Sunai Fan Club

Sunai Fan Club
สุนัยแฟนคลับ

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

“บาปกรรมของการยึดอำนาจในสังคมไทย”


คอลัมน์ ชูธงแดงแต่งแต้มรัฐธรรมนูญ 55
ศ.ดร.ธเนศวร์  เจริญเมือง
เชียงใหม่
เมื่อ 30  มีนาคม 2555
สัมภาษณ์โดย ศรีอัปสรา  ฐิตารีย์

จาก REDPOWER ฉบับ 25 เดือน เมษายน 55

Red Power    ในฐานะที่อาจารย์เข้าร่วมต่อสู้กับขบวนการคนเสื้อแดง  และเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยตลอด  6 ปีที่ผ่านมา   อาจารย์ได้ฟังคำถามของ พลตรีสนั่น ขจรประศาสตร์ และคำตอบของ พลเอกสนธิ บุญยรัตนกลิน   อาจารย์มีความเห็นอย่างไร 
ศ. ดร.ธเนศวร์           ผมรู้สึกภาคภูมิใจแทนพี่น้องประชาชนคนเสื้อแดง และกลุ่มคนรักทักษิณที่ยืนหยัดต่อสู้ที่ต่อสู้กับอำนาจอธรรม อย่างตรงเป้า และได้พิสูจน์แล้วว่าประชาชนมีวุฒิภาวะสูงกว่า พวกศาสตราจารย์และนักวิชาการอีกหลายคนในมหาวิทยาลัยที่เพิ่งจะรู้ความจริงว่า คำถามของพลตรีสนั่น และคำตอบของ คุณสนธิในประเด็นสำคัญ ใครเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังปฏิวัติ  ถามอีกอย่างก็คือ ใครคือผู้ปฎิวัติตัวจริง
การไม่ตอบคำถามของพลเอก สนธิ ที่กล่าวว่า “แม้ตายก็ไม่ขอบอก” ก็คือว่าท่านได้ตอบคำถามแล้ว    คือตอบว่าคนที่สั่งให้ทำการยึดอำนาจนั้น  บอกไม่ได้ ก็ชัดเจนแล้วครับ
ข้อสรุปจากคำตอบของพลเอกสนธิคือ
1. พลเอกสนธิไม่ได้เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติตัวจริง
2. การปฎิวัติ หรือ รัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549 เป็นความเลวร้าย จึงทำให้ พลเอกสนธิไม่ยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่หัวหน้าตัวจริง และก็ไม่ยอมเปิดชื่อว่าใครคือตัวจริง ถ้าเป็นความดีงามก็ต้องเปิดเผยแล้ว 
3. คณะรัฐประหาร  สื่อสารมวลชนส่วนใหญ่  รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความชื่นชมการยึดอำนาจมาตลอด 6 ปี  ว่า เป็นวีรกรรม  มีบางคนเท่านั้นที่เลี่ยงไปพูดว่าก็เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว  ก็ต้องก้าวต่อไป แต่ไม่ยอมวิพากษ์วิจารณ์รัฐประหาร 
มาถึงวันนี้ ถ้าดีงามจริงตามที่พวกเขาโฆษณา หรือยอมรับกลายๆ  ทำไมถึงหลบเลี่ยง  ไม่ออกมายอมรับการเป็นหัวหน้าคณะผู้ยึดอำนาจกันเล่า   ทั้ง ๆ ที่ได้มีกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับผู้ยึดอำนาจกันไปหมดแล้ว
4. เมื่อการทำรัฐประหารมีเป้าหมายที่มุ่งทำลาย นายกฯทักษิณ โดยตรงว่าเป็นผู้นำที่มีแต่ความเลวร้าย   ส่วนคณะที่ทำรัฐประหารนั้นเป็นผู้ที่กล้าหาญและเสียสละ  วันนี้กลับไม่กล้าเปิดเผย    ก็เพราะเขารู้แล้วทั้งในและต่างประเทศว่าการรัฐประหารในประเทศไทยทำให้ประเทศไทยถอยหลัง และกลายเป็นตัวตลกระดับสากล   ประเทศของเรามีรัฐประหารมากที่สุดในโลก  มีรัฐธรรมนูญมากที่สุดในโลก   ประเทศของเราน่าสมเพชมากในสายตาชาวโลก  ก็เพราะเราไม่เคยเคารพกฎกติกาใดๆ  ไม่พอใจอะไร ก็ใช้กำลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 
Red Power    เมื่อความจริงปรากฏอย่างนี้ อาจารย์มองสถานการณ์ข้างหน้าอย่างไร
ศ. ดร. ธเนศวร์          ผมเชื่อมั่นว่าขบวนการคนเสื้อแดงและขบวนการคนที่รักทักษิณ จะขยายตัวก้าวไปอีก เพราะเหตุการณ์ของการเมืองที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า รัฐประหารเป็นสิ่งที่ผิด  บ้านเมืองต้องมีกติกา และเคารพกติกา ไม่ใช่ใช้อำนาจหรืออาวุธ-รถถังมาทำอะไรก็ได้ 
ประชาชนจำนวนมากตาสว่างแล้ว  พวกเขาเข้าใจการเมืองไทยดีกว่านักวิชาการหลายคนในรั้วมหาวิทยาลัย 
ก็ดีครับ ที่พลตรีสนั่น พยายามจะเอาคำตอบว่าใครอยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจ  คำถามที่คน ทั้งบ้านทั้งเมืองรู้คำตอบหมดแล้ว  ทำให้เกิดประเด็นการถกเถียง เรียนรู้ขึ้นมาอีกครั้ง  กระทั่งทำให้เกิดแรงกระเพื่อม  เป็นเสมือนเสียงไซเรน เรียกแขกที่มีรสนิยมเผด็จการต้องอยู่ไม่ติดบ้าน และมีแนวโน้มจะออกมาเคลื่อนไหว  ปั่นป่วน เพื่อทำลายสถานการณ์ปรองดองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่กำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดี 
แม้ฝ่ายอำมาตย์จะได้พยายามปกปิดความเลวร้าย ที่พวกเขาได้ใช้อำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ครอบงำการเมืองและสังคมไทยมายาวนาน และเป็นผู้สั่งให้มีการยึดอำนาจมาหลายต่อหลายครั้งในประวัติศาสตร์   แต่เฉพาะการรัฐประหารครั้งสุดท้ายนี้ ถือว่าเป็นความล้มเหลวโดนสิ้นเชิง และถือเป็นหนี้กรรมของพวกเขา ที่ดันมาเลือก พลเอกสนธิ มาทำงานครั้งนี้  และพลเอกสนธิ  ท่านไม่ยอมเป็นหนังหน้าไฟให้
Red Power    ทั้ง ๆ ที่ พล.เอก สนธิ ไม่ยอมเปิดเผยชื่อของคนสั่งการ ทำไมอาจารย์ถึงคิดว่า พลเอกสนธิไม่ยอมเป็นหนังหน้าไฟปกป้องคนสั่งการ
ศ. ดร.ธเนศวร์ คำตอบของพลเอกสนธิ ที่ว่าจนตายก็ตอบไม่ได้  ตีความได้ 2 อย่างครับ คือ ไปสัญญากับใครไว้ หรือคนนั้นต้องมีความสำคัญ  จึงตอบไม่ได้  ตายก็ตอบไม่ได้  แต่พลเอกสนธิตอนนี้ท่านเป็นนักการเมือง  นี่ก็น่าจะเป็นการเมือง   คือมีความหมายบางอย่าง   ผมเข้าใจว่าท่านคงต้องการให้สังคมเกิดการอภิปรายถกเถียงกันว่าใครนะอยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจ
                   มีข้อเท็จจริงบางอย่างที่น่าสนใจ  คือ ตอนที่พลเอกสนธิอยู่ในตำแหน่งประธาน คมช. ก็ต้องไปขอไปเป็นรัฐมนตรี  กับนายกฯคือพลเอกสุรยุทธ์ ที่ท่านเป็นคนแต่งตั้งเอง 
อีกข่าวหนึ่งคือ สิ่งที่พลตรีสนั่นถามเรื่องพลเอกเปรมได้สั่งให้พลเอกบัญชรไปสั่งให้ พลเอก มงคล อัมพรพิสิทธิ์ ไปขอร้องให้ พล.เอกสนธิ ปฏิเสธว่า พลเอก เปรมไม่เกี่ยวกับการยึดอำนาจ แต่ พลเอก สนธิ ไม่ได้ปฏิบัติตาม ว่าจริงหรือไม่  พลเอกสนธิไม่ได้ตอบ  ทั้งหมดนี้จึงสะท้อนให้เห็นความขัดแย้งในกลุ่มคนที่เคยเกี่ยวพันกับรัฐประหาร  และพลเอกสนธิไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีตอีกต่อไป
วิกฤติของระบอบอำมาตย์วันนี้ เกิดขึ้นจากบาปกรรมของผู้มีอำนาจที่เรียกใช้ พล.เอก.สนธิ ทำการยึดอำนาจ

