลยพินิจอิสระของศาลในฐานะอำนาจอธิปไตยที่เสมอกับอำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหาร ที่มาจากประชาชน ย่อมอ้างได้ แต่ยิ่งอ้างก็ยิ่งอันตราย เพราะมีกรณีคู่ขนานเปรียบเทียบระหว่างแกนนำ นปช. ที่มีอำนาจโดยนิตินัยแห่งมหาชนยอมรับ กับแกนนำพันธมิตรที่ไม่มีอำนาจโดยนิตินัยแห่งมหาชนยอมรับใดๆเลย แล้วทำไมในอดีตศาลจึงยอมให้แกนนำพันธมิตรฯประกันตัวได้จากคดีที่ก่อความรุนแรงและความเสียหายยิ่งกว่า คือกรณียึดทำเนียบรัฐบาลและยึดสนามบิน ?

ยิ่งมองลึกเข้าไปในโครงสร้างอำนาจของศาลในระบอบประชาธิปไตยของไทยที่มีลักษณะพิเศษยิ่งอันตราย เพราะศาลเป็นอำนาจโดยตรงของสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยประชาชนไม่มีส่วนร่วมใดๆในการ “รับรอง”อำนาจของศาลเลย แต่ประชาชนมีฐานะเพียงเป็นผู้ “รองรับ” อำนาจของศาลเท่านั้น ปรากฏการณ์ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ จึงกลายเป็นชนวนระเบิดอันเป็นผลการจากเผชิญหน้าทางอำนาจระหว่าง อำนาจตุลาการ ตัวแทนของสถาบันกษัตริย์ กับอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร ตัวแทนของประชาชน

นี้คือจุดอ่อนอันเป็นปัญหาของระบอบขุนนางที่ใช้ความอาฆาตแค้นและอารมณ์ของคนบางคนที่อวดอ้างคุณธรรมเหนือมติมหาชนเข้ามาแทรกแซงระบอบรัฐสภาไทย

ปรากฏการณ์ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ เปรียบเทียบได้เสมือนหนึ่งระบอบขุนนางที่เสมือนหนึ่งเป็นนายสถานีรถไฟกำลังเมาอำนาจ สับรางให้รถไฟขบวนตุลาการกับรถไฟขบวนประชาชน ชนกันที่สถานี จตุพร

ถ้าถามว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ?



ผมอยากจะตอบว่า ต้องจัดหลักสูตรพาบรรดาขุนนางผู้มีอำนาจทั้งหลายเข้าอบรมวิชาทฤษฎีวิวัฒนาการทางการเมือง โดยเน้นการศึกษาประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส จีน รัสเซีย ในยุครอยต่อก่อนการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐครับ

วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2555

นิติฯ มช. ถาม "ศาล รธน." ขอเหตุผลการใช้อำนาจ ม.68"


ข้อมูลจาก http://www.go6tv.com/2012/06/68.html

นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมสั่งระงับการพิจารณาในวาระที่3 ซึ่งยังคงเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้ ว่า นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ควรทำหนังสือไปถึงศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอดูรายละเอียดเหตุผลถึงการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ที่อ้างการใช้อำนาจตามมาตรา68 ของรัฐธรรมนูญ ก่อนจะหาช่องทางดำเนินการต่อไป เช่นเดียวกับศาลที่ต้องชี้แจงว่าอำนาจของตนมีสิทธิในส่วนใดบ้าง ทั้งนี้ตนมองว่าการกระทำของศาลในกรณีนี้ไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ หรืออย่างมากที่สุดหากมีการอ้างตามมาตรา 68 ก็ขอให้มีการพิจารณาเลยว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ยืนยันว่าการรับวินิจฉัยและสั่งระงับการพิจารณาในวาระที่ 3ซึ่งเปรียบเสมือนการสั่งคุ้มครองชั่วคราวไม่มีกฎหมายใดรองรับแน่ และไม่เป็นไปตามมาตรา68

