Sunai Fan Club

Sunai Fan Club
สุนัยแฟนคลับ

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Collapse! เงื่อนไขความปราชัยอำมาตยาธิปไตย

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 8 ฉบับ 369 วันที่ 21-27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 หน้า 11 คอลัมน์ กรีดกระบี่บนสายธาร โดย เรืองยศ จันทรคีรี


ปัญหาการเมืองในประเทศไทยมาถึงวันนี้คงเป็นปัญหาในเชิงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมและเงื่อนไข

เงื่อนไขของสภาพแวดล้อมนี้เองที่ส่งผลกระทบในทางยุทธศาสตร์การต่อสู้ของแต่ละฝ่าย แม้กระทั่งพรรคเพื่อไทยกับคนเสื้อแดงก็มีข้อเท็จจริงกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน จึงเกิดยุทธศาสตร์ที่ไม่เหมือนกัน ทำให้สะท้อนความจริงด้านหนึ่งได้ว่าพรรคเพื่อไทยกับขบวนการเสื้อแดงแท้จริงแล้วมีความขัดแย้งในเชิงยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกัน

ดังนั้น การตั้งคำถามว่าอะไรคือยุทธศาสตร์ที่แท้จริงในการต่อสู้เพื่อสถาปนาความเป็นประชาธิปไตยของประเทศไทยขึ้นมา จึงเป็นคำถามที่สำคัญมาก และคงตอบไม่ได้ง่ายนัก

เมื่ออดีตหลายสิบปีก่อนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พ.ค.ท.) ได้กำหนดสร้างสงครามประชาชนขึ้นมาเพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐ เป็นยุทธศาสตร์ป่าล้อมเมือง แต่ยุทธศาสตร์ของ พ.ค.ท. ผิดพลาด กล่าวคือ เป็นการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ทำให้พ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ เนื่องจากเข้าใจสภาพแวดล้อมและความจริงว่าสังคมไทยเป็นสังคมกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา พยายามถอดรูปแบบของสังคมจีนมาสวมใส่ในประเทศไทย ซึ่งในความจริงแล้วสภาพแวดล้อมไม่เหมือนกันเลย เมื่อเข้าใจข้อเท็จจริงผิดพลาด ยุทธศาสตร์ก็ผิดพลาดไปด้วย ผลสุดท้ายก็คือความพ่ายแพ้นั่นเอง

ดังนั้น การตั้งคำถามเชิงยุทธศาสตร์จึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการต่อสู้ทางการเมือง เพราะยุทธศาสตร์ที่ผิดก็คือความคิดที่ผิดนั่นเอง

เมื่อคิดผิดแล้วโอกาสชนะก็เป็นไปได้ยาก ในอดีตสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อครั้งเสียกรุงครั้งที่ 2 นักประวัติศาสตร์ชั้นนำวิเคราะห์ว่าแท้จริงแล้วกองทัพไทยในสมัยอยุธยาขณะนั้นไม่ได้ง่อยเปลี้ยเสียขาโดยสิ้นเชิง รวมทั้งพระเจ้าเอกทัศน์ก็ไม่ได้ทรงอ่อนแอและไร้ฝีมือในการสู้รบอย่างที่เราเรียนรู้มา หากเป็นความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ในเบื้องต้น กล่าวคือ มีความเชื่อว่าจะใช้กำแพงพระนครเป็นปราการต้านศึกเอาไว้ รอให้เกิดน้ำหลากขึ้นมา พม่าก็คงพ่ายแพ้ถอยกลับไป แต่เมื่อพม่าอ่านยุทธศาสตร์ขาดและไม่ได้ถอยทัพกลับเมื่อน้ำหลาก จึงทำให้กองทัพพ่ายแพ้และสูญเสียกรุงศรีอยุธยาไปในที่สุด!

ในสงครามเวียดนาม “โฮจิมินห์” ผู้นำเวียดนามขณะนั้นใช้ยุทธศาสตร์การต่อสู้โดยชูประเด็นจักรพรรดินิยมขึ้นมา ตรงนี้กลายเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นเงื่อนไขและความเป็นรูปธรรมที่ประชาชนเวียดนามสัมผัสได้ เห็นความชั่วร้ายของฝรั่งเศสและอเมริกาในสงคราม ประชาชนจึงเข้าร่วมในการกู้เอกราช นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จในเชิงยุทธศาสตร์การต่อสู้

เมื่อมองดูประเทศไทย นักรัฐศาสตร์จำนวนมากมองคล้ายกันว่าประเทศไทยไม่มีเงื่อนไขอะไรที่ชัดเจน ซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ หากจะมีก็เป็นเพียงเงื่อนไขเดียวเท่านั้นคือคำภาษาอังกฤษที่ว่า “Collapse” อันหมายถึง “การทำร้ายและกัดกร่อนตัวเองโดยตัวเองทั้งสิ้น”

เมื่อมองอย่างนี้แล้วอาจแปลได้ว่าแท้จริงการต่อสู้ทางการเมืองของประเทศไทยเพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐไม่มีใครทำลายใครลงได้ อำนาจเก่าในสังคมไทยยังเข้มแข็งอยู่มาก จึงมีเพียงหนทางเดียวเท่านั้นนั่นคือการทำลายตัวเอง อาจเปรียบอีกอย่างก็คือเป็นสภาพของหลุมดำทางอำนาจ ซึ่งหลุมดำเมื่อถึงจุดหนึ่งจะพ่ายแพ้ต่อตัวเองเท่านั้น กล่าวคือ แรงดึงดูดสูญกลางของดาวฤกษ์ขนาดมหึมานั่นเองที่ดึงดูดมวลทั้งหมดของมันเองเข้าสู่ศูนย์กลาง จากดาวฤกษ์ที่โตกว่าดวงอาทิตย์ประมาณ 4 เท่า อาจจะหดเหลือเท่าเม็ดถั่วเขียวเท่านั้น จึงสามารถกล่าวได้ว่าการเกิดขึ้นของหลุมดำลงท้ายแล้วก็คือการแตกระเบิดของหลุมดำนั่นเอง

นี่เป็นกระบวนการทางฟิสิกส์ที่ชี้ให้เห็นการกัดกร่อนและกินตัวเองจนแตกทลายในที่สุด เป็นตัวอย่างหนึ่งของ Collapse ที่มีอยู่ในจักรวาลอันกว้างไกล ทำนองเดียวกับทางรัฐศาสตร์ว่าอำนาจเก่าในสังคมไทยก็ไม่แตกต่างไปจากหลุมดำ เมื่อถึงที่สุดแล้วอำนาจเหล่านี้จะทำลายตัวเองจนปี้ป่นลงไป เงื่อนไขและความจริงและบรรยากาศเช่นนี้เป็นข้อที่น่าพิจารณาในการต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจของฝ่ายอำมาตยาธิปไตยและฝ่ายประชาธิปไตย พอทำให้เราพยากรณ์อนาคตข้างหน้าได้ว่าถึงที่สุดแล้วเหตุการณ์จะจบลงอย่างไร?

ในเกม “ตุลาการภิวัฒน์” รอบใหม่ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญกับรัฐสภาจนกลายเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตก็สามารถสรุปได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ Collapse ที่เห็นได้ชัดเจน คือเป็นการเหิมเกริมในการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ เท่ากับเป็นการปอกเปลือยฝ่ายอำมาตยาธิปไตยอีกครั้ง ทำให้สถาบันตุลาการเสื่อมลงอีกระดับหนึ่ง แม้จะมองในอีกมิติหนึ่งได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาทำลายอำนาจนิติบัญญัติในระดับนี้ได้ผลพอสมควร กล่าวคือ สามารถสั่งอำนาจนิติบัญญัติได้ กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญขยายอำนาจของตัวเองออกไปจนสามารถกำกับและชี้แนะในการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่อีกด้านก็มีผลติดตามมาอีกมากมายที่ทำให้สาธารณชนมองเห็นอันตรายของการยึดอำนาจโดยสถาบันตุลาการ

นี่เป็นรูปธรรมตัวอย่างเดียวที่ชี้ให้เห็นว่า Collapse กลายเป็นตัวกำหนดสร้างเป็นยุทธศาสตร์ให้กับฝ่ายประชาธิปไตยขึ้นมา กล่าวคือ จากที่ไม่เคยคิดมาก่อนก็ทำให้คิดออกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องดำเนินการต่อไป แม้กระทั่งการแก้ไขในหมวดที่ว่าด้วยองค์กรอิสระ ตรงนี้จึงชี้ให้เห็นว่าเพราะการใช้อำนาจอย่างไม่จำกัดของศาลรัฐธรรมนูญนั่นเองที่ทำให้คณะนิติราษฎร์และพันธมิตรที่เห็นด้วยเริ่มขบคิดว่าอาจต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ให้มีศาลรัฐธรรมนูญอีกต่อไป

ตัวอย่างนี้เราจะบอกว่าใครทำลายใครได้หรือ นอกจากเป็นการทำลายตัวเองเท่านั้น

ดังนั้น ธรรมชาติของฝ่ายอำมาตยาธิปไตยจึงมีสภาพ Collapse ที่ลงท้ายแล้วก็คือสภาพความพ่ายแพ้ที่แตกทำลายตัวเอง การวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองในช่วงการต่อสู้ที่แหลมคมจึงน่าจะต้องอาศัยเงื่อนไขการ Collapse มาพิจารณาด้วย เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ในการเดินทางสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงต่อไป เช่นเดียวกับเรื่องของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แท้จริงแล้วไม่มีใครทำลายสถาบันหลักเหล่านี้ลงได้ มีแต่เพียงกลุ่มก้อนที่อ้างอิงวาทกรรมชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ มาผูกขาดความรักต่อสิ่งเหล่านี้เอาไว้ วาทกรรมเหล่านี้เองที่มีลักษณะของการทำลายตัวเอง

เราวิเคราะห์สถานการณ์ต่อไปในอนาคตเช่นนี้ก็พอจะมองออกว่าผลสรุปลงท้ายแล้วประเทศไทยไม่น่าจะมีทางเลือกอื่นใดระหว่างสงครามและสันติภาพ ปัญหาอยู่ที่ว่าฝ่ายอำมาตย์ได้ Collapse ไปถึงไหนแล้ว อาจเป็นไปได้ที่การ Collapse มาถึงจุดใกล้สุดท้ายแล้ว นี่น่าจะชี้ได้ว่าโอกาสที่หลุมดำจะระเบิดมีได้ไม่ยาก

นี่คือความจริงที่ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยต้องตระหนักเอาไว้ และต้องพลิกตัวเองเข้ามาสู่ระบบการเมืองที่เป็นมาตรฐานสากลของโลก อันเป็นการเมืองที่ถูกยอมรับโดยคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้และในโลกนี้ ไม่เช่นนั้นแล้วคำตอบก็คือการจบสิ้นของระบบอำมาตย์อย่างปี้ป่นในสักวันหนึ่งข้างหน้าถ้ายังดื้อรั้นและเหิมเกริมต่ออำนาจอย่างไม่หยุดยั้ง!??

วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

อวสาน‘ถิ่นกาขาว’!


ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 8 ฉบับ 369 วันที่ 21-27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 หน้า 10 คอลัมน์ เพื่อชาติประชาชน โดย Pegasus


มาถึงวันนี้คนไทยประจักษ์ชัดแล้วว่า คำทำนายเรื่อง “ถิ่นกาขาว” หมายถึงอะไร เดิมทีบอกว่าเป็นเรื่องฝรั่งผิวขาวเข้ามาเต็มเมือง คำทำนายถิ่นกาขาวยังบอกว่าเป็นกลียุคเพราะโจรครองเมือง พอประมวลเหตุการณ์ทุกอย่างเข้าด้วยกันแล้วก็มาถึงข้อสรุปว่า ถิ่นกาขาวหมายถึงกาที่แท้จริงมีสีดำ ทำการอำพรางความดำของตัวเองด้วยการเอาสีขาวมาทาให้คนเข้าใจผิด

นับว่าผู้ทำนายเหตุการณ์นี้แม่นเหมือนตาเห็น เพราะโจรที่ครองเมืองอาศัยข้ออ้างว่าตนเองเป็นคนดี มีคุณธรรม แต่แอบทำความชั่วตามนิสัยเดิมของตน จนในที่สุดความจริงก็ถูกเปิดเผยออกมา คนแล้วคนเล่า กลุ่มแล้วกลุ่มเล่า ว่าแท้จริงแล้วคนดี มีคุณธรรมทั้งหลาย ก็คือกาดำนั่นเอง

บัดนี้ได้เวลาเปิดโปงกาดำเหล่านี้ให้หมดเปลือก และขับไล่ออกจากบ้านนี้ไปให้พ้น เพื่อเปิดรับนกที่ดีมีคุณธรรมที่แท้จริง เช่น นกพิราบขาวที่รักสันติ รักประชาธิปไตย และรักมนุษย์ด้วยกัน ช่วงนี้เป็นการปะทะกันระหว่างความดีคือฝ่ายประชาชน กับฝ่ายชั่วคือสมุนเผด็จการอำมาตย์ จุดจบไม่ว่าจะเร็วหรือช้าเพียงใดก็ตาม ประชาชนจะชนะเสมอ ไม่ว่าจะต้องสูญเสียไปมากเพียงใดก็ตาม แต่การทำให้จบแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจะก่อให้เกิดความสูญเสียน้อยกว่าการปล่อยเวลาให้ทอดยาวออกไป และประชาชนต้องเสียสละกันต่อไป