Red Power    หากสถานการณ์เป็นตามที่อาจารย์วิเคราะห์ การปรองดองจะเกิดขึ้นได้หรือไม่

ศ. ดร.ธเนศวร์ ผมอยากเห็นการปรองดองเพื่อบ้านเมืองของเรา  ผมอยากเห็นการเคารพกติกา  อยากเห็นความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตย เพื่อประเทศของเราจะได้แข่งขันทางเศรษฐกิจกับประเทศอื่นๆ และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่นับวันจะเป็นปัญหาใหญ่  

แต่ฝ่ายค้านพยายามที่จะต่อต้านการปรองดองในแทบทุกประเด็น  ยิ่งผมได้ทราบมาว่า คำถามของพลตรีสนั่นที่ให้พลเอกสนธิตอบนั้น  จัดพิมพ์เรียบร้อยและทำสำเนาแจกผู้สื่อข่าวก่อนที่จะลุกขึ้นถาม   ก็แสดงว่าทั้งหมดนี้เป็นการต่อสู้ทางการเมืองทั้งสิ้น  และชี้ให้เห็นว่าการปรองดองเป็นงานที่ยากมาก ในเมื่อฝ่ายที่สนับสนุนรัฐประหารไม่ต้องการให้เกิดการปรองดอง 
 
Red Power    ถ้าเป็นอย่างนี้จะกระทบการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปหรือไม่

ศ. ดร.ธเนศวร์ ในเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 เกิดจากรัฐประหารและเอื้อประโยชน์ให้แก่ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐประหาร  การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ง่ายเลย   ไม่มีที่ไหนหรอกครับที่ฝ่ายสนับสนุนรัฐประหารอยากเห็นระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง   เขาไม่ต้องการให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเข้มแข็ง  ยิ่งเข้มแข็งมากก็ยิ่งส่งผลเสียต่ออำนาจของฝ่ายที่มีอภิสิทธิ์  ฝ่ายที่ได้รับประโยชน์จากระบบสองมาตรฐาน 

60 กว่าปีที่ผ่านมา นับแต่การยึดอำนาจในปี พ.ศ. 2490   กว่าระบอบประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นก็ต้องใช้เวลานานถึงเกือบ 30 ปี คือ การลุกขึ้นของนักศึกษาและประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 และการเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ. 2517

แต่พอขบวนนักศึกษาประชาชนเข้มแข็งมากขึ้น  ก็เกิดรัฐประหารอีกในปี พ.ศ. 2519  และเกิดระบอบประชาธิปไตยแบบครึ่งใบนานเกือบ 10 ปีในยุคพลเอกเปรม   จากนั้นก็เกิดรัฐประหารอีกในปี พ.ศ. 2535 และ พ.ศ. 2549 

ยิ่งรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.  2540   ยิ่งเห็นชัดเพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง  รัฐบาลเข้มแข็ง  รัฐประหาร 2549  จึงเกิดขึ้นเพื่อทำลายระบอบประชาธิปไตย  และไม่ต้องการเห็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็งในประเทศนี้ 