นายสมชาย กล่าวว่า บทบัญญัติในมาตรา68เป็นไปเพื่อการพิทักษ์รัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปตามที่ศาลรัฐธรรมนูญอ้างในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่การพิจารณาว่ากฎหมายใดขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่จะอยู่ในข่ายมาตรา 154ของรัฐธรรมนูญที่ระบุถึงการส่งร่างกฎหมายที่ตราขึ้นใหม่ และข้องใจถึงการขัดต่อรัฐธรรมนูญให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ซึ่งกระบวนการดังกล่าวก็เกิดขึ้นตามปกติไปแล้ว อย่างไรก็ตามยอมรับว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องใหม่เพราะการร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี40 ยังไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการจะดำเนินการใดต้องระวัง เพราะจะเป็นการวางหลักเกณฑ์ประเทศในครั้งต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ถึงเวลาอวสาน ประชาธิปัตย์ในยุคการนำของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ?

บทความจาก Siam Intelligence
http://www.siamintelligence.com/the-end-of-abhisit-era/

เมื่อ 12 ปีก่อนสปอร์ตไลท์ดวงใหญ่ในวงการการเมืองจับไปที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นักการเมืองหนุ่มปูมหลังดี หน้าตาดี มีการศึกษาระดับสูง และเป็นความหวังของการเมืองไทยยุคใหม่ ที่ในขณะนั้นยังเต็มไปด้วยผู้เฒ่าทางการเมืองหัวโบราณ ด้วยความมุ่งมั่นและจริงจังทำให้ชื่อของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนนี้ในรัฐบาลชวน หลีกภัย 2 ผุดปรากฏขึ้นมาว่าจะเป็นผู้สืบทอดทางการเมืองของชวน หลีกภัย

บางคนบอกว่าเขานี่แหละคือผู้ที่จะนำพรรคประชาธิปัตย์ สถาบันทางการเมืองที่เก่าแก่ยาวนานไปสู่ยุคผลัดใบ หลายคนยังให้ทัศนะว่า “สักวันหนึ่งนักการเมืองหนุ่มคนนี้จะก้าวถึงตำแหน่งสูงสุด คือเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย”

ปูมหลังอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กว่าจะเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับการเมืองมวลชนไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ในระยะหลังมานี้หลายคนอาจรู้สึกว่าพรรคประชาธิปัตย์เล่นเกมเคลื่อนไหวมวลชนสู้กับพรรคเพื่อไทยไม่ได้ แต่หากย้อนหลังไปเมื่อเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 พรรคประชาธิปัตย์เคยมีประวัติร่วมเคลื่อนไหวกับม็อบที่ต่อต้านคณะรัฐบาลของ พล.อ.สุจินดา คราปะยูร อย่างโดดเด่น โดยเฉพาะวาทกรรม “พรรคเทพ-พรรคมาร” ที่กล่าวหาพรรคที่เข้าร่วมรัฐบาลกับทหารว่าเป็นพรรคมาร ซึ่งต่อมาภายหลัง เมื่อพรรคมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลของตัวเองกลับโดนโจมตีว่าเป็นการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารเช่นกัน

เมื่อครั้งเป็นส.ส.หน้าหยก ขวัญใจแม่ยก
ในเวลานั้น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีอาชีพเป็นอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้มีส่วนเข้าร่วมกับการเคลื่อนไหวของขบวนการนิสิตนักศึกษา ถ้าหากเอ่ยชื่อแกนนำในยุคนั้น ปัจจุบันหลายคนก็เติบใหญ่เป็นผู้ที่บทบาททางสังคม เช่น กรุณา บัวคำศรี ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 อ.ส.ม.ท. และปริญญา เทวนฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ภายหลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬยุติลง พรรคประชาธิปัตย์ได้สร้างวาทกรรม “จำลองพาคนไปตาย” เพื่อลดฐานเสียงของพรรคพลังธรรมที่กำลังร้อนแรง จากการที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นแกนนำเรียกร้องประชาธิปไตยก่อนหน้านั้น และในที่สุดพรรคประชาธิปัตย์พิชิตชัย “มหาจำลอง” พล.ต.จำลอง ศรีเมือง จนได้รับการเลือกตั้งเป็นอันดับที่ 1 และต้องบันทึกว่าในครั้งนั้นเป็นชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนับถึงวันนี้ก็ผ่านมา 20 ปีเต็ม