แต่เมื่อฝ่ายการเมืองคิดสู้โดยมีประชาชนหนุนหลังและมหาอำนาจสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี รวมถึงเพื่อนบ้านที่แสนดีอย่างญี่ปุ่นแล้ว เผด็จการที่ไหนจะทนแรงพัดโหมกระหน่ำของกระแสประชาชน กระแสประชาธิปไตย กระแสแห่งเสรีภาพและความยุติธรรมที่โหยหามานานหลายสิบปีได้

ถึงเวลานี้เครื่องมือในการควบคุมถิ่นกาขาว ไม่ว่าจะเป็นสื่อ องค์กรในบังคับต่างๆ ตุลาการ และทหารต่างก็ชักบันไดหนี จนทุกอย่างจวนตัวหมดไม่สามารถทำลายฝ่ายประชาธิปไตยได้ดังใจ ยิ่งการถอยของฝ่ายตุลาการ เพราะการฟ้องคดีไม่เนียน ความรู้ไม่มี ผิดขั้นผิดตอน ผิดหลักกฎหมาย เพราะมีคนสั่งจนร้อนรนไปหมด ในที่สุดจุดอ่อนก็มีมากมายจนไปไม่ได้ ทำให้เหลือเพียงการจะใช้กำลังทหารที่พอคุมได้ให้ออกมายึดอำนาจก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป ซึ่งก็ขาดความชอบธรรมอีก และทำให้ถูกปราบปรามได้ง่ายดาย ข้าราชการที่เคยเข้ามาประจบประแจงก็จะถอยห่างออกไป หมดคนที่เคยห้อมล้อม มีแต่ความเย็นเยียบของความเปล่าเปลี่ยว หาคนไว้ใจได้ไม่มี

ความโดดเดี่ยวหงอยเหงาเช่นนี้ช่างกัดกินชีวิตเสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะมีเงินทองมากล้นเพียงใดก็ตาม ก็เพียงซื้อความสมบูรณ์ทางร่างกาย แต่หาความสุขสมบูรณ์ทางจิตใจสักน้อยนิดไม่มี ไม่ช้าก็จะทรุดและหลุดลอยไปในที่สุด

ประเด็นอยู่ตรงนี้ ที่ถิ่นกาขาวต้องหมดไปพร้อมกับความเคียดแค้นและไฟริษยาอาฆาตต่อเพื่อนมนุษย์ ไฟโทสะที่ร้อนจะพาไปหาธาตุร้อน คือไฟนรกที่แผดเผาจนหมกไหม้ชั่วกาลนาน ผู้ที่นิยมยินดีก็จะอาสาตามไปหมกไหม้ในนรกด้วยความเต็มใจ เพราะตั้งใจจะติดตามกันไปอยู่แล้ว

แต่ประชาชนคนไทยและผู้รักประชาธิปไตยต้องระวังไม่ให้เอาจิตไปผูกพันกับวัตถุที่จะไปยังนรกอเวจี ด้วยการดีใจหรือสะใจกับความทุกข์ของผู้อื่น แม้ว่าจะทำกับประชาชนไว้มากก็ตาม เพราะหากไปผูกติดไว้เมื่อตนเองจะหมดลมหายใจก็อาจถูกลากลงไปในนรกด้วย อย่าได้ประมาทเป็นอันขาดทีเดียว

เวลาในการต่อสู้กับ “กาดำ” ที่แสร้งทำตัวเป็น “กาขาว” ใกล้จะจบลงแล้ว ด้วยว่า “กาขาว” ได้ถูก “โรคตาสว่าง” ลอกคราบสีจนล่อนจ้อนเหลือแต่เพียงความดำมืดของจิตใจเท่านั้น การดิ้นรนเฮือกสุดท้ายยังคงมีอยู่และน่าจะรุนแรงอย่างถึงที่สุด นอกเสียจากบริวารจะถอยออกมาแล้วพูดวลีเด็ดว่า “มันจบแล้วครับนาย” ก็น่าจะยังคงอยู่กันแบบกระท่อนกระแท่นต่อไปได้

ฝ่ายประชาชนเองก็อย่าชะล่าใจ ปล่อยให้คนกลุ่มนี้ตั้งตัวได้หรือมีการสืบทอดอำนาจกันได้อีกต่อไป ในเวลานี้สิ่งที่ควรทำคือ รวมตัวกันเป็นกลุ่มๆละ 50 คน แล้วเชื่อมโยงไปกลุ่มอื่นๆอีก 3-4 กลุ่ม เพื่อว่ามีความจำเป็นจะได้ช่วยกัน เงื่อนไขคือต้องไม่ให้มีการปิดล้อมสังหารเหมือนเดิม แต่ประชาชนจำนวนมากต้องไปเร็วมาเร็ว ตลบหลังได้หลายๆชั้น ในที่นี้ควรจะเป็น 4 ชั้น ระวังพลเรือนที่ทหารติดอาวุธปลอมตัวเข้าไปปะปน เพื่อสังหารหรือสร้างสถานการณ์ หาโอกาสไปรับการฝึกอบรมการป้องกันตัวเองกับตำรวจหรือทหารฝ่ายประชาธิปไตย เมื่อเกิดเหตุการณ์ยาวนานจะได้เข้าเป็นกำลังหนุนได้

ประเทศไทยมีประมาณ 1,000 อำเภอ 9,000 ตำบล หากครึ่งหนึ่งเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ก็จะเท่ากับ 500 อำเภอ 4,500 ตำบล ถ้าประชาชนรวมกันได้ 2,000 คนที่จะต่อสู้ในยามจำเป็นได้ 1 อำเภอ 1 สถานีตำรวจก็จะเป็นจำนวนคนที่มีคุณภาพอย่างน้อย 1 ล้านคน ซึ่งมาจากชาวบ้านเพียงตำบลละ 200-250 คน ที่เป็นคนหนุ่มที่มีสติและความแข็งแรงเท่านั้น ไม่รวมทหารแปรพักตร์อีกจำนวนหนึ่ง เท่านี้ทหารก็ยากจะใช้กำลังหรือรัฐประหารได้

แต่ถ้าเมื่อสั่งแล้ว ทั้งตุลาการ ข้าราชการ และทหารนิ่งเฉย “กาขาว” ก็หมดสภาพ ประชาชนก็ขับเคลื่อนประเทศไปได้โดยมีแนวร่วมคือรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย จะดี จะชั่ว ประชาชนจะช่วยกันดูแลเอง ความสงบ สันติอย่างถาวรจะมาสู่สังคมไทย และนั่นหมายถึงการหมดยุค “ถิ่นกาขาว” ที่หลอกลวงประชาชนมาตลอดหลายสิบปี เข้าสู่สังคมยุคศิวิไลซ์ที่มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง และทุกคนมีกินกันทั่วหน้าชั่วลูกชั่วหลาน

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

"2+2=5" จงเชื่อฟัง หรือไม่ก็เป็น"ปฏิปักษ์" "ความจริง"(ประเทศไทย)ผ่านหนังสั้นชวนคิดจาก"อิหร่าน" !!

ที่มา มติชนออนไลน์

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ปรากฏอยู่บนหน้าวอลล์ของคนดังคนหนึ่ง

เขาหรือเธอเป็นใครไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ แต่สิ่งที่น่าสนใจและชวนให้คิดเมื่อดูหนังสั้นเรื่องนี้จบเป็นสิ่งที่เราในฐานะผู้ชม น่าจะเก็บไปขบคิด
_______________

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในชั้นเรียนสมมุติ

ห้องเรียนสีทึม บรรยากาศชวนให้อึดอัด

ครูหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง พร้อมการประกาศผ่านเสียงตามสาย ที่ระบุว่า จะการเปลี่ยนแปลงบางเกิดขึ้นในโรงเรียน และย้ำให้ตั้งใจและ"เชื่อฟัง"ในสิ่งที่ครูบอก


ก่อนจดชอล์คลงบนกระดานดำว่า "2 + 2 = 5" พร้อมทั้งย้ำให้นักเรียนทั้งชั้นพูดตามว่า "สอง บวก สอง เท่ากับ ห้า" ซ้ำแล้วซ้ำอีก

แน่นอนว่าในความเป็นจริง 2+2 ก็ย่อมเท่ากับ 4

นักเรียนคนหนึ่งลุกขึ้น และกล่าวแย้งว่า ผลของมันควรจะเป็น 4 ไม่ใช่ 5

ครูตอบอย่างหงุดหงิดว่า "ไม่ต้องคิด คุณไม่จำเป็นต้องคิด" ก่อนที่จะถูกสั่งให้นั่งเรียนอย่างสงบ

เรื่องราวไม่ได้จบแค่นี้ นักเรียนอีกคนหนึ่งลุกขึ้นมา และย้ำคำตอบเดิมว่า 2+2 อย่างไรก็ต้องเท่ากับคำว่า 4
แน่นอนว่า นี่ได้สร้างความโกรธเกรี้ยวให้แก่ครูอย่างมาก ผลที่ตามมาเราคงไม่ต้องคาดเดา ว่าผู้ที่ไม่เชื่อครูจะเป็นอย่างไร

ตัวหนังเล่าผ่านบริบทง่ายๆ คือเหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นในห้องเรียน ครู นักเรียน และบทเรียน แต่ถูกแต่งเติมด้วยความเหนือจริงในบางช่วง ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า "ความเหนือจริง"ในความคิดของคนบางกลุ่ม อาจแปลงรูปไปเป็น"ความเป็นจริง" ในคนบางกลุ่มหรือบางเหตุการณ์


แน่นอนว่าครูในเรื่องนี้ คือผู้มีอำนาจสูงสุดในห้องเรียน ย่อมมีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจในทุกเรื่อง ผิด-ถูกหรือไม่ อาจไม่ใช่ประเด็น สิ่งที่เรามองเห็นก็คือ การใช้"อำนาจ"ที่มี อยู่ เพื่อสร้าง ความจริง ขึ้นจาก ความลวง
นักเรียนที่คิดตาม ก็ย่อมรู้ดีว่า บางสิ่งที่ถูกสอน มิได้เป็นความจริงเสมอไป การกล่าวแย้ง จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ใน"ห้องเรียนปกติ"

แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดในห้องเรียน"ที่ไม่ปกติ" การโต้แย้ง ย่อมกลายเป็นการแสดงความเป็น"ปฏิปักษ์"
ปฏิปักษ์ ผู้อ่อนน้อมหรือรักตัวกลัวตาย ก็ย่อมโอนอ่อนไปตามเสียงข่มขู่ แต่ผู้ที่ยังยืนกรานในสิ่งที่ตนเชื่อ "จุดจบ"ย่อมเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้เสมอ

แล้วเราจะสามารถยืนหยัดเพื่อความจริง เพื่อคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณของเรา ภายใต้อำนาจเผด็จการได้อย่างไร? ยังคงเป็นคำตอบสำหรับคนในหลายประเทศของโลกที่ต้องตามหากันต่อไป

_______________

"Two And Two" เป็นภาพยนตร์สั้น ผลงานกำกับโดย บาบัค อันวารี ผู้กำกับชาวอิหร่านที่อาศัยในอังกฤษ ออกฉายเมื่อปี 2011 ได้รับเกียรติให้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ อาทิ เทศกาลภาพยนตร์เรนแดนซ์ และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติฟอยล์ โดยเมื่อต้นปี 2012 หนังได้รับการเสนอชื่อให้เข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ขนาดสั้นยอดเยี่ยม รางวัลบาฟต้า หรือเทียบเท่ารางวัลออสการ์ของสหรัฐฯ

อันวารีกล่าวว่า หนังมีความทรงพลังในระดับหนึ่ง และส่งผลต่อผู้ชมในหลายทาง ไม่ว่าจะในแง่ความล่อแหลม หรือปลุกความคิด หรือกระทั่งเพื่อความบันเทิง จึงเห็นได้ชัดว่า หนังคือหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญ ในการนำสารความสัมพันธ์ทางสังคม ผ่านทางภาพเคลื่อนไหว

เขากล่าวว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากการลุกฮือของประชาชนที่เกิดขึ้นทั่วโลกในหลายประเทศ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา จึงเกิดไอเดียและปรึกษากับเกวิน คัลเลน ซึ่งเคยร่วมเขียนบทหนังสั้นที่ยังไม่เคยถูกสร้างเป็นหนังด้วยกัน ว่าเขาสนใจในการพัฒนาบทต่อไปหรือไม่ และหลังจากที่เขียนบทเสร็จเรียบร้อย เขาจึงไปขอความช่วยเหลือจาก คิท เฟรเซอร์ เพื่อนและช่างภาพฝีมือดี ให้มาช่วยถ่ายภาพให้ คิทแสดงความสนใจและไม่ลังเลที่จะช่วยเหลือเขาเพื่อให้หนังเรื่องนี้เกิดขึ้น

อันวารีต้องตามหาโปรดิวเซอร์อยู่พักหนึ่ง แต่ก็ไม่พบใครที่จะช่วยทำให้หนังเรื่องนี้เกิดขึ้นได้ เขากับเพื่อนๆจึงร่วมกันเป็นโปรดิวเซอร์เสียเอง แม้จะมีอุปสรรคมากมาย เงินทุนที่ค่อนข้างจำกัดที่ทำให้ต้องคำนวณค่าใช้จ่ายกันอย่างรอบคอบ แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือการหาเด็กๆที่พูดภาษาฟาร์ซี (ภาษาเปอร์เซีย) เนื่องจากต้องการทำหนังที่พูดภาษาเปอร์เซียตลอดทั้งเรื่อง เนื่องจากเขาต้องการให้หนังดูมีความสมจริงที่สุด แม้ว่าตัวหนังเองจะมีองค์ประกอบเหนือจริงอยู่มากก็ตาม