เราต้องช่วยกันทำให้เกิดการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นอีกครั้งหนึ่งในไม่ช้านี้

เราต้องช่วยกันทำให้

•      ประชาชนได้เลือกผู้แทนโดยตรงเพื่อไปร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

•      หลังจากร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว  ก็ควรจะมีการลงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญ  ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยมีมาก่อน

ผมมองว่า 2 สิ่งนี้จะช่วยทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งขึ้น เพราะเป็นการรวมมติมหาชน

ทั้งประเทศไปไว้ที่รัฐธรรมนูญ    เพื่อให้รัฐธรรมนูญไทยฉบับต่อไปมีความศักดิ์สิทธิ์  และได้รับการยอมรับจากประชาชนมากขึ้นกว่าเดิมๆ 

เราต้องไม่ท้อถอยครับ  การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของเราที่ผ่านมาล่าช้า เพราะมีคนขัดขวางและทำลาย  แต่ประชาชนไทยวันนี้ตื่นแล้ว  พวกเขาจะทำให้ระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น  ต่อจากนี้ จะไม่มีใครยอมให้กระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยต้องล่าช้าไปอีก  

ประชาชนไทยจะไม่ยอม  และนานาประเทศก็จะไม่ยอมให้รัฐประหารหรือระบอบอำนาจนิยมไม่ว่ารูปแบบใดเกิดขึ้นอีกในสังคมไทย. 

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

มาดูหลายคำตอบกับ "ทำไมไทยยังไม่เป็นภาคี ICC?"

ประเด็นเรื่องทำไมไทยไม่ให้สัตยาบัน ICC อยู่ในความสนใจของคนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะที่อยู่ต่างประเทศ

15 พฤษภาคม 2555
วรางคณา อุ๊ยนอก รายงาน
ที่มา ประชาไท "รายงาน: ตอบทุกประเด็น “ศาลอาญาระหว่างประเทศ” ทำไมไทยไม่เป็นภาคี?"


เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาเรื่องบทบาทและอำนาจหน้าที่ของศาลอาญาระหว่างประเทศ(ICC) ในคณะกรรมาธิการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ได้จัดการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “ประเทศไทยกับกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ” มีวิทยากรรวม 5 คน ได้แก่ วารุณี ปั้นกระจ่าง ผู้อำนายการกองกฎหมายจากกระทรวงการต่างประเทศ, พนัส ทัศนียานนท์ อดีต ส.ว.และนักกฎหมาย, ปิย บุตร แสงกนกนกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สุดสงวน สุธีสร อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สุนัย จุลพงศธร สส.และประธานการกรรมาธิการฯ กล่าวถึงการสลายการชุมนุมในช่วงเม.ย.- พ.ค. 53 ว่า มีการฆ่าประชาชนในที่สาธารณะ ทั้งๆ ที่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมการเมืองของไทยได้พัฒนาไปมากแล้ว ดังนั้นจึงต้องหากติกามาคุ้มครองชีวิตคนไทย แต่กติกาในประเทศมีความซับซ้อนมาก จึงต้องหันมองต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้จึงเข้ามาศึกษาเรื่องศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้นายแพทย์เหวง โตจิราการ ก็ได้ล่ารายชื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีไปตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค. 55 เพื่อขอให้พิจารณาธรรมนูญแห่งกรุงโรม มาตรา12 (3) ที่ใช้มติคณะรัฐมนตรีเป็นกรณีพิเศษเพื่อดำเนินการในคดีใดคดีหนึ่ง โดยไม่ได้มีเจตนาเอาผิดกับใคร แต่เพื่อลดทอนความรุนแรงลง เพราะแน่นอนว่าญาติผู้เสียชีวิตซึ่งมีจำนวนมาก ย่อมรู้สึกโกรธ ดังนั้นจึงต้องลดความรุนแรงทางจิตใจลง

 ประเด็นการสัมมนามี 5 ข้อ ได้แก่
1. ศาลICCคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร
2. บทบาทอำนาจหน้าที่ ฐานความผิดกว้างขวางเพียงใด
3. เงื่อนไขบังคับก่อนสำหรับการใช้เขตอำนาจศาลมีอะไรบ้าง
4. ผู้ที่เสียหายคือใคร และมีแนวทางดำเนินการเพื่อให้ได้รับความยุติธรรมอย่างไร การร้องทุกข์กล่าวโทษ กระบวนการสืบสวน การพิจารณา การพิพากษา การอุทรหรือทบทวนคำพิพากษา ตลอดจนความร่วมมือด้านต่างๆระหว่างภาคีสมาชิกต้องทำอย่างไร
5. การให้สัตยาบรรณของไทยมีผลดีหรือผลเสียในภาพรวมด้านใดบ้าง

1. ศาลอาญาระหว่างประเทศ คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร
วารุณีกล่าวว่าธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ(International Criminal Court: ICC) เป็นสนธิสัญญาที่เกิดขึ้นจากการประชุม ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี เพื่อจัดตั้งศาลที่มีลักษณะถาวรสำหรับพิจารณาความผิดของบุคคลธรรมดาที่ก่อ อาชญากรรมร้ายแรงสูงสุด เนื่องจากก่อนหน้านี้ศาลที่พิจารณาพิพากษาคดีในลักษณะนี้เป็นเพียงศาลเฉพาะ ธรรมนูญกรุงโรม ได้รับการรับรองเมื่อปี2541 โดยสมาชิกสมัชชาสหประชาชาติ160 ประเทศ และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่1 ก.ค. 2545 ไทยเป็นประเทศหนึ่งที่สนับสนุนธรรมนูญกรุงโรมและได้ลงนามเมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2543

การก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศมีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ ให้ผู้ก่ออาชญากรรมร้ายแรงที่สุดถูกปล่อยไปโดยไม่ได้รับการลงโทษ เป็นการยับยั้งการก่ออาชญากรรมร้ายแรงที่อาจจะเกิดในอนาคต ส่งเสริมความยุติธรรมในระดับสากลและเสริมความยุติธรรมของรัฐภาคี