อย่างไรก็ตามพื้นที่กรุงเทพมหานครตอนนั้นเกิดกระแส “จำลองฟีเวอร์” พรรคพลังธรรมกวาดที่นั่งในกรุงเทพฯ ครองใจชนชั้นกลาง “ม็อบมือถือ” เป็นอย่างมาก ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เหลือที่นั่งในกรุงเทพฯ เพียงเขตเดียว คือ เขตยานนาวา ซึ่งเป็นเก้าอี้ของนักการเมืองหนุ่มหน้าตาดี มีชาติตระกูล หัวสมัยใหม่ในวัยเพียง 27 ปี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยแรก และเป็นก้าวแรกทางการเมืองของอภิสิทธิ์

อภิสิทธิ์ สั่งสมประสบการณ์ทั้งการเป็นพรรครัฐบาล และการเป็นฝ่ายค้านในสมัยรัฐบาลของนายบรรหาร ศิลปอาชา เรียนรู้วิชาและเกมทางการเมืองจนมีฝีมือกล้าแข็ง สร้างความน่าเชื่อถือจากสังคมเป็นอย่างมาก และเมื่อรัฐบาลพรรคความหวังใหม่ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประสบปัญหาค่าเงินบาทลอยตัวและโรคต้มยำกุ้งจนไม่สามารถบริหารประเทศต่อไปได้ พรรคประชาธิปัตย์ก็อาศัยเกมส์การเมืองและ “งูเห่า” ของพรรคประชากรไทย จนแย่งชิงจัดตั้งรัฐบาลจากพรรคชาติพัฒนา ของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณได้สำเร็จ

อภิสิทธิ์ชิมลางงานบริหารในสมัยรัฐบาลชวน 2 ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ด้วยผลงานที่โดดเด่นเช่น เสนอพระราชบัญญัติการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ที่มีการให้จัดตั้งหน่วยงานภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีขึ้น และด้วยวิสัยทัศน์ที่เป็นคนรุ่นใหม่ กล้าคิด บุคลิกดี เป็นกันเอง ทำให้ครองใจของกองเชียร์พรรคประชาธิปัตย์ บวกกับแรงผลักดันของ ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น ทำให้ความโดดเด่นยิ่งมากขึ้น เขาก้าวขึ้นจุดสูงสุดเมื่อได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ในวัย 44 ปี ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีอายุน้อยที่สุดในรอบกว่า 60 ปี เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27

การพ่ายแพ้จากการเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ต่อพรรคไทยรักไทยของ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้นายชวน หลีกภัย ตัดสินใจผลัดใบ เปิดโอกาสเพื่อให้มีการสรรหาหัวหน้าพรรค ซึ่งอภิสิทธิ์ได้ลงสมัครแข่งกับนาย บัญญัติ บรรทัดฐาน แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับความเก๋าและสายสัมพันธ์ภายในพรรค จนเมื่อเกิดการเลือกตั้งในปี 2548 นายบัญญัตินำพรรคแก้การเลือกตั้งแบบ “แลนด์สไลด์” ต่อทักษิณอีกคำรบ ที่ทำให้พรรคไทยรักไทยกลายเป็นรัฐบาลพรรคเดียวครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อนั้นโอกาสของอภิสิทธิ์ก็มาถึงเมื่อได้รับโอกาสให้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่

ก้าวที่พลาดของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับจังหวะที่ไม่มีโอกาสแก้ตัว