เขาไม่สามารถหานักแสดงเด็กอิหร่านที่มีประสบการณ์ที่โรงเรียนการแสดงได้ เขาจึงตัดสินใจที่จะตรวจสอบกับชุมชนชาวอิหร่านในอังกฤษ เพื่อดูว่ามีใครที่สนใจบ้าง แต่หลังจากผ่านขั้นตอนต่างๆ เราก็ได้นักแสดงเด็กในที่สุด เด็กๆทุกคนในหนังล้วนแต่เป็นนักแสดงหน้าใหม่ทั้งสิ้น แต่พวกเขาก็ทำงานได้ดีมาก

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ในสนามรบทางกฎหมาย โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

กระแสทรรศน์ มติชน 16 กรกฎาคม 2555


คงไม่จำเป็นต้องกล่าวซ้ำถึงความไม่ชอบมาพากลที่ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญเอง และขัดต่อการตีความของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีมาก่อน ไปจนถึงการให้สัมภาษณ์ของประธานศาลรัฐธรรมนูญที่ส่ออคติก่อนการสอบสวน

ยิ่งกว่านี้ สองในตุลาการเคยให้สัมภาษณ์มาก่อนว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยการตั้ง ส.ส.ร.อาจทำได้ ซึ่งขัดกับการตัดสินใจรับคำร้องในครั้งนี้

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า มันมีอะไรที่ใหญ่และสลับซับซ้อนกว่าประเด็นทางกฎหมายหรือวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการ พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ พลังฝ่ายอำมาตย์ไม่อนุญาตให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน อย่างน้อยก็ยังแก้ไม่ได้ในช่วงนี้

รัฐธรรมนูญนั้นไม่ค่อยมีความหมายมากนักแก่ฝ่ายผู้ถืออำนาจในเมืองไทย (มิฉะนั้นเราคงไม่มีรัฐธรรมนูญเกือบ 20 ฉบับหรอก) เพราะอาจตีความอย่างไรก็ได้ นอกจากนี้ฝ่ายผู้ถืออำนาจยังมีส่วนกำกับการร่างรัฐธรรมนูญเสมอ อย่างน้อยก็นับตั้งแต่การรัฐประหาร 2490 เป็นต้นมา โดยการต่อรองร่วมกันระหว่างฝ่ายต่างๆ ที่ถืออำนาจร่วมกัน หรือหากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการสถาปนาการนำในกลุ่มผู้ถืออำนาจได้ ก็อาศัยการต่อรองผ่านกลุ่มดังกล่าวอีกทีหนึ่ง

ฉะนั้นถึงจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ไม่น่าจะเป็นที่หวั่นวิตกอย่างไร แต่ในร่าง พ.ร.บ.ที่เสนอให้ตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นเป็นผู้รับผิดชอบการแก้ไข สถานการณ์ปัจจุบันทำให้เห็นได้ว่า เป็นการยากที่ฝ่ายผู้ถืออำนาจจะเข้ามากำกับได้ เพราะ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง (เป็นส่วนใหญ่) แม้แต่ผู้ทรงคุณวุฒิก็ยังถูกเลือกมาจากรัฐสภา ซึ่งอำนาจกำกับของฝ่ายผู้ถืออำนาจเบาบางลงมาก

รัฐธรรมนูญปี 2550 เปิดโอกาสให้ฝ่ายผู้ถืออำนาจกำกับฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติได้หลายทาง แม้ต้องทำโดยไม่ค่อยตรงกับหลักการประชาธิปไตยเท่าไรนัก แต่ก็ยังเป็นอำนาจกำกับที่ขาดไม่ได้ ฉะนั้นในช่วงนี้เป็นอย่างน้อย ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการสุ่มเสี่ยงเกินไปแก่ฝ่ายผู้ถืออำนาจ จึงต้องขัดขวาง

แม้กระนั้น วิธีที่ใช้ในการขัดขวางก็ไม่ค่อยจะ "เนียน" เท่าไรนัก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับการขัดขวางร่าง พ.ร.บ. หรือคำสั่งแต่งตั้ง ซึ่งไม่ต้องการให้บรรลุผล เท่าที่ผ่านมาในอดีต หากไม่นับการรัฐประหารแล้ว ประสบการณ์ทางการเมืองที่สั่งสมมานานของฝ่ายผู้ถืออำนาจ จะรู้วิธีขัดขวางฝ่ายที่ไม่ร่วมอยู่ในผู้ถืออำนาจได้แนบเนียนกว่านี้มาก

แต่วิธีที่ไม่ "เนียน" นี้อาจเป็นวิธีเดียวที่เหลืออยู่ เพราะอย่างน้อยในช่วงระยะเวลานี้และอนาคตอันใกล้ การรัฐประหารเป็นเครื่องมือที่ใช้ไม่ได้ ขาดการยอมรับของชาติมหาอำนาจ (อย่างที่ศาสตราจารย์ลิขิต ธีรเวคิน กล่าวว่า ท่าทีของมหาอำนาจตะวันตก คือให้การยอมรับและต้อนรับรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยอย่างเห็นได้ชัด) และก่อให้เกิดความวุ่นวายถึงขั้นจลาจลทางการเมือง ซึ่งจะยิ่งทำให้ประเทศไทยภายใต้การนำของฝ่ายผู้ถืออำนาจตกในสถานการณ์ย่ำแย่ลง

หลายคนเรียกการแทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ว่า "ตุลาการรัฐประหาร" ซึ่งก็จริงอย่างปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการรัฐประหารอย่างหนึ่ง คือการประหารรัฐด้วยการอ้างอำนาจที่ไม่มีในกฎหมาย แต่อย่างน้อย ก็ต้องอ้างกฎหมาย แม้จะอ้างอย่างข้างๆ คูๆ ก็ตาม แต่ก็ต้องอ้าง

ย้อนกลับไปคิดถึง พ.ศ.2476 เมื่อกำลังทหารฝ่ายคณะราษฎรยึดอำนาจจากรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เนื่องจากรัฐบาลนั้นได้ละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ด้วยการงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา อันเป็นอำนาจฝ่ายบริหารที่ไม่มีกฎหมายใดรับรองให้ทำได้ ฝ่ายคณะราษฎรก็อ้างเหตุนี้ในการยึดอำนาจ กล่าวคือเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญเอาไว้

คณะราษฎรในขณะนั้น มิได้มีอำนาจเด็ดขาดไม่ว่าในทางทหารหรือทางการเมือง การอ้างกฎหมายจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเสริมพลังอำนาจของฝ่ายตน

เช่นเดียวกับการทำรัฐประหารตุลาการในครั้งนี้ ที่ต้องอ้างกฎหมายก็เพราะไม่มีทางเลือกอื่น แสดงให้เห็นอำนาจอันจำกัดลงของฝ่ายผู้ถืออำนาจ

สภาพอำนาจที่ถูกจำกัดลงนี้ จะดำรงอยู่ต่อไปหรือไม่ และนานเท่าไร คงเถียงกันได้ แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่เชื่อว่าจะกลับมามีอำนาจกำกับการเมืองเหมือนเดิมได้อีก หากฝ่ายผู้ถืออำนาจมีสำนึกอย่างเดียวกันเช่นนี้

สิ่งที่ต้องปรับตัวคือต้องอาศัยกฎหมาย (แต่เพียงความหมายเผินๆ ทางอักษรศาสตร์ หรือบิดเบี้ยวในเชิงกระบวนการก็ตาม) เท่านั้น ในอันที่จะเข้ามากำกับการเมืองได้ในระดับหนึ่ง

ฉะนั้น "สนามรบ" ข้างหน้า คือกฎหมายและกระบวนการทางกฎหมายสิ่งที่ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยควรทำ หลังคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ก็คือแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ให้ชัดเจนว่า อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญมีขอบเขตเพียงไหน จะระบุลงไปให้ได้อายด้วยก็ได้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตราหรือทั้งฉบับ ไม่ใช่การล้มล้างการปกครองของประเทศ

จากนั้น ทางเลือกก็เป็นสองอย่าง หนึ่งคือนำการแก้ไขมาตรา 291 กลับมาพิจารณาใหม่ และผ่านสามวาระมาให้ได้โดยเร็ว หรือสอง แก้ไขทีละมาตรา โดยเฉพาะมาตราที่ขัดหลักการประชาธิปไตยโดยตรง เช่น ส.ว.ทั้งหมดต้องมาจากการเลือกตั้ง, องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญต้องยึดโยงกับอำนาจของประชาชน ไม่มีองค์กรใดๆ สามารถ "ส่ง" ตัวแทนของตนมานั่งในตำแหน่ง โดยปราศจากการตรวจสอบและอนุมัติของประชาชน หรือองค์กรที่เป็นตัวแทนของประชาชน, ทำให้ผลพวงของการรัฐประหารเป็นหมันลงทั้งหมด แต่ไม่ตัดสิทธิในการฟ้องร้องบุคคลใดๆ ตามกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ เป็นต้น

แต่ประชาชนไม่มีเครื่องมือใดๆ ที่จะต่อสู้ใน "สนามรบ" ทางกฎหมายเลย ยกเว้นแต่พรรคเพื่อไทย ในขณะที่ก็เห็นแล้วว่าพรรคเพื่อไทยไม่ต้องการเป็นเครื่องมือให้ประชาชน เท่ากับเป็นเครื่องมือให้พี่ชายนายกฯ และบริษัทบริวาร ฉะนั้นก่อนจะเข้าสู่ "สนามรบ" ทางกฎหมาย ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันคิดหาวิธีที่จะควบคุมพรรคเพื่อไทยให้ได้

และเท่าที่ผมคิดได้เวลานี้ เราควรมุ่งพยายามไปในทิศทางต่อไปนี้

1.ต้องสร้างสื่อขึ้นมาแข่งกับพรรคเพื่อไทย ปัจจุบันพรรค พท.อุดหนุนและกำกับควบคุมวิทยุชุมชน และทีวีดาวเทียมได้หลายสถานี ส่วนสื่อออนไลน์ยังค่อนข้างเป็นอิสระกว่ากันมาก ฉะนั้นต้องหาทางลดอิทธิพลของสื่อเพื่อไทยลง โดยไม่จำเป็นต้องสร้างความเป็นศัตรูกัน แต่ต้องถ่วงดุลเนื้อหาที่ใช้บิดเบือนความประสงค์ทางการเมืองของประชาชนลงเสียบ้าง (เช่นต้องเอาทักษิณกลับบ้านโดยเร็ว แม้ต้องข้ามศพประชาชนไปอย่างเลือดเย็น เพราะการทำสงครามต้องมีแม่ทัพ เป็นต้น)

ฉะนั้นต้องมีทุนบ้าง แม้ไม่มากถึงขนาดจะสร้างสถานีทีวีดาวเทียมแข่งขัน แต่เราอาจเปิดเว็บไซต์เพิ่มเนื้อหาที่เป็นอิสระให้มากขึ้น และอาจเปิดวิทยุชุมชนหรือแบ่งเวลาของวิทยุชุมชนมาจัดเองได้บ้าง ตามแต่กรณี

นโยบายว่าต้องไม่แตกกับพรรคเพื่อไทยนั้น ต้องไม่หมายถึงว่า ประชาชนจะควบคุมพรรคการเมืองของตนเองไม่ได้ ต้องปล่อยให้พรรคทำเละเทะไปตามใจชอบ เพื่อผลประโยชน์ของพรรคพวกเท่านั้น

2.หากจะมีการเลือกตั้งซ่อมครั้งใด ประชาชนควรกดดันให้พรรคเพื่อไทยจัด "ไพรมารี่"

หรือให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดผู้สมัคร หากพรรคไม่ทำ ประชาชนจะลงคะแนนเสียงไม่ประสงค์ใช้สิทธิ พรรคเพื่อไทยอาจเสีย ส.ส.ในสภาไปหนึ่งเสียง แต่พรรคเพื่อไทยก็ยังปลอดภัยในทางการเมืองอยู่ ในขณะที่เราสามารถให้บทเรียนแก่พรรคได้ ซึ่งสำคัญกว่าอื่นใดทั้งหมด

3.ประชาชนควรระแวงแกนนำเดิมให้มาก เพราะแต่ละคนล้วนได้ประโยชน์ทางการเมืองจากพรรคเพื่อไทยเกือบทั้งสิ้น อย่างน้อยก็ได้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีช่วย หรือที่ปรึกษา คนเหล่านี้ย่อมมองประโยชน์ของพรรคเพื่อไทยเหนือกว่าประโยชน์ของประชาชนและประชาธิปไตย คงจำได้ว่าหัวหน้าพรรคเพื่อไทยให้การในศาลรัฐธรรมนูญว่า พรรคเกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดงแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ผมเสนอให้ช่วยกันคิดให้ตลอดลุล่วงยิ่งๆ ขึ้นไป

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ตุลาการ ‘ภิวัฒน์ พิฆาตและพิบัติ’ ?


ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 8 ฉบับที่ 368 วันที่ 14 – 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 หน้า 4 -5 คอลัมน์ เวทีความคิด โดย ปิยบุตร แสงกนกกุล

 
ส่วนหนึ่งจากความเรียงของนายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยปรากฏการณ์ “ตุลาการภิวัฒน์” ภิวัฒน์ พิฆาต และพิบัติ? นับแต่ 25 เมษายน 2549 (อ่านฉบับเต็มใน www.enlightened-jurists.com)

นายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ปรากฏการณ์ “ตุลาการภิวัฒน์” แบบไทยๆเข้มข้นมากขึ้น จนเกิดปัญหาว่าองค์กรตุลาการกับองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนกลายเป็นคู่ขัดแย้ง เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างองค์กรที่มีฐานความชอบธรรมทางการเมืองอย่างรัฐสภาและรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน กับองค์กรตุลาการที่ไม่มีความชอบธรรมทางการเมืองเท่ากับรัฐสภาและรัฐบาล

แน่นอนที่สุด เราไม่อาจ “ลบ” อํานาจการตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการออกไปได้ เพราะทําให้ปราศจากองค์กรเป็นกลางและอิสระที่ทําหน้าที่ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ เช่นกันหากแก้ไขให้องค์กรตุลาการมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเพื่อสร้างความชอบธรรมก็คงไม่เหมาะสม เพราะจะทําให้องค์กรตุลาการสูญสิ้นความอิสระไป เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรตุลาการต้องคํานึงถึงคะแนนนิยมตลอดเวลา จึงต้องหาวิธีประสานให้องค์กรตุลาการมีความชอบธรรมทางการเมืองมากขึ้น ถูกตรวจสอบจากภายนอกได้โดยที่ยังคงความอิสระเอาไว้

ในหลายประเทศแก้ไขโดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้วิจารณ์คำพิพากษาได้เต็มที่ เพราะประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และมอบอำนาจในส่วนตุลาการให้ศาลใช้แทน เมื่อเป็นเจ้าของอํานาจก็ย่อมมีสิทธิที่จะวิจารณ์ผู้ใช้อํานาจแทนตนเองได้ นอกจากนี้ยังกําหนดให้การพิจารณาคดีต้องเปิดเผยเป็นหลัก พิจารณาโดยลับเป็นข้อยกเว้น และเปิดโอกาสให้เข้าถึงคําพิพากษาโดยง่าย

ในประเทศที่ใช้ระบบคอมมอนลอว์กําหนดให้บุคคลภายนอกทําหน้าที่เป็นคณะลูกขุนในการพิจารณาคดี โดยให้มีอํานาจพิจารณาข้อเท็จจริงและให้ศาลวินิจฉัยเฉพาะข้อกฎหมาย

บางประเทศใช้วิธีปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริหารงานบุคคลขององค์กรตุลาการเสียใหม่ ด้วยการเพิ่มสัดส่วนบุคคลที่ไม่ใช่ผู้พิพากษาเข้าไป เช่น ฝ่ายการเมืองในฐานะผู้แทนประชาชนหรือผู้ทรงคุณวุฒิ

ในขณะที่บางประเทศอาจไปไกลถึงขนาดให้ฝ่ายการเมืองเป็นผู้แต่งตั้งผู้พิพากษาในศาลสูงสุด เช่น สหรัฐอเมริกา ให้ประธานาธิบดีแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลสูงสุด หรือฝรั่งเศสให้ประธานาธิบดี ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา แต่งตั้งตุลาการรัฐธรรมนูญฝ่ายละ 3 คน นอกจากนี้เพื่อการถ่วงดุลกันระหว่างองค์กรทางการเมืองกับองค์กรตุลาการ ยังอาจสร้างกระบวนการถอดถอนผู้พิพากษาออกจากตําแหน่งด้วยก็ได้ โดยให้วุฒิสภาเป็นผู้ถอดถอน

ในชีวิตทางการเมืองเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าองค์กรตุลาการมีบทบาททางการเมือง แต่บทบาททางการเมืองเช่นว่านั้นต้องกระทําผ่านคําพิพากษาและภายใต้ความเป็นเหตุเป็นผลตามกฎหมายเท่านั้น

ถึงแม้องค์กรตุลาการอาจเข้าแทรกแซงทางการเมืองโดยผ่านคําพิพากษาของตน แต่องค์กรตุลาการต้องคํานึงถึงหลักการแบ่งแยกอํานาจและการรักษาดุลยภาพระหว่างอํานาจไว้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องบางเรื่องเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับแนวนโยบายของรัฐบาลหรือเรื่องทางการเมืองโดยแท้ องค์กรตุลาการจําต้องสงวนท่าทีและควบคุมการใช้อํานาจของตนเองลง

หากองค์กรทางการเมืองอื่นเห็นว่าองค์กรตุลาการได้ใช้อํานาจตัดสินคดีอันเป็นการรุกล้ำเข้ามาในแดนอํานาจของตนเองมากจนเกินไป ก็เป็นไปได้ว่าองค์กรทางการเมืองนั้นอาจใช้อํานาจเพื่อตอบโต้การใช้อํานาจขององค์กรตุลาการ อันเป็นเรื่องปณกติของรัฐที่ยึดหลักการแบ่งแยกอํานาจ เช่น ใช้วิธีแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือให้รัฐสภาตรากฎหมายใหม่เพื่อลบหลักการที่ปรากฏในคําพิพากษา ใช้วิธีนําเรื่องไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ใช้วิธีประกาศต่อสาธารณะอย่างชัดเจนถึงการไม่เห็นด้วยกับคําพิพากษา ใช้วิธีนิ่งเฉยไม่บังคับการให้เป็นไปตามคําพิพากษา ตลอดจนใช้วิธีแต่งตั้งผู้พิพากษาใหม่ๆเข้าไปเพิ่มเติม เป็นต้น

การใช้อํานาจตอบโต้องค์กรตุลาการปรากฏให้เห็นในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศสสมัยประธานาธิบดีชาร์ลส์ เดอ โกลล์ (Charles de Gaulle) และสหรัฐอเมริกาในสมัยประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt)

กรณีของฝรั่งเศส ประธานาธิบดีเดอ โกลล์ และรัฐบาลได้นําร่างรัฐบัญญัติฉบับหนึ่งเสนอให้ประชาชนลงประชามติ เพื่อใช้เป็นแผนแม่บทในการแก้ไขวิกฤตการณ์แอลจีเรีย ซึ่งประชาชนก็เห็นด้วยให้ใช้กฎหมายดังกล่าว และมีผลบังคับใช้เป็นรัฐบัญญัติเมื่อวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1962


ชาร์ลส์ เดอ โกลล์ สมัยเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศส

มาตรา 2 ของรัฐบัญญัตินี้ให้อํานาจแก่ประธานาธิบดีในการออกมาตรการทั้งทางนิติบัญญัติและทางปกครอง เพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์แอลจีเรีย ประธานาธิบดีเดอ โกลล์ จึงอาศัยอํานาจตามมาตรา 2 ออกรัฐกำหนด ลงวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1962 จัดตั้งศาลทหารในดินแดนแอลจีเรีย เพื่อให้เป็นศาลที่มีเขตอํานาจในทุกข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในดินแดนแอลจีเรีย

ต่อมาศาลทหารนี้ได้พิพากษาให้นายกานาล (Canal) โดนโทษประหารชีวิต นายกานาลได้ฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดให้เพิกถอนรัฐกําหนดจัดตั้งศาลทหารดังกล่าว ศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาว่ารัฐกําหนดจัดตั้งศาลทหารในดินแดนแอลจีเรียไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีสถานการณ์พิเศษที่จําเป็นเพียงพอถึงขนาดต้องจัดตั้งศาลพิเศษขึ้นพิจารณาคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง และบทบัญญัติที่กําหนดให้ศาลทหารในดินแดนแอลจีเรียเป็นศาลชั้นต้นและศาลสุดท้ายโดยไม่อาจอุทธรณ์คําพิพากษาต่อศาลอื่นได้ เป็นการขัดหลักกฎหมายอาญาทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีนายกานาลที่โดนโทษประหารชีวิตกลับไม่สามารถอุทธรณ์คําพิพากษาดังกล่าวได้ จึงพิพากษาให้เพิกถอนรัฐกําหนดจัดตั้งศาลทหารในดินแดนแอลจีเรีย

รัฐบาลไม่พอใจคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเป็นอย่างมาก เพราะเห็นว่าเป็นการเข้ามาแทรกแซงการบริหาร และคําพิพากษาเพิกถอนการจัดตั้งศาลทหารในดินแดนแอลจีเรียเป็นการขัดขวางการดําเนินนโยบายแก้ไขวิกฤตการณ์แอลจีเรีย

ปฏิกิริยาของรัฐบาลที่มีต่อศาลปกครองสูงสุดนับว่ารุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นายกรัฐมนตรีแถลงว่า “รัฐบาลเห็นถึงความผิดปรกติของคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คําพิพากษานี้เป็นความพยายามเข้ามาปฏิบัติภารกิจที่อยู่ในแดนของฝ่ายบริหาร และองค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งรับอาณัติมาจากประชาชน และกระทบต่อความรับผิดชอบในหน้าที่ของรัฐบาลและชาติ”

4 สี่วันถัดมา คณะรัฐมนตรีแถลงว่า “การแทรกแซงของศาลปกครองสูงสุด ปรารถนาให้การปฏิบัติการตามรัฐกําหนดต้องสะดุดหยุดลง” รัฐมนตรีกระทรวงข้อมูลข่าวสารถึงกลับกล่าวว่า “รัฐบาลเห็นว่าคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดมีอยู่จริง แต่ไม่มีค่าบังคับทางกฎหมายแต่ประการใด”

รัฐบาลตัดสินใจแข็งข้อและไม่สนองตอบคําพิพากษา แทนที่รัฐบาลจะยุบศาลทหารในดินแดนแอลจีเรียและเยียวยาให้ทุกอย่างกลับคืนสู่สถานะเดิมก่อนมีการจัดตั้งศาลทหาร รัฐบาลกลับใช้อํานาจตอบโต้คําพิพากษาด้วยการเสนอร่างรัฐบัญญัติจัดตั้งศาลความมั่นคงแห่งรัฐต่อรัฐสภาอย่างรีบด่วน

ร่างรัฐบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ หนึ่ง-เพื่อรับรองรัฐกําหนดจัดตั้งศาลทหารในดินแดนแอลจีเรีย และสอง-ปิดช่องไม่ให้ศาลปกครองเข้ามาตรวจสอบการจัดตั้งศาลทหารในแอลจีเรียอีก เพราะเมื่อออกกฎหมายในรูปรัฐบัญญัติแล้ว ศาลปกครองก็ไม่อาจเข้ามาตรวจสอบได้ รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบร่างรัฐบัญญัติดังกล่าว และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 15 มกราคม ค.ศ. 1963 เมื่อมีรัฐบัญญัติรับรองรัฐกําหนด ก็เป็นอันว่ารัฐกําหนดจัดตั้งศาลทหารในดินแดนแอลจีเรียหลุดพ้นจากการตรวจสอบของศาลปกครองทันที อีกทั้งรัฐบัญญัติยังมีบทบัญญัติในมาตรา 50 ซึ่งยืนยันให้รัฐกําหนดจัดตั้งศาลทหารในดินแดนแอลจีเรียมีผลสมบูรณ์ย้อนหลังนับแต่วันที่ประกาศใช้บังคับ อีกนัยหนึ่งคือให้รัฐกําหนดมีผลสมบูรณ์นับแต่เริ่มต้นนั่นเอง

อีกกรณีหนึ่ง เดอ โกลล์ ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ในครั้งนั้นเดอ โกลล์ ประสบความยุ่งยากในการหาคะแนนเสียงจากทั้ง 2 สภาเพื่อสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อประเมินคะแนนนิยมของตนแล้วเห็นว่าประชาชนยังนิยมตนเองสูงมาก เดอ โกลล์ จึงหนีไปใช้ช่องทางตราเป็นร่างรัฐบัญญัติ แล้วให้ประชาชนออกเสียงประชามติในร่างรัฐบัญญัติแทน โดยอ้างว่ากรณีดังกล่าวเป็น “การจัดองค์กรขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ” ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 11 อนุญาตให้ออกเสียงประชามติได้ กรณีนี้ได้รับการวิจารณ์กันมาก

ข้อแรก เดอ โกลล์ ไม่ให้ความเคารพต่อรัฐสภาซึ่งต้องเป็น “ด่านแรก” ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กลายเป็นว่าต่อไปหากประธานาธิบดีต้องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแล้วประเมินว่าเสียงในสภาไม่เพียงพอหรือไม่ต้องการเสียเวลา ก็หันไปใช้มาตรา 11 แทน

ข้อสอง หากประธานาธิบดีเป็นที่นิยมชมชอบของประชาชน ก็จะนําทุกเรื่องไปออกเสียงประชามติเพื่อหาความชอบธรรม และอาจเสี่ยงต่อการเผด็จอํานาจแบบที่นโปเลียน โบนาปาร์ต และหลุยส์ นโปเลียน ผู้เป็นหลานเคยทํามาแล้ว

ผลปรากฏว่าประชาชนให้ความเห็นชอบตามที่เดอ โกลล์ เสนอ ก่อนประกาศใช้ ส.ส. บางส่วนจึงได้เข้าชื่อร้องขอต่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ แต่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญในคําวินิจฉัยลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 1962 พิจารณาแล้ว “เพื่อรักษาดุลยภาพของอํานาจ รัฐบัญญัติที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญจะตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้นั้น หมายถึงรัฐบัญญัติแบบที่รัฐสภาลงมติเท่านั้น ไม่รวมถึงรัฐบัญญัติแบบที่ประชาชนลงประชามติ เพราะถือเป็นการใช้อํานาจอธิปไตยของชาติโดยประชาชนทางตรง ซึ่งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญต้องให้ความเคารพ” จะเห็นได้ว่า กรณีนี้ทั้งๆที่เดอ โกลล์ บิดผันรัฐธรรมนูญ แต่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญก็ไม่กล้า “ชน” กับเดอ โกลล์ เพราะเรื่องที่เดอ โกลล์ ต้องการแก้ไขนั้นผ่านการออกเสียงประชามติมาแล้ว

กรณีของสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีรูสเวลต์มีนโยบาย New Deal เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สร้างความเสมอภาคและความเป็นธรรมในสังคม โดยเพิ่มบทบาทของรัฐในการแทรกแซงเศรษฐกิจ รัฐสภาได้ตรากฎหมายเป็นจํานวนมากเพื่อใช้เป็นเครื่องมือของนโยบาย New Deal อย่างไรก็ตาม ศาลสูงสหรัฐอเมริกาได้ “ล้ม-ขัดขวาง” โครงการต่างๆตามนโยบาย New Deal ด้วยการวินิจฉัยว่ากฎหมายเหล่านั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ เช่น กฎหมายกู้วิกฤตเหมืองแร่ กฎหมายกําหนดค่าแรงขั้นต่ำของสตรี เป็นต้น



เมื่อนโยบาย New Deal ต้องสะดุดบ่อยครั้ง ประธานาธิบดีรูสเวลต์จึงทนไม่ได้ ต้องประกาศขู่ว่าจะผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปฏิรูปศาลสูงตามนโยบาย Court Packing เช่น ให้ประธานาธิบดีมีอํานาจแต่งตั้งผู้พิพากษาเพิ่มมากขึ้น ศาลสูงสุดมีท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับผู้พิพากษาศาลสูงที่ต่อต้านลัทธิแทรกแซงทางเศรษฐกิจโดยรัฐพ้นจากตําแหน่งไปหลายคน ทําให้ประธานาธิบดีรูสเวลต์มีโอกาสแต่งตั้งผู้พิพากษาใหม่ๆเข้าไปแทน เมื่อรัฐสภาตรากฎหมายออกมาใหม่ (ซึ่งมีเนื้อความทํานองเดียวกันกับกฎหมายที่ศาลสูงเคยวินิจฉัยไปแล้วว่าขัดรัฐธรรมนูญ) ศาลสูงสุดก็วินิจฉัยว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ก่อนหน้านั้น ในคดี Pollock v. Farmers’ Loan & Trust Co. ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาได้วินิจฉัยว่า รัฐสภาไม่มีอํานาจตรากฎหมายเก็บภาษีทางตรงประเภทภาษีเงินได้ ภายหลังคําพิพากษานี้รัฐสภาจึงร่วมกันแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 16 ปี ค.ศ. 1963 เพื่อ “ลบ” หลักการจากคําพิพากษาดังกล่าว ด้วยการกําหนดในรัฐธรรมนูญชัดเจนเลยว่ารัฐสภามีอํานาจตรากฎหมายเก็บภาษีประเภทนี้ได้

หรือในกรณีของไทย หลังจากศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม พ.ศ. 2488 ขัดต่อรัฐธรรมนูญแล้วนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่างไม่พอใจเพราะเห็นว่าองค์กรตุลาการก้าวล้ำเข้ามาในแดนของฝ่ายนิติบัญญัติ จึงได้ตั้งคณะกรรมาธิการคณะหนึ่งเพื่อพิจารณา คณะกรรมาธิการชุดนี้เห็นว่าอํานาจในการตีความรัฐธรรมนูญเป็นอํานาจเด็ดขาดของสภาผู้แทนราษฎรในท้ายที่สุด เพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างศาลกับสภาผู้แทนราษฎรซึ่งอาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2489 จึงกําหนดให้มีองค์กรพิเศษทําหน้าที่นี้โดยเฉพาะ ด้วยการจัดตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อทําหน้าที่วินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีข้อความแย้งหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

จะเห็นได้ว่าการใช้อํานาจตอบโต้กันระหว่างฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายตุลาการเป็นเรื่องปรกติ ไม่ได้หมายความว่าเมื่อองค์กรตุลาการมีความเป็นอิสระแล้วจะหลุดลอยจากหลักการแบ่งแยกอํานาจ ความอิสระขององค์กรตุลาการเป็นความอิสระภายใต้การตอบโต้ขององค์กรทางการเมืองอื่น อย่างไรก็ตาม การใช้อํานาจขององค์กรทางการเมืองเพื่อตอบโต้องค์กรตุลาการจะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นกับบริบททางการเมืองในขณะนั้น ดังกรณีของประธานาธิบดีเดอ โกลล์ และประธานาธิบดีรูสเวลต์ที่กล้าชนกับศาลเพราะประเมินว่าตนยังมีคะแนนนิยมจากประชาชนอย่างสูง



ประชาธิปไตยคืออะไร?

อาจเป็นคําถามที่ตอบยาก แต่อย่างน้อยประชาธิปไตยก็มีสาระสําคัญพื้นฐานอยู่ ก็คือ การปกครองโดยเสียงข้างมาก และเสียงข้างมากต้องเคารพและไม่ไปข่มเหงรังแกเสียงข้างน้อย ในขณะเดียวกันเสียงข้างน้อยต้องอดทนต่อกฎเกณฑ์ที่มาจากมติของเสียงข้างมาก และอดทนรณรงค์ทางการเมืองเพื่อรอวันกลับไปเป็นเสียงข้างมาก

แน่ละ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้มีเพียงการเลือกตั้ง ตรงกันข้ามประชาธิปไตยยังต้องมีการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน การแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี การมีส่วนร่วมของประชาชน การชุมนุมประท้วง อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของการปกครองแบบประชาธิปไตย เราจะมีเครื่องมือใดที่ใช้วัดความนิยมทางการเมืองได้ดีเท่านี้ หรือต้องให้ผู้มีบารมี-คุณธรรมเท่านั้นหรือที่มีสิทธิออกมาบอกว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็นใคร รัฐบาลต้องเป็นใคร?

ตลอด 60 สิบปีของประชาธิปไตยแบบไทยๆ (ใช้ปี 2490 หลังเหตุการณ์เสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ไป 1 ปีเป็นเกณฑ์ เพราะเป็นปีที่รัฐประหารรัฐบาลประชาธิปไตยยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2489 อันเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง เป็นจุดเริ่มต้นของประเพณีรัฐประหาร-วงจรอุบาทว์ของการปกครองไทย และเป็นปีที่อุดมการณ์คณะราษฎร 24 มิถุนายน 2475 เริ่มถูกกําจัดจนหายไปจากการเมืองไทย) มีความพยายามลดคุณค่าของการเลือกตั้ง ให้การเลือกตั้งเป็นเรื่องสกปรก มีแต่การซื้อเสียง ประชาชนผู้ลงคะแนนเป็นคนโง่ นักการเมืองเป็นปิศาจ การเมืองแบบผู้แทนเป็นเรื่องเหลวไหล มีแต่เอาชนะคะคานและมุ่งหาผลประโยชน์

ความพยายามเช่นนี้มีเพื่ออะไร?

เพราะว่าหากการเลือกตั้งและการเมืองในระบบรัฐสภาถูกลดคุณค่าจนต่ำเตี้ยติดดินแล้ว ย่อมทําให้อํานาจของผู้อวดอ้างว่าตนมีบารมี มีคุณธรรม มีการศึกษา และผู้ที่อ้างว่าตนไม่อยากไปแปดเปื้อนกับการเมืองสกปรก สูงเด่นขึ้นมาแทน เมื่อประชาชนเหม็นเบื่อกับการเมืองในระบบรัฐสภา ก็จะไปเรียกหาผู้อวดอ้างว่าตนมีบารมี มีคุณธรรมเข้ามาแทนที่นั่นเอง

ผู้เขียนเห็นว่าข้อเสนอเรื่อง “ตุลาการภิวัฒน์” และปรากฏการณ์ “ตุลาการภิวัฒน์” เป็นส่วนหนึ่งของการลดทอนคุณค่าประชาธิปไตย ด้วยการตําหนิการเมืองในระบบผู้แทน และหันไปเชิดชูสถาบันจารีตนิยมอย่างองค์กรตุลาการ

ในความเห็นของผู้เขียน ปรากฏการณ์ “ตุลาการภิวัฒน์” อันเป็นผลต่อเนื่องจากพระราชดํารัส 25 เมษายน 2549 ต่อเนื่องจากข้อเสนอของธีรยุทธ บุญมี และต่อเนื่องจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ไม่เพียงแต่ไม่ช่วยแก้ไขปัญหาวิกฤตการเมือง ตรงกันข้ามยังทําให้ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมถูกท้าทาย-สั่นคลอนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน หลายครั้ง “ตุลาการภิวัฒน์” อาจบังคับให้คนต้องเคารพ อาจสะกดให้คนเห็นต่างต้องสยบยอม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขายอมรับนับถือ “ตุลาการภิวัฒน์” ในทุกกรณี ตรงกันข้ามอาจเป็นเพราะพวกเขาหวั่นเกรงในอํานาจ (ทั้งทางการและไม่เป็นทางการ) มากกว่า ต้องไม่ลืมว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งสําคัญๆในประวัติศาสตร์การเมืองของหลายประเทศล้วนแล้วแต่เกิดจากการที่ประชาชนรู้สึกว่าไม่มีความยุติธรรม

ต่อคําถามว่า ณ เวลานี้ ขบวนการ “ตุลาการภิวัฒน์” จบหรือยัง?

กับคําถามนี้ผู้เขียนคงตอบไม่ได้ นอกเสียจากแนะนําให้พิจารณาไปที่รัฐบาลปัจจุบัน พินิจดูว่านายกรัฐมนตรีคือใคร มาจากพรรคใด เข้ามาเป็นรัฐบาลได้เพราะอะไร มีใครสนับสนุนอยู่ แล้วท่านอาจได้คําตอบชัดเจนว่านับจากนี้ “ตุลาการภิวัฒน์” จะยุติบทบาทหรือบรรเทาเบาบางลงหรือไม่?


วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ความ 'ตลก' ของ 'ตลก.' ศาลรัฐธรรมนูญ

ที่มา http://www.facebook.com/verapat


วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ เสนอบทวิเคราะห์ หลังศาลมีคำวินิจฉัยยกคำร้อง

กฎหมายกำหนดว่า คำวินิจฉัยให้มีผลในวันอ่าน ดังนั้น ต้องยึดถือว่าสิ่งที่ศาลอ่าน เป็นคำวินิจฉัย คำถามคือ สิ่งที่ ตลก. อ่านไป ฟังแล้ว 'ตลก' ไหมครับ ?

*** ตลก ที่ 1 ***

ศาลบอกบอกว่า ถ้าตั้ง สสร. แก้ทั้งฉบับ สภาจะ ต้อง (หรือ "ควร" ?) ไปถามประชาชนก่อน

ในขั้นแรก รัฐธรรมนูญ มาตรา 165 เองไม่ได้ให้อำนาจรัฐสภาไปทำประชามติถามประชาชน ผู้ที่จะทำประชามติได้ คือ คณะรัฐมนตรี แล้ว ศาลจะให้ 'ฝ่ายบริหาร' ไปก้าวล่วงถามเรื่องแก้รัฐธรรมนูญแทน 'ฝ่ายนิติบัญญัติ' กระนั้นหรือ ?

หรือศาลจะให้สภา ไปตรากฎหมายที่ 'เล็กกว่า' รัฐธรรมนูญ มาขอทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ 'ที่ใหญ่กว่า' ?

แล้วตอนไปถามประชาชน จะให้ถามว่าอะไรครับ จะให้เลือกระหว่าง

ก. เลือกเก็บ รธน 2550 ทั้งฉบับไว้

กับ

ข. เลือกร่างใหม่ ที่ยังไม่ทันได้ร่าง

แล้วจะให้ประชาชนเลือกอย่างไร ? ในเมื่อตัวเลือกมันยังไม่มีให้เลือก ?

*** ตลก ที่ 2 ***

ศาลบอกว่า แก้ทั้งฉบับ ต้องถามประชาชนก่อน

แต่แก้ทีละมาตรา ไม่ต้องถามประชาชน

สรุปถ้า จะแก้ทีละมาตรา ทั้งหมดซัก 300 มาตรา สรูป สภาทำได้ ไม่ต้องถามประชาชน ?

ตรรกะนี้ ผิดเพี้ยน มาก เอาคำหรู เช่น "อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ" มาอ้าง ก็ไม่ได้ช่วยให้มีตรรกะแต่อย่างใด

*** ตลก ที่ 3 ***

หลังศาลอ่านคำวินิจฉัย โฆษกศาลแถลงว่า ข้อกฎหมายที่ศาลวินิจฉัย คือ มาตรา 68 สรุปว่าไม่ได้มีการล้มล้างการปกครองฯ แต่พอถูกนักข่าวถามว่า ศาลวินิจฉัยเรื่อง มาตรา 291 ว่าห้ามแก้ไขทั้งฉบับ หรือไม่ โฆษกกลับตอบว่า เป็นข้อเสนอแนะ เป็นความเห็น หากรัฐสภาดำเนินการต่อ ต้องรับผิดชอบเอง

แล้วสรุป ถ้าจะ ยกคำร้อง แล้ว จะยึกยัก แสดงความเห็นนอกประเด็นไปเพื่อเหตุใด ?