ปิยบุตรขยายความ ความหมายของศาลอาญาระหว่างประเทศ ว่าไม่ใช่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลก การดำเนินคดีมุ่งไปที่ตัวคน ไม่ใช่รัฐกับรัฐ มีลักษณะพิเศษคือเป็นศาลถาวร ไม่เฉพาะเจาะจงกับคดีใดคดีหนึ่ง เป็นศาลเสริมอำนาจศาลภายในคือ ต้องให้มีกระบวนการยุติธรรมในประเทศก่อน และศาลอาญาระหว่างประเทศเกิดขึ้นเพราะความสมัครใจของแต่ละรัฐเอง แม้ว่าจะลงนามแล้วแต่ก็ต้องให้สัตยาบรรณด้วยจึงจะมีผลใช้บังคับ ปัจจุบันมี 121 ประเทศ ที่ลงนามแล้ว และให้สัตยาบรรณแล้ว และมี 32 ประเทศที่ยังไม่ให้สัตยาบรรณ ประเทศที่ลงแล้วถอนก็มีเช่น สหรัฐอเมริกา ประเทศที่ไม่ลง เช่น จีน อินเดีย

2. บทบาทอำนาจหน้าที่ ฐานความผิดกว้างขวางเพียงใด
วารุณีให้ข้อมูลว่า ความผิดที่ศาลอาญาระหว่างประเทศมีเขตอำนาจพิจารณาคดี ไม่ใช่อาชญากรรมทั่วไป แต่มีเขตอำนาจเหนืออาชญากรรมร้ายแรงที่สุด4ประเภท คือการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมอันเป็นการรุกราน

สำหรับอาชญากรรมอันเป็นการรุกราน มีการประชุมทบทวนเพื่อกำหนดคำนิยาม องค์ประกอบความผิดและเงื่อนไขที่ให้ศาลใช้เขตอำนาจในภายหลัง คือเมื่อ 31พ.ค.- 11 มิ.ย. 2553 ที่ประเทศอูกันดา ซึ่งตามกำหนดต้องแก้ไขทบทวนธรรมนูญเมื่อครบ 7 ปี หลังจากที่ธรรมนูญมีผลใช้บังคับ ผลการประชุม สามารถกำหนดคำนิยามและองค์ประกอบความผิดที่ค้างอยู่ได้ กำหนดเงื่อนไขที่ให้ศาลใช้เขตอำนาจ เพิ่มฐานความผิดย่อยเกี่ยวกับอาชญากรรมสงครามจากเดิมที่ได้กำหนดไว้แล้ว และเลื่อนเวลาสำหรับเขตอำนาจศาล

พนัสกล่าวว่านอกจากกรณีการฆ่าสังหาร การเอาคนไปลงโทษจำคุกก็เข้าข่ายอาชญากรรมร้ายแรง เพราะการดำเนินคดีไม่ได้เป็นไปอย่างเที่ยงธรรม ทำให้คนติดคุกจำนวนมาก ดังนั้นจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ผิดต่อมนุษยชาติซึ่งเป็นการกระทำที่เป็น ระบบ ในส่วนของประมวลกฎหมายอาญามาตรา112 ก็เข้าข่ายด้วย ถ้ามีการรับดำเนินคดี การบังคับใช้กฎหมายเช่นนี้มีความผิดแน่นอน

3. เงื่อนไขบังคับก่อนสำหรับการใช้เขตอำนาจศาลมีอะไรบ้าง
วารุณีกล่าวถึงการใช้เขตอำนาจศาลว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศมีเขตอำนาจเฉพาะกับอาชญากรรมที่กระทำขึ้นหลังจากที่ธรรมนูญมีผลบังคับใช้ คือวันที่1 ก.ค. 2545 ดังนั้นศาลอาญาระหว่างประเทศไม่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีที่เกิดขึ้นก่อนวันดังกล่าว ส่วน รัฐที่เข้าเป็นภาคีภายหลังที่ธรรมนูญมีผลบังคับใช้ไปแล้ว ศาลอาญาระหว่างประเทศอาจใช้อำนาจได้เฉพาะกับอาชญากรรมที่กระทำขึ้นหลังจาก ที่ธรรมนูญมีผลบังคับใช้ในประเทศที่เข้าเป็นภาคีนั้น

สำหรับเงื่อนไขการใช้เขตอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ การที่รัฐใดรัฐหนึ่งเข้าเป็นภาคีธรรมนูญถือเป็นการยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศในอาชญากรรม 4 ประเภท ที่กล่าวมา ศาลฯ อาจใช้เขตอำนาจ ตามกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้ คือ

(1)เมื่อรัฐภาคีเป็นรัฐเจ้าของดินแดนที่อาชญากรรมถูก กระทำขึ้น หรือเป็นรัฐที่จดทะเบียนเรือหรืออากาศยานในกรณีที่อาชญากรรมกระทำขึ้นบนเรือ หรืออากาศยาน

(2)รัฐภาคีนั้นเป็นรัฐเจ้าของสัญชาติของบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรม

(3)สำหรับรัฐที่ไม่ใช่ภาคี รัฐนั้นๆ อาจตกลงยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นการเฉพาะกรณีได้ เมื่ออาชญากรรมกระทำขึ้นในดินแดนของตน บนเรือ หรืออากาศยานของตนหรือโดยคนชาติของตน ด้วยการส่งมอบคำประกาศให้แก่นายทะเบียน และรัฐดังกล่าวต้องให้ความร่วมมือแก่ศาลโดยไม่ชักช้าและโดยไม่มีข้อยกเว้นใด

อย่างไรก็ตามศาลอาญาระหว่างประเทศมีฐานะเสริมอำนาจศาลภายในของรัฐภาคี เท่านั้น ดังนั้นก่อนอื่นเป็นหน้าที่ของรัฐภาคีที่มีจุดเกาะเกี่ยวกับอาชญากรรมมาก ที่สุดจะต้องใช้อำนาจศาลภายในก่อน แต่เมื่อศาลภายในไม่สามารถ หรือไม่สมัครใจพิจารณาคดี ศาลอาญาระหว่างประเทศจึงเข้ามาใช้เขตอำนาจเหนือคดีนั้นได้