ในขณะที่เริ่มขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีต้นทุนทางสังคมและการเมืองเป็นอย่างมาก เขาถูกมองว่าจะเป็นคนที่ขึ้นมาต่อกรกับทักษิณได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ แต่แล้วเขากลับทำโอกาสต่างๆ หลุดลอยไป

นี่คือการประมวลเหตุการณ์ที่ทำให้อภิสิทธิ์เสียสถานะทางสังคมที่เคยมีอยู่สูงไป

1. ในปี 2549 เคลื่อนไหวบอยคอตการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน ร่วมกับอีกสองพรรคการเมือง ส่งผลให้พรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้ง ทักษิณประกาศไม่ขอเข้ารับตำแหน่ง ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเดินเกมนอกสภา ขอ “นายกรัฐมนตรีพระราชทาน” เพื่อปลดล็อกทางการเมือง ซึ่งต่อมากลายเป็นจุดที่ถูกคู่ต่อสู้ทางการเมืองโจมตีว่าไม่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย และมีฉายา “มาร์ค ม.7″ ติดตัวมาแต่บัดนั้น

2. ในปี 2549-2550 ไม่ได้แสดงเจตจำนงในการต่อต้านคณะรัฐประหาร คมช. โดยแสดงท่าทีนิ่งเฉย กลายเป็นข้อโจมตีว่าได้รับประโยชน์จากการยุบพรรคไทยรักไทย และการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ก่อนมีการเลือกตั้งได้มีการประกาศเป็นพันธมิตรกับพรรคชาติไทยและพรรคชาติพัฒนาเพื่อที่จะจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันล่วงหน้า แต่แล้วการพ่ายแพ้การเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ทำให้พรรคแนวร่วมย้ายไปจับขั้วกับพรรคพลังประชาชนของนาย สมัคร สุนทรเวช ตั้งรัฐบาลแทน

3. ในปี 2551 หลังจากที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลของพรรคพลังประชาชนอย่างเข้มแข็ง อภิสิทธิ์ ก้าวสู่จุดสูงสุดทางการเมือง เมื่อเป็นผู้นำฝ่ายค้านในการอภิปรายรัฐบาลของนายสมัคร อภิปรายในสภาว่า

“เมื่อมีประชาชนเพียง 1 คน หรือแสนคน มาเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาตัวเองนั้น ไม่ได้ขัดหลักการประชาธิปไตย โดยเฉพาะถ้ามีข้อสงสัยว่าการบริหารประเทศนั้นละเมิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิประชาชน หรือทุจริตคอร์รัปชั่น เรื่องเหล่านี้ในประเทศที่พัฒนาแล้วจะไม่รอให้กฎหมายจัดการ แต่จะมีสำนึกความรับผิดชอบทางการเมือง”

และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ในกรณีให้มีการสลายการชุมนุมที่บริเวณหน้ารัฐสภาจนมีผู้เสียชีวิต 2 คนว่า

“ไม่มีที่ไหนในโลกที่ประชาชน ถูกทำร้ายจากภาครัฐแล้วรัฐบาลที่มาจากประชาชนไม่แสดงความรับผิดชอบ ไม่มี”

แต่เมื่อเกิดการชุมนุมเรียกร้องในปี 2552-2553 ของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จนมีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 100 คน อภิสิทธิ์ก็ยังเดินหน้าดำรงตำแหน่งอีก 1 ปีกว่าจนประกาศยุบสภาในช่วงพฤษภาคม 2554 และพ่ายแพ้การเลือกตั้งในที่สุด ทำให้เกิดคำถามว่า “เขาพูดในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยเชื่อ หรือ เขาไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองพูด?”