*** ผมย้ำอีกครั้งว่า ***

ประเด็นของคดีนี้ คือ มาตรา 68 ไม่ใช่ มาตรา 291 ศาลจึงไม่มีอำนาจไปก้าวล่วงว่า มาตรา 291 แก้ไขอย่างไร

ขนาดสมัยประชาธิปัตย์แก้รัฐธรรมนูญทีละมาตรา แล้วเพื่อไทยนำไปร้องศาลตาม มาตา 154 ศาลยังปฏิเสธคำร้องเพื่อไทย บอกว่า มาตรา 291 เป็น "เรื่องเฉพาะ" ที่สภาต้องดำเนินการสามวาระ ศาลไม่เข้าไปก้าวล่วง

มาตรา 291 กำหนดว่า เมื่อพ้น 15 วันหลังลงมติวาระ 2 ไปแล้ว สภามี "หน้าที่ตามกฎหมาย" ต้องเดินต่อไปยัง วาระ 3



ดังนั้น เมื่อศาลวินิจฉัยแล้วว่า คดีนี้ไม่ขัด มาตรา 68 รัฐสภาต้องเดินหน้าต่อวาระสามตามที่ มาตรา 291 กำหนดไว้ รัฐสภาจะนำความเห็นหรือข้อเสนอแนะนอกคำวินิจฉัยไม่ได้

และหากประชาชนผู้รักประชาธิปไตยจะหลงตามศาลจนแตกเสียงกันว่า จะเดินหน้าวาระ 3 หรือไม่ ก็จะน่าเสียดาย

ส่วนถ้าสภาเดินต่อวาระ 3 แล้วมีคนไปฟ้องซ้ำว่าขัดมาตรา 68 ศาลก็ต้องตอบให้ชัดเจนว่า ที่บอกว่า มาตรา 291 แก้ได้อย่างนั้นอย่างนี้ เป็น "ความเห็น" ของศาล แต่ไม่ใช่ "คำวินิจฉัย"

เพราะคำวินิจฉัย วันศุกร์ที่ 13 นี้ มีผูกพันเพียงประการเดียว คือ "ยกคำร้อง" !

วีรพัฒน์ ปริยวงศ์

นักกฎหมายอิสระ

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

‘อำนาจที่สี่’ประชาธิปไตยแบบไทยๆความวุ่นวายแห่งแผ่นดินที่ไม่รู้จักจบ


ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 8 ฉบับ 367 วันที่ 7-13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 หน้า 11 คอลัมน์ กรีดกระบี่บนสายธาร โดย เรืองยศ จันทคีรี


ตามที่เราเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาจนถึงตำราทางรัฐศาสตร์ระดับอุดมศึกษาว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน แล้วยังจำแนกอำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 ฝ่ายที่เป็นอิสระต่อกัน รวมทั้งเป็นอำนาจที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้ผ่านทั้งอำนาจบริหาร ซึ่งเป็นของรัฐบาล อำนาจนิติบัญญัติผ่านรัฐสภา และอำนาจตุลาการผ่านศาลยุติธรรม

นั่นคือหลักการเบื้องต้นที่ได้รับการยอมรับและเคารพกันมาโดยตลอด ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ภายใต้ระบอบการปกครองเช่นนี้ เมื่อนักวิชาการได้เลาะตะเข็บประวัติศาสตร์การเมืองย้อนกลับไปจนถึงปี 2475 คลำดูปมการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งกลับปรากฏว่าไม่เป็นไปตามขั้นตอนประชาธิปไตย

อาจทำให้เราต้องสรุปใหม่จากบทเรียนประชาธิปไตยนแบบฉบับไทยๆว่า แท้จริงแล้วความวุ่นวายและขัดแย้งต่างๆที่เกิดขึ้น นอกจากมีเหตุผลมาจากอำนาจทั้ง 3 ที่เกิดความไม่สมดุลกันในระบบ เป็นเหตุของการบิดเบี้ยวทางอำนาจ เกิดความขัดแย้งขึ้นมาในวงจรการเมือง จนกระทั่งส่งผลกระทบให้ความขัดแย้งนั้นกลายเป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งในรูปแบบไม่ปรกติ และมีการเปลี่ยนผ่านในรูปแบบการปฏิวัติรัฐประหารที่เป็นวงจรอุบาทว์มาโดยตลอด รวมทั้งครั้งล่าสุดในปี 2549 ที่กลายเป็นผลสืบเนื่องจนปัจจุบันนี้ และยากจะพยากรณ์ว่าความวุ่นวายจะถูกผลักดันให้ไปบรรจบลงในลักษณะเช่นใด จะเกิดความขัดแย้งจนเกิดความวุ่นวายและนองเลือดขึ้นมาในบ้านเมืองอีกครั้งหรือไม่?

นอกจากอำนาจทั้ง 3 ที่ไม่เป็นไปตามหลักการแล้ว เมื่อเลาะตะเข็บประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปหาสาเหตุของความวุ่นวายนี้ ทำให้เราได้รับรู้ข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมอีกประการว่า สาเหตุหลักอีกข้อที่เป็นปัจจัยสำคัญส่งเสริมให้เกิดการแย่งชิงอำนาจในสังคมไทยนั้น นอกจากอำนาจไม่อยู่ในที่ที่ควรจะเป็น ประชาธิปไตยในแบบไทยๆก็ไม่ได้มีเพียง 3 อำนาจอธิปไตยเท่านั้น แต่มีอำนาจเจ้าเล่ห์และฉ้อฉลอีกอำนาจหนึ่งที่กลายเป็นเงาดำมืดคอยทรยศหักหลังการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาโดยตลอด

อำนาจเจ้าเล่ห์นี้ได้แก่ อำนาจแฝงของชนชั้นสูงที่พยายามสืบทอดให้ประเทศไทยคงอยู่ในระบอบการปกครองแบบโบราณยาวนานที่สุดเท่าที่จะสามารถผลักดันได้ โดยปัจจุบันเรารู้จักในนามของอำนาจในระบอบอำมาตยาธิปไตย เป็นลักษณะของอำนาจแฝงเร้นในสังคมที่ไม่ใช่เพียงใช้ผ่านคณะรัฐบาล รัฐสภา หรือคณะตุลาการเท่านั้น แต่ยังสามารถบูรณาการอยู่เบื้องหลังผลักดันให้อำนาจทั้ง 3 ในระบอบประชาธิปไตยต้องบิดเบี้ยวเพื่อรับใช้ตามเจตจำนงของอำนาจแฝงดังกล่าว โดยใช้ผ่านการผลักดันของเหล่าขุนศึกที่คอยรับใช้ด้วยการทำปฏิวัติรัฐประหาร

จึงกล่าวได้ว่าอำนาจอธิปไตยแบบไทยๆมี 4 อำนาจ ได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ และอำนาจแฝงโดยขุนศึก มาถึงปัจจุบันสภาพของอำนาจแฝงได้เปลี่ยนมิติไป แต่ไม่ได้หมายความว่าอำนาจอธิปไตยจะอยู่ในมือของปวงชนแต่อย่างใด 3 อำนาจในหลักการประชาธิปไตยแท้จริงยังสามารถอยู่ใต้บงการอิทธิพลเงามืดของฝ่ายอำมาตย์ เพราะอิทธิพลอำมาตย์สามารถแทรกแซงทั้งทางตรงและทางอ้อมได้ในหลายกลไก แม้กระทั่งกลไกของพรรคการเมือง บ่อยครั้งที่รัฐบาลที่บริหารชาติบ้านมืองอยู่ภายใต้การชี้นำของอำมาตย์เหล่านี้

มาจนถึงวันนี้อำนาจแฝงดูจะไม่นิยมใช้ผ่านอิทธิพลของขุนศึกอีก เนื่องจากการใช้อำนาจผ่านอิทธิพลของขุนศึกนั้นค่อนข้างเป็นอำนาจทางตรงที่แข็งกระด้างจนเกินไป กลุ่มอำมาตย์จึงนิยมใช้อำนาจแฝงในมิติใหม่ ซึ่งเรารู้จักกันในนามของ “อำนาจตุลาการภิวัฒน์” อย่างที่เราประจักษ์กันดีอยู่แล้วว่าอำนาจแฝงในปัจจุบันเลือกใช้ผ่านบรรดาองค์กรอิสระและองค์กรตรวจสอบต่างๆที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญเผด็จการ 2550 อำนาจแฝงเหล่านี้สามารถเคลื่อนสู่หนทางปฏิบัติได้ด้วยการยึดโยงจากรากเหง้าของต้นไม้พิษ

สรุปได้ว่าบรรดาองค์กรอิสระและองค์กรตรวจสอบต่างๆจากการปฏิวัติปี 2549 ล้วนเป็นกลไกที่สืบทอดทำให้อำนาจแฝงสามารถผลักดันและสร้างอิทธิพลขึ้นมาได้ จนวันนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ยังต้องเผชิญเวรเผชิญกรรมอยู่ เพราะอำนาจแฝงที่แสดงผ่านกลไกของผลไม้พิษทั้งหลายทั้งปวง

ประชาธิปไตยของไทยไม่มีทางจะเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์แบบ ตราบใดที่ยังมีอำนาจแฝงซ่อนอยู่ในองค์กรอิสระและองค์กรตรวจสอบต่างๆคอยชักโยงให้อำนาจหลักต้องพลอยบิดเบี้ยวไปตามอิทธิพล นี่คือต้นตอที่ทำให้สังคมไทยไม่เป็นประชาธิปไตย ขาดหลักการ ขาดระบบ และขาดความยุติธรรมต่างๆ

หากไม่กำจัดอำนาจแฝงเหล่านี้ให้หมดไป วงจรอุบาทว์ในแบบใหม่ๆก็จะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อในสังคมไทย มิใช่เพียงในรูปแบบของการปฏิวัติรัฐประหารเท่านั้น แต่ภายใต้ระบบประชาธิปไตยอัตลักษณ์ไทยๆยังเป็นระบอบที่มีลักษณะบ่อนทำลายอำนาจอธิปไตยทั้ง 3

จึงเป็นเหตุแห่งโรคหรือเย ธัมมา สำหรับสังคมพิการแบบไทยๆ สมมุติฐานของโรคจึงอยู่ ณ จุดนี้ ถ้าสมมุติฐานไม่ถูกตัดให้ขาดหายไป โรคก็ยังคงอยู่กับสังคมไทยอีกยาวนาน จะรอให้โรคลามเข้ากระแสโลหิตอย่างไม่รู้จบอย่างนั้นหรือ เพราะร้ายกาจยิ่งกว่ามะเร็งเสียอีก อำนาจแฝงขององค์กรอิสระจึงต้องแก้ไขเพื่อสร้างความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงให้ได้

นี่คือยุทธศาสตร์ที่นักต่อสู้ทางประชาธิปไตยจะต้องคิดให้ตกทุกๆคน มิฉะนั้นจะวนเวียนเป็นกงเกวียนกำเกวียนอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น ภายใต้อำนาจทั้ง 4 ของประชาธิปไตยในอัตลักษณ์ไทย จึงเป็นเหตุแห่งความวุ่นวายทั้งหลายในแผ่นดิน

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

"..รับๆไปก่อน" และ"จินตนาการ" "ศุกร์13"ฝันหวานของใคร ?

ที่มา:มติชนรายวัน 10 กรกฎาคม 2555


การไต่สวนคดีล้มล้างประชาธิปไตย ในศาลรัฐธรรมนูญ 2 วัน เมื่อ 5-6 ก.ค.ที่ผ่านมา ดำเนินไปอย่างเข้มข้น

ด้านหนึ่งเป็นการ "โชว์" หลักวิชา "ว่าความ" ภาคปฏิบัติของนักกฎหมายจากพรรคการเมือง

สร้างลีลา ใส่อารมณ์ ให้อีกฝ่ายเป็นอาชญากรประชาธิปไตยใจฉกาจ

ทั้งๆ รู้กันว่า นี่คือ คดีการเมือง

เนื้อหาการเบิกความพัวพันนุงนังกับเรื่องการเมือง มากกว่าจะเป็นพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ในเชิงวิชาการกฎหมาย มีคำให้การที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจปัญหา

การเลือกพยานของศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ นายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นพยานที่มาให้ความเห็นทางวิชาการของฝ่ายผู้ร้อง

ก็ได้เปิดหูเปิดตากับวิชาการไประดับหนึ่ง

ส่วนฝ่ายผู้ถูกร้อง คือ นายโภคิน พลกุล

นายโภคินนอกจากแนบแน่นกับพรรคเพื่อไทยตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน เขาคือ ดอกเตอร์กฎหมาย สาขากฎหมายมหาชน จากมหาวิทยาลัยปารีส 2

"คลิป" คำเบิกความ ตอบคำซักถาม 1 ชั่วโมง 40 นาทีเศษ ของนายโภคิน กำลัง "ฮิต" ในแวดวงผู้สนใจการเมืองขณะนี้

ตอนหนึ่งของการเบิกความ นายโภคินกล่าวต่อศาลฯว่า

ความผิดตามมาตรา 68 บัญญัติชัดเจนว่า เป็นเรื่องของการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างประชาธิปไตย และกระทำการให้ได้มาซึ่งอำนาจปกครอง นอกเหนือจากวิถีทางรัฐธรรมนูญ

ต้องดูว่าข้อเท็จจริงขณะนี้ ยุติอย่างไร

จะพบว่า ข้อเท็จจริงอันเป็นข้อยุติในขณะนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังเป็นเพียงแค่ร่างที่ผ่านการพิจารณาในวาระที่ 2 เท่านั้น

ยังไม่ได้มีการแก้ไขคำแม้แต่คำเดียว

ถ้าข้อยุติหยุดเพียงแค่นี้ คือยังไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่กลับมีการจินตนาการว่า จะไปแก้ไขเช่นนั้นเช่นนี้ และมีความผิด

ผมจึงคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเรากำลังเอาจินตภาพไปตัดสินข้อเท็จจริงในปัจจุบันอยู่

และถ้าหากสมมุติต่อไปว่า หากมีการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 และออกเป็นกฎหมาย แต่มีข้อยุติแค่การมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เท่านั้น

ส.ส.ร. จะดำเนินการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ก็ยังไม่มีใครทราบ

แต่กลับมีการจินตนาการอีกว่า ส.ส.ร. จะเป็นพวกนั้นพวกนี้ และมีพรรคการเมือง นักการเมือง กลุ่มต่างๆ อยู่เบื้องหลัง

อาจจะกล่าวว่า มีนาย ก. นาย ข.ไปพูด ทำให้เห็นว่าจะแก้อย่างนั้นอย่างนี้ ก็เป็นเรื่องของนาย ก. นาย ข. ไม่ใช่ ส.ส.ร.ที่จะแก้ไข

มีการตอบโต้จากฝ่ายผู้ร้อง ทำนองว่า "จินตนาการ" ที่เกิดขึ้น มาจากการแสดงท่าทีที่น่าหวาดระแวงและสับสนของฝ่ายรัฐบาลนั่นเอง

ถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า จินตนาการของผู้ร้องทั้ง 5 ราย เกิดขึ้นอย่างบริสุทธิ์ เป็นผลอย่างตรงไปตรงมาจากท่าทีของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 จริงหรือ?!