วารุณีขยายความของคำว่าไม่สามารถและไม่สมัครใจว่า ไม่สามารถ(unable) หมาย ถึงรัฐไม่สามารถดำเนินกระบวนการยุติธรรมภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือไม่สามารถใช้อำนาจตุลาการได้ เช่นในประเทศที่มีการสู้รบอย่างรุนแรง หรือเกิดอาชญากรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง รัฐไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และไม่สมัครใจ(unwilling) หมายถึงรัฐมีความมุ่งประสงค์ที่จะปกป้องผู้กระทำความผิด ทำให้กระบวนการพิจารณาล่าช้า ไม่เป็นอิสระหรือไม่เป็นกลาง แต่ศาลฯจะไม่รับพิจารณาในกรณีที่ ศาลในประเทศรับพิจารณาคดีอยู่ หรือคดีไม่มีน้ำหนักเพียงพอ

ด้านปิยบุตร กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของธรรมนูญนี้ว่า หลักกฎหมายระหว่างประเทศเรื่องสนธิสัญญามีว่า รัฐใดแม้ลงนามแล้วแต่ยังไม่ให้สัตยาบรรณ ก็ห้ามกระทำการที่ขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของธรรมนูญ เช่น หากประเทศไทยจะเขียนรัฐธรรมนูญว่า จะไม่ให้สัตยาบรรณกับธรรมนูญ ถือว่าทำไม่ได้ นั่นคือธรรมนูญยังไม่ผูกมัด แต่ก็ห้ามเขียนกฎหมายภายในต่อต้าน หรือไม่ดำเนินการเกี่ยวกับธรรมนูญนี้

เงื่อนไขของการรับคำร้อง แบ่งตามเขตอำนาจดังนี้

1. เขตอำนาจในทางเวลา
สำหรับรัฐที่ลงนามและให้สัตยาบรรณแล้ว ธรรมนูญจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ก.ค. 45 ไม่มีการย้อนหลัง และสำหรับรัฐที่ให้สัตยาบรรณหลังจากนั้น ธรรมนูญก็จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่หลังให้สัตยาบรรณ 60 วัน ดังนั้นสมติว่าประเทศไทยให้สัตยาบรรณวันนี้ ก็ไม่สามารถนำความผิดที่เกิดก่อนหน้านี้มาเข้าสู่ศาลฯได้

ในประเด็นนี้ปิยบุตรได้เสนอช่องทางการเอาผิดต่อผู้กระทำอาชญากรรมโดยที่ไม่ต้องให้สัตยาบรรณว่า รัฐที่ไม่ใช่รัฐภาคี สามารถทำคำประกาศฝ่ายเดียวเพื่อยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศเฉพาะกรณีได้ ซึ่งมีประเทศที่ทำสำเร็จมาแล้ว คือ อูกันดา และไอวอรีโคสต์ ในกรณีไอวอรีโคสต์ไม่ได้ให้สัตยาบรรณ ก็ได้ทำคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลในวันที่ 18 เม.ย. 46 แต่ขอยอมรับเขตอำนาจศาลตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. 45 เพื่อให้ศาลอาญาระหว่างประเทศจัดการกับความผิดที่เกิดก่อนหน้าการประกาศ หมายความว่าสามามารถถอยหลังกลับไปได้ แต่ถอยได้ไม่เกินวันที่ 1 ก.ค. 45 ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการใช้กฎหมายย้อนหลัง เพราะได้ลงนามกับธรรมนูญกรุงโรมไว้แล้ว

ทั้งนี้การประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลก็ไม่ได้หมายความว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศจะเข้ามาจัดการกับคดีได้ทันที แต่มีเงื่อนไขอื่นๆ อีกมาก กระนั้นก็ไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 คือ คณะรัฐมนตรีไม่ต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้และไม่ต้องจัดให้มี การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนหรือไม่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา แต่นายกรัฐมนตรีสามารถลงนามได้ทันที

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้ พนัสเห็นว่า น่าจะเป็นที่ถกเถียงกันอย่างหนักว่าต้องทำตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 หรือ ไม่ เพราะการกระทำต่างๆ ต้องเข้าสู่สภา จึงต้องมีการทบทวนกันให้ถ่องแท้ว่าทำกันได้มากน้อยเพียงใด ส่วนการให้สัตยาบรรณก็น่าจะผ่านสภาไปได้ยากมาก
2. เขตอำนาจในทางเนื้อหา คือความผิด 4 ประเภทที่กล่าวมา
3. เขตอำนาจในทางพื้นที่ คือความผิดเกิดในดินแดนของรัฐภาคี
4. เขตอำนาจในทางบุคคล คือ ผู้ที่ถูกกล่าวหามีสัญชาติของรัฐภาคี

แต่เงื่อนไขสุดท้ายคือต้องปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมภายในประเทศทำ หน้าที่ก่อน เพื่อไม่ให้ขัดต่อหลักอำนาจอธิปไตย และที่สำคัญต้องเป็นกรณีที่ร้ายแรงเพียงพอ ซึ่งสามารถดูได้จากเครื่องมือที่ทำให้เกิดความเสียหาย และดูผู้เสียหายว่าได้รับความทุกข์ทรมานมากเพียงใด และสุดท้ายผู้ที่ถูกกล่าวหาจะต้องไม่ถูกศาลพิพากษาซ้ำในการกระทำเดียวกัน

ในกรณีของซูดาน ประชาชนไม่เชื่อในกระบวนการยุติธรรม และจะมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่กระทำความผิด ซึ่งก็หมายความว่ารัฐไม่สมัครใจ(unwilling)ที่จะดำเนินคดี ฉะนั้นศาลอาญาระหว่างประเทศจึงเข้ามาได้