4. ในปี 2551 หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีการตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคชาติพัฒนา พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้เดินเกมส์การเมือง “งูเห่าภาคสอง” ดึงบางส่วนของพรรคพลังประชาชนในโควตาของเนวิน ชิดชอบ ที่กลายร่างเป็นพรรคภูมิใจไทยในการจัดตั้งรัฐบาล รวมไปถึงพรรคเก่าในนามใหม่ที่ถูก “ข้อเสนอที่ไม่สามารถปฏิเสธได้” ให้ร่วมรัฐบาลจากปากคำของคนตระกูลศิลปอาชา

รัฐบาลอภิสิทธิ์เริ่มต้นด้วยคำประกาศนโยบาย “99 วันทำได้จริง” แต่ก็ไม่สามารถทำได้มากนัก เช่น ร่วมมือกับภาคเอกชนในการดำเนินมาตรการชะลอการเลิกจ้างและป้องกันการขยายตัวของการเลิกจ้างในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ซึ่งในยุคของอภิสิทธิ์ได้มีการใช้เครื่อง LRAD หรือเครื่องบีบแก้วหูสลายการชุมนุมของพนักงานไทรอัมพ์ฯ จนถูกประณามว่าละเมิดหลักสิทธิมนุษยชน ในยุคนี้ยังมีการปิดกั้นเสรีภาพทางการแสดงออกอย่างกว้างขวาง ทั้งที่พรรคประชาธิปัตย์มักโจมตีพรรคคู่แข่งว่าใช้อำนาจแทรกแซงสื่อ จะเห็นได้จากการเอื้อประโยชน์ให้กับเครือข่ายสื่อมวลชนที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เช่น เครือเนชั่น (ในกรณีข่าวข้นคนข่าว และ เช้าข่าวข้นคนข่าวเช้า ที่เพิ่งถูดถอนโดยอ้างว่าเป็นวาระการเมือง ซึ่งตอนที่ได้สัมปทานก็เป็นวาระทางการเมืองเช่นกัน) และเครือทีนิวส์ (ในกรณี NBT) ที่ได้สัมปทานรายการข่าวของรัฐ การอัดฉีดงบประชาสัมพันธ์จนสำนักนายกรัฐมนตรียุค สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ติดอันดับที่ 10 องค์กรที่ใช้งบประชาสัมพันธ์มากที่สุด รวมไปถึงการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตในวงกว้าง

การดำเนินนโยบายที่ล้มเหลวจนกลายเป็นที่มาของคำว่า “ดีแต่พูด” ของจิตรา คชเดช แกนนำกลุ่มแรงงานไทร์อาร์ม และเป็นเหตุให้พ่ายแพ้ทางการเลือกตั้งต่อพรรคเพื่อไทยในภายหลัง

5.ในปี 2552-2553 จากเหตุการณ์ทางการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง รัฐบาลอภิสิทธิ์ตัดสินใจใช้กำลังเจ้าหน้าที่ในการเข้าสลายผู้ชุมนุม จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ถึงแม้จะประดิษฐ์วาทกรรม “กระชับพื้นที่-ขอคืนพื้นที่” ก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถปิดกั้นการสังหารหมู่ 6 ศพที่วัดปทุมฯ หรือ ป้ายเขตใช้กระสุนจริงไว้ได้ อีกทั้งยังมีการจับกุมและตั้งข้อหานักโทษทางการเมืองจำนวนมาก โดยมีการประกาศกฏหมายพิเศษอย่างกว้างขวาง

6.ในปี 2554 หลังจากการพ่ายแพ้เลือกตั้งต่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากพรรคเพื่อไทยอย่างขาดลอย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้รักษาสัญญาด้วยการประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ถ้าเขาจัดสินใจลงจากตำแหน่งในขณะนั้นอาจเป็นเรื่องที่ดี) แต่แล้วอภิสิทธิ์ก็ย้อนกลับมารับตำแหน่งอีกครั้ง โดยในครั้งนี้มีส่วนในการเลือกกรรมการบริหารพรรคจากกลุ่มฐานอำนาจของตน ที่แยกส่วนเป็นเอกเทศจากกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่เคยสนับสนุนตนเองในพรรค อภิสิทธิ์มักถูกติงจากผู้ใหญ่ในพรรคหลายๆ ครั้งในประเด็นต่างๆ ตลอดที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค

ดีแต่พูด กลายเป็นโลโก้ของพรรคประชาธิปัตย์ ยุคอภิสิทธิ์เสียแล้ว - ภาพจาก voice Tv
7.ในปี 2555 เมื่อมีการผลักดัน พ.ร.บ.ปรองดอง เข้าสู่รัฐสภา พรรคประชาธิปัตย์ทิ้งโอกาสในการแสดงบทบาทฝ่ายค้านมืออาชีพ ที่เน้นการอภิปรายข้อบกพร่องของร่างฉบับดังกล่าวและหาแนวร่วมในการสนับสนุน เช่น กลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนที่มีความไม่พอใจในบางท่อนของพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว แต่สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เลือกกลับเป็นเกมการเมืองแบบ “ดิบ เถื่อน ถ่อย” ทั้งการขว้างปาสิ่งของ การแย่งเก้าอี้ประธานสภา และการเข้าล้อมประธานสภา ที่แย่ไปกว่านั้น นายอภิสิทธิ์กลับแถลงถึงกรณีดังกล่าวว่า

“หากพรรคประชาธิปัตย์จะต้องเสียภาพลักษณ์ เพื่อสกัดกั้นกฎหมายทำลายชาติ ก็ต้องยอมรับ แม้จะกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรคก็ยอม ถ้าสามารถสกัดกั้นความเสียหายที่จะเกิดจากร่างกฎหมายดังกล่าวได้ และขอตำหนิการทำหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎรที่พยายามรวบรัดการพิจารณา และปิดโอกาสการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นทุกฝ่ายและต้นตอของปัญหาจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ”

สรุปก็คือ อภิสิทธิ์พยายามจะแก้ต่างกับพฤฒิกรรมในสภาว่าเป็นการ “เสียภาพลักษณ์เพื่อชาติ” คำอธิบายเหล่านี้ยิ่งทำให้คนเสื้อแดงฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ต้องหันมาปกป้องรัฐบาลที่พวกเขาเลือกเสียก่อน เรื่องถือว่าเป็นการเดินหมากที่ผิดพลาดอย่างมากของพรรคประชาธิปัตย์ และแม้กระทั่ง นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนาย สมเกียรติ อ่อนวิมล นักข่าวสาวกพันธุ์แท้ของประชาธิปัตย์ยังออกมาตำหนิ

ไม่ว่าการดำเนินกิจการทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นอย่างไรต่อไป แต่อนาคตทางการเมืองของอดีตนักการเมืองหนุ่มที่เคยเป็นความหวังของประเทศไทยน่าจะหลุดลอยไปแล้ว ถ้าหากนายอภิสิทธิ์ยังคงฝืนดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป ถึงแม้พรรคเพื่อไทยจะเริ่มลดความนิยมลงในอนาคต แต่โอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะกลับมาครองอำนาจคงน้อยยิ่งกว่า… หากไม่พึ่ง “กลไกพิเศษ” แบบที่แล้วมา พรรคประชาธิปัตย์คงต้องเป็นฝ่ายค้านไปอีกนาน
SIU หวังว่าพรรคประชาธิปัตย์จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับตัวเองในทางบวก ขึ้นมาเป็นที่พึ่งของประชาชนในการคานอำนาจกับพรรคเพื่อไทยให้จงได้ ถ้าทำไม่สำเร็จ คนไทยโดยรวมก็จะเสียประโยชน์ไปด้วย เพราะสภาพ “การเมืองขั้วเดียว” จะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์

วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555

รัฐประหารคือการทุจริตทำลายชาติ

โดยดร.โสภณ พรโชคชัย
ที่มา ข่าวสดออนไลน์

"
 . . . .ก็ยังมีเพื่อนผมอีกคนหนึ่ง ได้คุยกับผม ท่านเป็นนายทหาร เป็นชั้นนายพล ต้องพูดว่า การปฏิวัติครั้งหนึ่ง ๆ พวกคณะปฏิวัติร่ำรวยกันมหาศาล ถ้าใครปฏิวัติแล้วมีเงินไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ถือว่ามือตกมาก ทำให้ผมมีความรังเกียจในการปฏิวัติรัฐประหารมากมายเหลือเกิน"