และเพิ่งเกิดขึ้น เมื่อมีการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 นี่เองหรือ

หรือว่า "จินตนาการ" นี้ คือภาคต่อ ของหนังผีเรื่องเดิม ที่ทำให้เกิดการรัฐประหาร 2549

หรือว่า เป็นจินตนาการบนพื้นฐานของการต่อสู้ช่วงชิงทางการเมือง เมื่อฝ่ายหนึ่งสู้ไม่ได้ ก็หาหนทางเอาชนะด้วยวิธีการพิเศษ

จับมือกับอำนาจกับมือที่มองเห็นบ้างไม่เห็นบ้าง

จะอย่างไรก็ตาม การนำเอา "จินตนาการ" มาปะปนกับเรื่องจริง ย่อมเป็นเรื่องอันตรายกับทุกฝ่าย

โดยเฉพาะหากสังคมนี้แยกไม่ออก ระหว่างเรื่องจริงกับจินตนาการ

และชวนให้ "จินตนาการ" กันต่อไปว่า บ้านเมืองหลังจากนี้ จะเป็นอย่างไร

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ตุลาการในระบอบประชาธิปไตย ทำอย่างไรจึงจะยุติธรรม?


ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 8 ฉบับ 367 วันที่ 7-13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 หน้า 6 คอลัมน์ เวทีความคิด โดย ตะวัน มานะกุล



ว่ากันว่าหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ผู้คน คือหน้าที่แก่นกลางของระบอบการเมืองทุกระบอบ และเมื่อพูดถึงความยุติธรรมแล้ว เรามักนึกถึงสถาบันซึ่งถูกถือว่าเป็นตัวแทนของคุณค่าดังกล่าว ได้แก่ สถาบันตุลาการ ที่มีหน้าที่พิจารณาตัดสินถูกผิด รวมถึงใช้อำนาจของตนจัดการกับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม

แต่เมื่อศาลคือผู้พิทักษ์ความเที่ยงธรรมทางสังคมแล้ว เหตุใดตราชั่งของศาลไทยนั้น ชั่งออกมาอย่างไรก็ไม่เคยเที่ยงในสายตาคนทุกกลุ่มพร้อมกันเสียที ลักษณะดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะในสังคมไทย และหลายครั้งเราไม่อาจอธิบายปรากฏการณ์ได้โดยง่ายๆว่าเกิดขึ้นจากปัญหาเรื่องผลประโยชน์หรือศีลธรรมของตัวผู้พิพากษา

เช่นนั้นแล้วปัญหาอยู่ที่ตรงไหน?

เพื่อหาคำตอบ นิยายบางเรื่องอาจช่วยเราได้ ในหนังสือนิยายปรัชญาเรื่องการิทัตผจญภัย (The Curious Enlightenment of Professor Caritat) เขียนโดย สตีเวน ลุคส์ (Steven Lukes) การิทัต ตัวเอกของเรื่องได้เดินทางผ่านนครทั้งหมด 5 แห่ง แต่ละแห่งเป็นนครที่สร้างขึ้นบนฐานปรัชญาหนึ่งๆ ตลอดการเดินทางการิทัตได้เห็นกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้นในหลายๆเมือง ซึ่งมีวิธีพิจารณาคดีความที่สุดแปลกแหวกแนวอย่างไม่น่าเชื่อ เช่น ในเสนานครนั้นถือว่าผู้กุมอำนาจคือความยุติธรรม ดังนั้น ความอยุติธรรมคือการไม่เคารพเชื่อฟังอำนาจของผู้ปกครอง (ซึ่งเป็นเหตุให้การิทัตต้องหนีออกไปเร่ร่อนอยู่ต่างแดน) ส่วนในประโยชน์นครนั้น การิทัตได้รับรู้ว่าศาลของที่นี่พิจารณาถูกผิดโดยการชั่งน้ำหนักว่าตัดสินอย่างไรจึงจะเกิดอรรถประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมมากที่สุด ดังนั้น ผู้บริสุทธิ์คนหนึ่งจึงถูกตัดสินลงโทษด้วยเหตุผลของศาลที่ว่า หากไม่ตัดสินเช่นนี้แล้วกระบวนการยุติธรรมจะเสื่อมความเชื่อถือ เพราะจะถูกมองว่าไร้ประสิทธิภาพเนื่องจากไม่สามารถหาจำเลยมาลงโทษได้!!!

นิยายเรื่องนี้ หากผู้อ่านอ่านด้วยใจที่เปิดกว้างแล้วจะรู้สึกนึกขันตัวเองขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เพราะเมืองแต่ละแห่งสามารถอธิบายแนวคิดของความยุติธรรมของตนเองได้อย่างมีเหตุผล จนเราเห็นความเที่ยงธรรมในแบบที่เราไม่คุ้นเคยขึ้นมารำไร ทั้งที่มันสุดแสนจะเอียงหากพิจารณาจากหลักคิดอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม คุณูปการของนิยายปรัชญาการเมืองที่อธิบายแนวคิดปรัชญาให้เราเข้าใจ ด้วยการขับเน้นความสุดขั้วชวนหัวเราะออกมานั้นมีคุณูปการสำคัญคือ ช่วยชี้ชวนให้เห็นว่า เอาเข้าจริงแล้วอาจจะไม่มีความยุติธรรมสากลสูงสุดลอยอยู่บนฟ้ารอคอยให้มนุษย์เข้าถึง แต่ความยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรมนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ประกอบสร้าง ให้คุณค่าตามค่านิยม หลักการ ปรัชญา ที่ตนสมาทานอยู่ กล่าวคือ ตราชั่งที่เที่ยงตรงสมบูรณ์ในตัวเองนั้นไม่มีอยู่จริง เพราะชั่งแต่ละครั้งจะเที่ยงหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับพื้นที่ผู้ถือตราชั่งถืออยู่ว่าเอียง ล้ำ ต่ำ สูง แค่ไหน อย่างไร ดังนั้น เที่ยงในมุมมองหนึ่ง อาจไม่เที่ยงในอีกมุมมองหนึ่ง

แน่นอนว่านิยายเป็นเรื่องแต่ง แต่ความลักลั่นย้อนแย้งดังตัวอย่างในนิยายไม่ใช่เรื่องเกินจริงหากพิจารณาจากหน้าประวัติศาสตร์ ตัวอย่างเช่น เราอาจพบว่าศาลประชาชนหลังการปฏิวัติประชาธิปไตยฝรั่งเศสพยายามสถาปนาความยุติธรรมด้วยการกวาดล้างบุคคลในระบบอำนาจเก่าในฐานะศัตรูแห่งรัฐและประชาชน ในขณะที่ศาลอเมริกายุคเริ่มแรกที่หวาดเกรงสภาวะเผด็จการเสียงข้างมากเช่นในฝรั่งเศสนี้ ก็ตัดสินแขวนคอผู้คนที่เผยแพร่คำสอนนอกรีตอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ

ตัวอย่างที่ชวนสยองขวัญกว่าคือ ในช่วงเวลาหนึ่ง Roland Freisler ผู้พิพากษาคนสำคัญของระบอบนาซี กล่าวออกมาอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “...นี่คือตำแหน่งแห่งที่ของภารกิจเราที่ถูกวางไว้ในฐานะผู้รักษากฎหมาย...ความยุติธรรมคืออะไรก็ได้ที่รับใช้ประชาชนเยอรมัน...” และเพื่อการนี้เขาจึงเห็นว่า “หลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of powers) ไม่มีที่ทางในรัฐนาซีอีกต่อไป อำนาจสูงสุดไม่สามารถแบ่งแยกได้ในมือท่านผู้นำ” และเมื่อความยุติธรรมเป็นเช่นนี้เสียแล้ว เขาจึงลงความเห็นเกี่ยวกับบทบาทของตนเองในฐานะตุลาการอย่างสั้นๆได้ใจความว่า “ใครสักคนต้องเป็นหมาล่าเนื้อ” แน่นอนว่าความเห็นนี้เที่ยงธรรมอย่างยิ่งในระบอบนาซี

สรุปแล้วในระดับสังคมการเมือง ตราชั่งจึงไม่เคยเที่ยงตรงในสายตาผู้ที่สมาทานคุณค่าแตกต่างกัน ดังนั้น ในเบื้องต้นผู้พิพากษาจำเป็นต้อง “เลือกข้าง” ในความหมายที่ว่า ตกลงแล้วตนยืนอยู่บนหลักคุณค่าอะไรเป็นสำคัญ การถามหาบทบาทของศาลในการอำนวยความยุติธรรมบนฐานของชุดคุณค่าหนึ่งที่สังคมสมาทาน อาจช่วยจำกัดกรอบโจทย์ทางการเมืองไทยในปัจจุบันง่ายขึ้นกว่าการไปถามหาความยุติธรรมสมบูรณ์ (Absolute Justice) ซึ่งตีความกันได้อย่างไม่รู้จบ กล่าวอย่างตรงประเด็น ทางออกการเมืองไทยในเรื่องบทบาทศาลท่ามกลางความขัดแย้งจึงน่าจะอยู่ที่การหาคำตอบว่า ตกลงแล้วศาลมีหน้าที่อำนวยความยุติธรรมอย่างไรในระบอบเสรีประชาธิปไตย สมมุติว่าประเทศเราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย

ศาลในฐานะกรรมการเส้นและปรากฏการณ์ “ตุลาการภิวัฒน์”

ปัญหาชวนปวดหัวต่อมาคือ ระบอบประชาธิปไตยดันเป็นระบอบที่เปิดพื้นที่เสรีภาพให้กับประชาชน ดังนั้น ในสังคมที่ปกครองด้วยระบอบดังกล่าวจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยชุดคุณค่าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหลักเสรีภาพ อำนาจของรัฐบาลเสียงข้างมาก สิทธิชุมชน ความเสมอภาค เช่นนี้แล้วการชั่งตราชั่งของตุลาการอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะปัญหาเรื่องชุดคุณค่าที่ขัดกัน เมื่อนำเหตุผล หลักคิด ของทั้งสองฝ่ายมาชั่งแล้ว ตราชั่งอาจไม่ได้เอียงหักตกไปด้านใดด้านหนึ่งให้เห็นถูกผิดได้ง่ายๆ

ก่อนจะถึงมือศาล โดยทั่วไปรัฐธรรมนูญแต่ละประเทศมักกำหนดกติกา กลไกความสัมพันธ์ระหว่างชุดคุณค่าในสังคมการเมือง เช่น รัฐบาลเสียงข้างมากได้สิทธิในการบริหารประเทศ แต่ตัวแทนเสียงข้างน้อยในสภาก็มีสิทธิในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ด้วยจำนวนผู้แทนฯตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

เอาเข้าจริงลักษณะการกำหนดความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นเกณฑ์ประเมินสำคัญที่เราสามารถใช้เพื่อประเมินว่ารัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งๆดีแค่ไหน กล่าวคือ ยิ่งกำหนด “เส้น” กติกา กลไกความสัมพันธ์ไว้อย่างลงตัว และเปิดกว้างให้ทุกชุดคุณค่า ก็ยิ่งทำให้ระบอบการเมืองลงตัวและยืดหยุ่นได้เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลง โดยทั่วไปบทบาทในการธำรงรักษา “เส้น” ดังกล่าว คือหน้าที่ของศาลสูงหรือศาลรัฐธรรมนูญในแต่ละประเทศ

ดังนั้น ศาลจึงเป็นดั่งกรรมการเส้นในระบอบประชาธิปไตย

แต่ปัญหาของทุกสังคมการเมืองคือ “เส้น” ที่เขียนโดยรัฐธรรมนูญไม่เคยสมบูรณ์ หลายครั้งที่เมื่อชุดคุณค่าเกิดขัดกันขึ้นมา แล้วมีผู้ยื่นเรื่องเพื่อร้องถามผู้พิพากษาว่าอะไรคือ “เส้น” ที่ชัดเจนของข้อพิพาทดังกล่าว การตีความของศาลนั้นอาจนำไปสู่นัยการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณค่าของสังคม ตามความเห็นของผู้เขียน การที่อำนาจตุลาการต้องเข้ามามีบทบาทในการชี้ขาดเส้นนี้เรียกว่า “ตุลาการภิวัฒน์” (Judicial Activism)

ตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญอเมริกามีข้อความตอนหนึ่งเขียนว่า “มนุษย์ทุกคนล้วนเท่ากัน” (All man are equal) คำถามที่ถกเถียงกันตามมายาวนานกว่าจะได้ข้อยุติคือ หากมนุษย์ทุกคนเท่ากัน คนผิวดำถือเป็นมนุษย์หรือไม่ เป็นวลานานทีเดียวกว่าที่ศาลสูงจะช่วยชี้ “เส้น” ให้เห็นว่า “รัฐธรรมนูญของเรานั้นตาบอดสี” (Our constitution is color-blind)