เช่นเดียวกับพ.ร.บ.ปรองดอง ของไทยซึ่งจะมีการนิรโทษกรรมก็มีความชัดเจนว่า จะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามาดำเนินการกับนาย อภิสิทธิ์ได้ ส่วนที่นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ได้ยื่นฟ้องไปก่อนหน้านี้ก็อาจอาศัยช่องทางที่นายอภิสิทธิ์มีสัญชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศภาคีให้จัดการได้ แต่เมื่อดูที่ตัวเลขของการร้องเรียน มีคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศมากกว่า 3000 คำร้อง แต่มีคดีอยู่ในศาลเพียงแค่ 15 คดี และมีเพียง 7 คดี ที่มีการสืบสวนสอบสวนอย่างเป็นทางการแล้ว และมีเพียง 1 คดีที่ตัดสินไปแล้ว ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น้อยมากและการดำเนินการทุกขั้นตอนต้องใช้เวลานาน

พนัสได้เสนอ ว่า ในกรณีการประกาศรับรองเขตอำนาจศาล น่าจะศึกษากรณีฮอนดูรัส ซึ่งมีการรัฐประหารและมีการประกาศภาวะฉุกเฉินคล้ายกับไทย คนที่ฝ่าฝืนการประกาศถูกจับไปเป็นพันคน แต่ส่วนใหญ่ถูกขังในช่วงเวลาสั้นๆ แค่ 12ชั่วโมง มีการกระทำทารุณกรรมเกิดขึ้นไม่มาก การรัฐประหารมีความรุนแรงทำให้คนเสียชีวิตไป 20 คน ที่เจตนาฆ่าจริงๆ มีเพียง 8 คน นอกนั้นเป็นการทำเกินกว่าเหตุ ซึ่งแน่นอนว่าการสลายการชุมนุมของไทยรุนแรงกว่า

นอกจากนี้ปิยบุตรยังเสนอช่องทางในการร้องเรียน การถูกกระทำจากรัฐอีกช่องทางหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นไปได้มากกว่า คือ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ ประเทศไทยลงนามไว้แล้ว มีการรับรองสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง ถ้าเอกชนเห็นว่ารัฐละเมิดสิทธิตัวเองก็จะร้องเรียนไปที่คณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนประจำสหประชาชาติ แล้วจะมีการดำเนินการต่อไป หากเห็นว่ารัฐกระทำการขัดกับหลักสิทธิตามที่ระบุไว้ ก็จะมีการออกมาตรการ เช่น ให้แก้กฎหมายภายใน หรือชี้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมไปถึงการถูกดำเนินคดีตามาตรา112 ก็สามารถไปร้องเรียนได้ แต่ทุกกรณีจะร้องเรียนได้ต่อเมื่อรัฐได้ลงนามพิธีสารอีกฉบับหนึ่งที่เสริม ขึ้นมา แต่ไทยยังไม่ได้ลง แต่ประชาชนสามารถกดดันให้รัฐบาลไปลงได้

4. ผู้ที่เสียหายคือใคร และมีแนวทางดำเนินการเพื่อให้ได้รับความยุติธรรมอย่างไร การร้องทุกข์กล่าวโทษ กระบวนการสืบสวน การพิจารณา การพิพากษา การอุทธรณ์หรือทบทวนคำพิพากษา ตลอดจนความร่วมมือด้านต่างๆ ระหว่างภาคีสมาชิกต้องทำอย่างไร

ในส่วนของการริเริ่ม คดี วารุณีกล่าวว่ากำหนดให้ รัฐภาคี คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เสนอต่ออัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศหรืออัยการเป็นผู้ริเริ่มคดีเองก็ได้ หลังจากนั้นก็จะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศต่อไป โดยที่


  • รัฐภาคี ต้องเสนอข้อมูลต่ออัยการ ให้เอกสารสนับสนุน มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เช่นตัวอย่างการสังหารประชาชนโดยรัฐบาลในเขตดาฟู เพราะมองว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มติดอาวุธที่ต่อต้านรัฐบาลระหว่างปีค.ศ.2003-2008 กรณี นี้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้เสนอเรื่องต่ออัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ หลังจากตรวจสอบพยานหลักฐานสืบพยานผู้เชี่ยวชาญกว่า 50 ปาก ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีค.ศ.2005
  • อัยการเป็นผู้ริเริ่มคดีเอง โดยสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากรัฐ องค์กรสหประชาชาติ องค์การระหว่างรัฐบาลหรือองค์การที่ไม่ใช่รัฐบาลหรือแหล่งข้อมูลอื่นๆที่น่า เชื่อถือ
เมื่ออัยการพิจารณาแล้วลงความเห็นว่ามีหลักฐานสมเหตุผลที่จะดำเนินการ สืบสวนสอบสวนต่อไป หรือผู้เสียหายอาจยื่นคำให้การต่อองคณะพิจารณาคดีเบื้องต้นได้ เมื่อ องค์คณะตุลาการพิจารณาคดีเบื้องต้นพิจารณาแล้วเห็นว่ามีมูลเหตุที่สมเหตุผล ที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อและกรณีดังกล่าวดูเหมือนว่าจะอยู่ภายในเขต อำนาจศาล จึงจะอนุญาตให้อัยการเริ่มการสืบสวนสอบสวนได้ หากองค์คณะฯ ปฏิเสธคำร้องขอของอัยการที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อ อัยการก็มีสิทธิ์ยื่นคำร้องในภายหลังได้ บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใหม่

เมื่ออัยการยื่นสืบสวนสอบสวนข้อมูลด้วยตัวเองและวิเคราะห์ความถูกต้องของ ข้อมูลที่ได้รับแล้วเห็นว่าข้อมูลนั้นไม่มีพื้นฐานที่สมเหตุผลสำหรับการ สืบสวนสอบสวน อัยการจะต้องแจ้งแก่ผู้ให้ข้อมูลได้ทราบ แต่ก็ไม่เป็นการตัดสิทธิ์อัยการในการพิจารณาข้อมูลเพิ่มเติม