ข้างต้นเป็นคำกล่าวของนายโสภณ จันเทรมะ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ในระหว่างการอภิปรายในหัวข้อ "ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนทัศนคติของประชาชนให้ต่อต้านการทุจริต" เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมของนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและการปราบปรามการทุจริตระดับสูง รุ่นที่ 2 ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งผู้เขียนได้เข้าศึกษาและจบการศึกษาไปแล้ว

ที่เป็นเช่นนี้ คงเป็นเพราะว่าในการทำรัฐประหารครั้งหนึ่ง ๆ คณะรัฐประหารมีอำนาจเบ็ดเสร็จที่จะทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องมีใบเสร็จรับเงิน และไม่ต้องได้รับการตรวจสอบ ตัวอย่างเช่น คณะรัฐประหารสามารถเบิกเงินจากคลังหลวงออกมาใช้สอยตามอัธยาศัย เพื่อการยึดอำนาจ การรักษาอำนาจที่ยึดมา และเผื่อไว้เพื่อการหนีออกนอกประเทศ หากรัฐประหารนั้น ๆ กลายเป็นกบฏ แต่หากสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ก็ได้เงินไปใช้สบาย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องส่งคืนคลัง

โดยนัยนี้รัฐประหารก็คือการทุจริตในรูปแบบหนึ่ง เป็นการโกงเงินของประเทศชาติและประชาชน เอาไปใช้เพื่อการยึดอำนาจให้กับกลุ่มของตนโดยไม่ต้องส่งคืนคลังหลวง ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่าไม่เคยมีรัฐประหารครั้งใดในประวัติศาสตร์ที่แสดงรายรับรายจ่ายเพราะถือเป็นความลับแห่งชาติ แต่ในความเป็นจริงก็คือความลับในการปฏิบัติการยึดอำนาจของกลุ่มผลประโยชน์ของตนเองเป็นสำคัญ

ที่ร้ายแรงไปกว่านั้นก็คือรัฐประหารเป็นการกระทำทุจริตที่กลับกลายเป็นว่าถูกต้องตามกฎหมาย เพราะมีอำนาจเหนืออำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการของประชาชนที่ถูกล้มล้างไปเพราะอำนาจรัฐประหาร นอกจากการทุจริตแล้ว ยังสามารถสั่งฆ่า สั่งยึดทรัพย์ หรือสั่งทำลายหรือให้รางวัลแก่ใครก็ได้โดยเสมือนชอบด้วยกฎหมาย และสุดท้ายคณะรัฐประหารเองรวมทั้งการกระทำทั้งปวงของคณะรัฐประหารก็มักได้รับการนิรโทษกรรมไปในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงนั้น รัฐประหารก็คือความเถื่อนหรืออนารยะ เพราะรัฐประหารกระทำการด้วยการใช้กำลังอาวุธมาล้มล้างรัฐธรรมนูญ และยึดอำนาจอธิปไตยไปจากปวงชนชาวไทย ในระหว่างทำการ คณะรัฐประหารมักจะหาข้ออ้างมากมายเพื่อสร้างความชอบธรรมในการยึดอำนาจเดิมที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่การใช้กำลังพลและกำลังอาวุธที่เหนือกว่ามาเอาชนะจนสามารถยึดอำนาจได้สำเร็จ และทำให้ฝ่ายตรงข้ามกลายเป็นฝ่ายกบฏหรือฝ่ายที่ไม่ชอบธรรม ย่อมแสดงถึงความเถื่อน และความไม่ชอบด้วยหลักนิติรัฐของคณะรัฐประหารเอง และด้วยกำลังพลและกำลังอาวุธที่เหนือกว่า จึงปิดปากวิญญูชนได้ (ชั่วคราว)