ดังนั้น ตุลาการภิวัฒน์จึงไม่ใช่ดังที่มีผู้เข้าใจว่าหมายถึงการเขียนกฎหมาย หรือตีความกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจให้ตุลาการ เช่น การเขียนกฎหมายให้ศาลข้องเกี่ยวกับการแต่งตั้ง ส.ว. องค์กรอิสระเพื่อควบคุมรัฐบาล ลักษณะเช่นนี้อาจเรียกได้ว่า “ตุลาการธิปไตย” มากกว่า

แต่ประวัติศาสตร์บอกเราว่า ทุกครั้งที่มีปรากฏการณ์ “ตุลาการภิวัฒน์” ความเที่ยงตรงที่ตราชั่งชั่งออกมาไม่เคยเที่ยงธรรมในสายตาคนทุกหมู่เหล่าพร้อมกัน เพราะแต่ละคนล้วนสมาทานชุดคุณค่าที่แตกต่างกันไป

ตัวอย่างของเช่น ย้อนไปเมื่อ 70 กว่าปีก่อน แฟรงกลิน ดี รูสเวลต์ นำเสนอแผนการ New Deal เพื่อจัดการกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ความพยายามของรัฐบาลที่จะแทรกแซงระบบเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการฟ้องร้องต่อศาลสูงว่าแผนการดังกล่าวมีลักษณะขัดต่อหลักการตลาดเสรี ดังนั้น จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญอเมริกา โปรแกรมต่างๆของแผนการ New deal จึงทยอยถูกศาลสูงปัดตกทีละข้อ

แน่นอนว่าในมุมของผู้ที่เชื่อในตลาดเสรีสมบูรณ์ ย่อมเห็นว่าตราชั่งของศาลนั้นเที่ยงธรรม แต่ในสายตาของผู้ที่เชื่อว่ารัฐบาลควรมีบทบาทในการบริหารจัดการเศรษฐกิจนั้น ตราชั่งเอียงเช่นนี้แล้วศาลควรดำรงตนอย่างไร เพื่อสามารถรักษาความยุติธรรมได้อย่างสง่างาม

ความชอบธรรมของผู้พิพากษา ความชอบธรรมของเทพีแห่งความยุติธรรม

ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ที่ชุดคุณค่าต่างๆกำลังกระทบกระทั่งกันขั้นแตกหัก ผู้พิทักษ์ “เส้น” เป่านกหวีดอย่างไรก็คงถูกใจกองเชียร์ฝั่งหนึ่ง และไม่เข้าหูกองเชียร์อีกฝั่งหนึ่ง ยังไม่ต้องนับว่าบางครั้งผู้พิพากษายังอาจใช้อคติส่วนตัวในการเป่าเอียงข้างอย่างจงใจ

กล่าวให้ถึงที่สุด ปัญหาใจกลางของสถาบันตุลาการท่ามกลางความขัดแย้ง คือปัญหาเรื่องความชอบธรรม กล่าวคือ ยิ่งชี้ “เส้น” ก็ยิ่งถูกฝ่ายที่ไม่พอใจมองว่าไม่ยุติธรรม เช่นนั้นแล้วทำอย่างไรผู้พิพากษาจึงจะสามารถรื้อฟื้นและธำรงความชอบธรรมไว้ได้ในห้วงวิกฤตการเมือง

สำหรับคำถามดังกล่าว เทพีแห่งความยุติธรรมอาจให้คำตอบเราได้บางประการ
เทพีแห่งความยุติธรรม คือสัญลักษณ์ของความยุติธรรมในระดับสากล แม้ว่าลักษณะของเธออาจเปลี่ยนไปบ้างในแต่ละพื้นที่ แต่ส่วนใหญ่ล้วนมีองค์ประกอบร่วมสำคัญคือ เธอต้องถือตราชั่งไว้ที่มือข้างหนึ่ง อาวุธไว้ที่มืออีกข้าง ส่วนบนใบหน้านั้นดวงตาของเธอหลับลง และถูกโพกไว้ด้วยผ้าอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งมีนัยถึงการที่ความยุติธรรมจะต้องไม่ส่งสายตาเลือกที่รักมักที่ชังให้ใคร


เกร็ดน่าสนใจคือ เทพีแห่งความยุติธรรมที่สถิตอยู่ ณ กรุงลอนดอน ไม่ได้โพกผ้าปิดตา มีผู้อธิบายว่า เป็นเพราะปล่อยให้ตัวเธอหลับตาก็เพียงพอแล้ว แต่มีผู้โต้แย้งอย่างแหลมคมว่า การเชื่อใจเธอ แล้วปล่อยให้เธอหลับตาตนเองนั้นไม่เพียงพอ เพราะต่อให้เธอเป็นเทพีที่ยุติธรรมแค่ไหน หากเธอตัดสินโดยไม่ถูกผ้าปิดตาไว้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเธอไม่ได้แอบลืมตา!!!

กล่าวให้ถึงที่สุด การถูกผ้าโพกตาไว้คือการสถาปนาความชอบธรรมให้กับผู้อำนวยความยุติธรรม

ฉันใดฉันนั้น ต่อให้ผู้พิพากษาจะเที่ยงธรรมอย่างไร หรือเป็นคนดีมาจากไหน การเปิดช่องให้มีการถ่วงดุลตรวจสอบคือหัวใจสำคัญในการรักษาความมั่นคงของศาล เพราะยิ่งถูกถ่วงดุลความชอบธรรมก็ยิ่งสูง เช่นเดียวกับที่เทพีแห่งความยุติธรรมต้องถูกโพกผ้าปิดตาไว้

คำถามต่อมาคือ ถ่วงดุลอย่างไรจึงจะไม่เป็นการละเมิดอำนาจศาล จนนำไปสู่การล่มสลายของสถาบันผู้พิทักษ์

วิธีที่ง่ายที่สุดและต้นทุนต่ำที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงเชิงทัศนคติ อันได้แก่ ทัศนคติเรื่อง “หมิ่นศาล” กล่าวคือ เราจะกำหนดเส้นแบ่งอย่างไรจึงจะแยกระหว่างการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเหตุผล แนวคิด กับการวิพากษ์วิจารณ์เพื่อโจมตีโค่นล้มศาลอย่างไร้เลื่อนลอย โดยกำจัดทิ้งทัศนคติที่มองว่า การวิพากษ์วิจารณ์ล้วนถือเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคง นอกจากนี้เอาเข้าจริงปัญหาดังกล่าวไม่มีทางออกในเชิงหลักการตายตัว แต่วัฒนธรรมการเมืองเป็นตัวชี้วัดสำคัญ

ตัวอย่างเช่น เมื่อครั้งที่เกิดความขัดแย้งระหว่างประธานาธิบดีรูสเวลต์ กับศาลสูงสหรัฐอเมริกา รูสเวลต์ท้าทายอำนาจศาลด้วยการนำเสนอกฎหมายอันโด่งดังชื่อ “ปฏิรูปกระบวนการทางศาล 1937” ซึ่งมีเนื้อหาเปิดช่องให้ประธานาธิบดีสามารถแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลสูงเพิ่มเข้าไปได้ 1 คนต่อทุกๆผู้พิพากษา 1 คนที่มีอายุเกิน 70 ปี แต่ทั้งหมดต้องไม่เกิน 15 คน จากแต่เดิมที่มีเพียง 9 คน ทั้งนี้ เพื่อที่ประธานาธิบดีจะได้แต่งตั้งผู้พิพากษาที่มีอุดมการณ์หัวก้าวหน้าเข้าไปนั่งในศาลรัฐธรรมนูญ แล้วเพิ่มคะแนนเสียงเปิดทางให้แผนเศรษฐกิจของรัฐบาล

ในช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศอเมริกาตกอยู่ภายใต้ความตึงเครียด เพราะในขณะที่แผนการแทรกแซงเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจถูกศาลตัดสินให้ตกไปทีละแผน ประธานาธิบดีรูสเวลต์ก็แสดงท่าทีแข็งกร้าวขึ้นตามลำดับ ครั้งหนึ่งถึงกับประกาศเสียงออกวิทยุว่า “…เราต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อปกป้องรัฐธรรมนูญเราจากศาล และปกป้องศาลจากตัวศาลเอง…เราต้องการให้ศาลสูงมอบความยุติธรรมภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่อยู่เหนือมัน” กระแสสังคมส่วนใหญ่ที่สนับสนุนประธานาธิบดีเริ่มโจมตีว่าศาลสูงเป็นปฏิปักษ์กับรูสเวลต์ เพราะเนื้อหาแผนเศรษฐกิจส่วนหนึ่งจะทำให้ผู้พิพากษาได้รับเงินบำนาญน้อยลง ในขณะเดียวกันศาลสูงก็ได้รับการสนับสนุนจากฝั่งนักธุรกิจอย่างแข็งขัน

ดังนั้น ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจึงเป็นความขัดแย้งทั้งในเชิงสถาบันและในระดับสังคม

ในที่สุดความขัดแย้งคลี่คลายลงเมื่อผู้พิพากษาคนหนึ่งจะเสียชีวิต และอีกคนเกษียณตัวเอง (Retire) ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ประธานาธิบดีสามารถแต่งตั้งเสียงสนับสนุนเข้าไปในที่นั่งที่ว่างลง แล้วกลับไปเล่นไปต่อสู้ในชั้นศาล เพราะเมื่อศาลสูงมีคะแนนเสียงระหว่างผู้พิพากษาหัวก้าวหน้าและหัวอนุรักษ์พอกัน การต่อสู้อย่างเท่าเทียมจึงเป็นไปได้ในกระบวนการทางศาลตามปรกติ

ตัวอย่างข้างต้นสะท้อนว่ากลไกหรือสำนึกทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งสำคัญ ศาลอเมริกาเลือกหลีกเลี่ยงการเข้าปะทะแตกหักด้วยการถ่วงดุลตัวเอง เพราะหากไม่ทำเช่นนี้แล้ว เสียงส่วนใหญ่ในศาลก็เป็นเสียงฝั่งอนุรักษ์นิยมที่ปฏิเสธแผนการทางเศรษฐกิจของประธานาธิบดี ซึ่งย่อมไม่เป็นประชาธิปไตยตามหลักเสียงข้างมาก

จากที่เล่ามาทั้งหมด จะเห็นได้ว่าการดำรงตนของอำนาจตุลาการภายใต้ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศแม่แบบประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกา เพราะบนฐานคิดของระบอบนี้ หลายครั้งความขัดแย้งไม่มีคำตอบผิดถูกชัดเจน แต่เป็นเรื่องของความเห็นหรือจุดยืนที่แตกต่างกันของคู่ขัดแย้ง ในระบอบอื่นๆศาลอาจสมาทานคุณค่าใดคุณค่าหนึ่ง แล้วตัดสินอำนวยความยุติธรรมบนพื้นฐานหลักการใดหลักการหนึ่งเพียงอย่างเดียวได้โดยไม่ต้องคิดมาก เช่น จำคุกหรือประหารชีวิตผู้ที่หมิ่นผู้นำโดยไม่ต้องคำนึงถึงหลักกระบวนการยุติธรรมหรือสิทธิเสรีภาพของประชาชน

หลายครั้งศาลสามารถสร้างสรรค์คำตัดสินที่ลงตัว เช่น ครั้งหนึ่งศาลสูงอเมริกาตัดสินไม่ให้เสียงข้างมากละเมิดเสียงข้างน้อย โดยให้เหตุผลว่า เพราะเสียงข้างมากก็ประกอบขึ้นด้วยเสียงข้างน้อยหลายเสียงมารวมกัน กล่าวโดยสรุปได้ว่า ดังนั้นแล้วถ้าเสียงข้างน้อยไม่มีความหมาย เสียงข้างมากก็ย่อมไม่มีความหมาย คำตัดสินดังกล่าวคือตัวอย่างของการที่ศาลสามารถกลมกลืนหลักการเสียงข้างน้อยและเสียงข้างมาก ซึ่งกำลังปะทะกันอยู่ให้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างงดงาม

แต่ความสามารถส่วนบุคคลเช่นนี้ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หลายครั้งศาลอเมริกาก็ตัดสินผิดพลาดได้ เช่น ครั้งหนึ่งเคยตัดสินว่า คนดำไม่ถือเป็นมนุษย์ ดังนั้น จึงไม่เป็นส่วนหนึ่งของหลักความเสมอภาค เช่นนี้แล้วเราคงปล่อยให้สังคมการเมืองหวังพึ่งแต่กึ๋นของตุลาการไม่ได้ เอาเข้าจริงต่อให้ตัดสินออกมาได้อย่างมีกึ๋นอย่างไรก็ไม่วายมีคนไม่พอใจประณามอยู่ดี ดังนั้น เพื่อธำรงความชอบธรรมของสถาบันศาลเอาไว้ท่ามกลางระบอบประชาธิปไตย กลไกเชิงสถาบันและวัฒนธรรมที่ใช้ในการถ่วงดุลอำนาจศาลจึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง

เพื่อไม่ให้ถูกก่นด่าว่าแอบลืมตาเลือกที่รักมักที่ชัง ทางออกคงไม่ใช่การที่ศาลมาตะแบงว่าตนซื่อสัตย์หลับตาตนเองตลอดเวลา แต่น่าจะอยู่ที่การยอมให้ตนถูกผ้าโพกปิดตาเอาไว้ เท่านี้ต่อให้ตัดสินมาแย่อย่างไรก็ชอบธรรมกว่า เพราะอย่างน้อยก็จะไม่ถูกโจมตีว่าความผิดพลาดเกิดจากอคติส่วนตัว