สุดสงวน กล่าวถึงบุคคลที่สามารถยื่นฟ้องร้องต่อศาลได้ ได้แก่ ผู้เสียหายหรือเหยื่อเอง องค์กรเอ็นจีโอ เช่น Human right watch และAmnesty หลัง จากนั้นอัยการจะพิจารณาว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นภายในเขตอำนาจหรือไม่ ต่อมาอัยการจะจะต้องพิจารณาว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรุนแรงพอหรือไม่ เช่นในกรณีของประเทศไทย 90 กว่าศพมากพอหรือไม่ ซึ่งไม่มีความจำเป็นว่าจะต้องมีการตายเยอะๆ การสั่งฆ่าประชาชนเพียงคนเดียวก็ถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติแล้ว ต่อมาอัยการจะสืบสวนสอบสวนว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วจะยื่นหลักฐานทั้งหมดที่ควรจะดำเนินคดีไปที่หน่วยการพิจารณาคดีเบื้อง ต้น แล้วผู้พิพากษาจะพิจารณาสิ่งที่อัยการทำขึ้นมา ซึ่งมีสิทธิ์ที่จะรับหรือปฏิเสธคดีก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจ โดยส่วนตัว สุดสงวนเชื่อว่าผู้พิพากษามีความเป็นกลางและไม่มีส่วนได้เสียกับประเทศไทย และหากผู้พิพากษารับแล้วก็จะมีหมายจับไปยังบุคคลที่ต้องถูกดำเนินคดี ในระหว่างการสอบสวน ไม่สามารถประกันตัวผู้ต้องหาได้ และจะถูกควบคุมตัวไว้ที่ศูนย์ควบคุมประเทศเนเธอแลนด์ จนกระทั่งการพิจารณาคดีจนเสร็จ ในขั้นตอนก่อนการตัดสิน จะมีผู้พิพากษา 3 คนที่จะฟังกรณีและตัดสินว่าผิดหรือไม่ผิด หากผิดจะถูกจำคุกตามคำสั่งผู้พิพากษาซึ่งอาจมากถึง 30 ปีหรือตลอดชีวิต แต่ไม่มีโทษประหารชีวิต

อย่างไรก็ตาม ICC ไม่มีคุกเป็นของตัวเอง ดังนั้นจะส่งนักโทษกลับไปยังประเทศสัญชาติ ซึ่งตรงนี้เป็นจุดอ่อนของ ICC หาก จำเลยถูกตัดสินว่าไม่ผิด ก็ไม่ได้หมายความว่าความผิดจบลง แต่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานยื่นฟ้องได้อีก ซึ่งเมื่อถูกพิพากษาว่ามีความผิดและถูกออกหมายจับแล้ว จำเลยยังอยู่ที่ประเทศสัญชาติของตน ICC ก็ไม่มีอำนาจเข้าไปจับกุมตัว เว้นแต่บุคคลนั้นจะเดินทางออกนอกประเทศ แต่พนัสกล่าวว่าต้องไปดูในธรรมนูญภาค10 การบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในข้อ103 ศาล จะต้องตั้งรับ ว่ารัฐใดซึ่งเป็นภาคสมาชิกจะสมัครรับเอานักโทษไป ส่วนเรื่องการจับกุม รัฐภาคีที่มีตัวผู้กระทำผิดอยู่ในพื้นที่ก็ต้องให้ความร่วมมือ ถ้าพบตัวผู้กระทำความผิดในรัฐใด รัฐก็ต้องส่งตัวให้กับศาล ไม่ว่ารัฐนั้นจะให้สัตยาบรรณแล้วหรือไม่ก็ตาม

พนัสให้ข้อมูลว่าโครงสร้างของศาลประกอบด้วยอัยการ 1 คน ผู้ช่วย 1 คน และผู้พิพากษาหรือตุลาการ รวม 18 คน โดยแบ่งเป็น 3 ฝ่าย คือฝ่ายไต่สวนก่อนพิจารณาคดี ฝ่ายพิจารณาคดี และฝ่ายรับเรื่องอุทธรณ์ ซึ่งอัยการเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่จะกลั่นกรองว่าคดีมีมูลหรือไม่ ตรงนี้แตกต่างกับอัยการของไทย เพราะทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนและฟ้องคดีอยู่ในตัว ขั้นตอนที่ว่าจึงเป็นการใช้อำนาจร่วมกันระหว่างอัยการกับศาล ต่อเมื่ออัยการเห็นว่าคดีมีมูลจึงขอให้ฝ่ายไต่สวนก่อนพิจารณาสอบสวนคดีนี้ อย่างเป็นทางการ เมื่อฝ่ายไต่สวนก่อนพิจารณาเห็นว่าสิ่งที่อัยการส่งมามีหลักฐานเพียงพอที่จะ สอบสวน ศาลก็จะอนุมัติให้อัยการทำการสอบสวนได้ เมื่ออัยการสอบสวนแล้ว ก็จะได้ข้อสรุปว่าต้องเอาผู้ถูกกล่าวหามาดำเนินคดีหรือไม่ ถ้าสมควรก็ขอให้ศาลออกหมายเรียก โดยที่ศาลก็มีดุลพินิจคานกันอยู่ จะไม่ถูกผูกพันโดยการตัดสินหรือวินิจฉัยของขั้นตอนก่อนหน้า นี่คือระบบที่แตกต่างกับศาลไทย ดังนั้นการพิจารณาคดีแต่ละขั้นจึงมีความยุ่งยาก โดยเฉพาะข้อพิจารณาว่าจะรับเป็นคดีหรือไม่