โดยที่ธรรมชาติสำคัญของการรัฐประหาร ก็คือ การใช้อำนาจโดยปราศจากการตรวจสอบและไม่ต้องมีใบเสร็จรับเงิน จึงกลายเป็นบ่อเกิดของการทุจริตและประพฤติมิชอบ ผู้ที่ต้องการอำนาจและผลประโยชน์ที่ชิงความได้เปรียบเหนือบุคคลอื่น จึงต้องเข้าหาคณะรัฐประหารซึ่งมีอำนาจสูงสุด การทุจริตต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นตามมา และด้วยเหตุนี้ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา คณะรัฐประหารหรือผู้เผด็จการต่าง ๆ จึงมักกลายสภาพเป็นทรราช ที่ถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้งมากกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ

ยิ่งกว่านั้น หลังจากการทำรัฐประหาร ผู้ที่ได้ประโยชน์หรือ "ส้มหล่น" ก็คือผู้ที่ร่วมปลุกปั่นสร้างสถานการณ์ให้เกิดรัฐประหาร บุคคลเหล่านี้ก็จะได้รับลาภยศ ถูกแต่งตั้งให้เป็นตุลาการบ้าง กรรมการในองค์กรอิสระที่ถูกอำนาจรัฐประหารครองงำบ้าง หรือสภา "เปรซิเดียม" (เอาไว้ออกกฎหมายเข้าข้างพวกเดียวกัน) ที่แต่งตั้งกันเองโดยคณะรัฐประหารตามอำเภอใจโดยไม่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง หรือไม่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน บุคคลเหล่านี้ได้อำนาจมาจากปากกระบอกปืนของฝ่ายรัฐประหารโดยแท้ นี่คืออีกบริบทหนึ่งของการโกงกินทรยศต่อชาติ

ดังนั้นเราจะไปตั้งความหวังว่าจะมีคณะรัฐประหารใดกระทำการเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญเหนือผลประโยชน์ของกลุ่มของตนเฉกเช่น‘พระเอกขี่ม้าขาว” นั้น ย่อมเป็นความหวังที่เลื่อนลอย เป็นความหลงผิดเป็นชอบ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว หรือเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อของคณะรัฐประหารและสมุนของคณะรัฐประหารนั้น ๆ เท่านั้น เพราะเนื้อแท้ของการัฐประหารก็คือการแย่งชิงผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่ใช่การอภิวัฒน์เช่นการปฏิวัติ พ.ศ.2475 ที่คณะราษฎรกระทำการเพื่อประเทศไทยโดยตรง

ที่สำคัญรัฐประหารสร้างความวิบัติซ้ำซ้อนให้กับประเทศไทย ทำให้ความน่าเชื่อถือของประเทศไทยตกต่ำ กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนเช่นประเทศด้อยพัฒนาระดับล่าง ๆ ของโลก ที่มักใช้กำลังอาวุธขู่เข็ญเพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ แทนที่จะรอคอยการเปลี่ยนแปลงตามกลไกทางการเมืองเช่นอารยะประเทศ ทำให้เกียรติภูมิของประเทศลดลง โอกาสการลงทุนของชาวต่างประเทศในไทยก็ลดน้อยลงไปด้วย อาจกล่าวได้ว่าการทุจริตอื่นอาจส่งผลเสียเฉพาะจำนวนเงินที่ปล้นหรือลักไป แต่รัฐประหารจะส่งผลเสียเป็นเท่าทวีต่อประเทศชาติ ถ้าประเทศไทยเกิดรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง ไทยก็จะตกต่ำยิ่งกว่าพม่าที่เพิ่งเริ่มมีประชาธิปไตย

คนไทย (บางส่วน) ไม่ควรหลงผิดไปเห็นดีเห็นงามกับอำนาจนอกระบบ จนสร้างความแตกแยกให้กับคนในชาติ ไทยควรเข้าสู่สังคมอารยะ รู้จักเกรงใจประชาชนเจ้าของประเทศ เลิกคิดทำรัฐประหารกันได้แล้ว