5. การให้สัตยาบรรณของไทยมีผลดีหรือผลเสียในภาพรวมด้านใดบ้าง
วารุณีชี้ว่าประเทศไทยลงนามธรรมนูญกรุงโรมเมื่อวันที่ 2 ต.ค.2543 แต่ ยังไม่ได้ให้สัตยาบรรณ จึงยังไม่ได้เป็นภาคีของธรรมนูญกรุงโรม คณะกรรมการพิจารณาคดีของศาลอาญาระหว่างประเทศ จัดการประชุมแล้ว สรุปว่าหากประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคีจำเป็นต้องออกพระราชบัญญัติ รวมทั้งแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่หลายฉบับเพื่อให้สอดคล้องกับธรรมนูญกรุงโรม ต้องแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ให้กำหนดฐานความผิด ครอบคลุมความผิดที่เป็นอาชญากรรม 4 ประเภทที่ระบุในธรรมนูญกรุงโรม รวมทั้งกำหนดบทลงโทษ จะต้องแก้ไขพระราชบัญญัติส่งผู้ร่ายข้ามแดน พ.ศ.2542 ต้องแก้ไขพระราชบัญญัติการปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ.ศ.2527 ต้องแก้ไขพ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ.2535 เป็นต้น

“ตอบคำถามที่ว่า เหตุใดประเทศไทยจึงไม่เข้าเป็นภาคีของธรรมนูญกรุงโรม ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ข้อ27 ของธรรมนูญกรุงโรม กำหนดให้ประมุขของรัฐไม่ได้รับการยกเว้นจาก ความรับผิดทางอาญาตามธรรมนูญศาลนี้ ไม่ว่ากรณีใดและจะไม่เป็นมูลเหตุให้ลดหย่อนโทษ หมายความว่าถ้าไทยเข้าเป็นภาคีก็จะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีข้อนี้ด้วย แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 8 ระบุ ว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ นี่เป็นข้อติดขัดประการหนึ่ง ซึ่งหากไทยจะเข้าเป็นภาคี ก็จำเป็นจะต้องมีการดำเนินการเพื่อรองรับพันธกรณีตามข้อ27 ซึ่ง ไทยจะต้องคำนึงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีสถานะพิเศษในบริบททางสังคม การเมืองและกฎหมายของไทย จะต้องมีการศึกษาพิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียดรอบคอบ โดยคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา”

แต่ในกรณีนี้ปิยบุตรเสนอว่า ธรรมนูญกรุงโรม ในมาตรา27เขียน ไว้ว่า เอกสิทธิ์ความคุ้มกันต่างๆ ที่ให้กับประมุขของรัฐทั้งภายในและภายนอกประเทศ ไม่ให้เอามาใช้กับธรรมนูญกรุงโรม ประเทศไทยน่าจะกังวลเรื่องนี้ และน่าจะเป็นเหตุผลหลักที่ไม่ยอมให้สัตยาบรรณ แต่ใน 121 ประเทศที่ให้สัตยาบรรณไปมีหลายประเทศที่มีประมุขของรัฐเป็นกษัตริย์ และมีตัวบทเหมือนมาตรา 8 ของ ไทย คือองค์พระมหากษัตริย์ละเมิดมิได้ แต่หมายถึงว่า องค์พระมหากษัตริย์จะไม่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีไม่ว่าในทางใดๆ ทั้งวินัย แพ่งหรืออาญา ซึ่งไม่รวมถึงการถูกวิพากษ์วิจารณ์ กระนั้นประเทศเหล่านี้ก็สามารถให้สัตยาบรรณได้ ไม่ว่าจะเป็น สเปน สวีเดน อังกฤษ เบลเยี่ยม ญี่ปุ่น แต่ของไทยกลับยังเป็นปัญหา ทั้งที่ในความจริงแล้ว มาตรา 8 จะบังคับใช้ไม่ได้ในทันที แต่ต้องเข้าเงื่อนไขว่าพระมหากษัตริย์จะไม่กระทำการใดๆ ตามลำพัง คนที่กระทำและรับผิดชอบผลของการกระทำคือผู้รับสนองพระบรมราชองโองการ จึงไม่ต้องกังวลเลยว่าพระมหากษัตริย์จะถูกนำตัวไปขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ เพราะคนที่รับผิดชอบคือผู้ลงนามรับสนองฯ

ก่อนเข้าสู่การซักถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น วารุณีกล่าวว่าในเร็วๆ นี้กระทรวงการต่างประเทศจะจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการพิจารณาธรรมนูญศาล อาญาระหว่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง เพื่อพิจารณาตัวธรรมนูญกรุงโรมซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงคำนิยามต่างๆ เพื่อนำไปสู่การพิจารณาการเข้าเป็นภาคี โดยที่จะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย มิใช่ของกระทรวงการต่างประเทศฝ่ายเดียว ต้องผ่านครม. รัฐสภา ซึ่งต้องดำเนินการตามมาตรา190 โดยคณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับธรรมนูญนี้และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อไป

วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เปิดจดหมายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ถึง อากง “อิสรภาพจากคนเป็นถึงคนตาย”

จากเวปประชาไท

หมายเหตุ: ประชาไทได้รับจดหมายจากผู้ใกล้ชิด สมยศ พฤกษาเกษมสุข จึงขออนุญาตนำเผยแพร่ต่อสาธารณะ และขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้


ร่างตัวเล็ก บอบบางในชุดกางเกงขาสั้น เสื้อสีเหลือง ของชายชราอายุ 61 ปี ชื่ออำพล ตั้งนพกุล หรือ “อากง” มาหาผมที่แดน 1 เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2555 เรานั่งคุยกันที่ใต้ต้นหูกวาง อากงบอกว่า เดินขึ้นบันไดเข้าห้องขังที่ชั้น 3 แดน 8 ไม่ไหวแล้ว ระยะนี้สามวันดีสี่วันไข้ คิดถึงลูกหลานเหลือเกิน ผมรับปากอากงว่าจะทำหนังสือถึงผู้อำนวยการส่วนควบคุมผู้ต้องขังนายสมพงษ์ ประดิษฐ์วงศ์กุล ให้ย้ายกลับมาอยู่แดน 1 ให้อยู่ห้องเดียวกับผม

ถัดมาเพียงสัปดาห์เดียววันที่ 17 เมษายน 2555 ผมเจออากงคราวนี้ร่างกายผ่ายผอม ซูบเซียวมากกว่าเดิม อากงบอกว่าออกกำลังกายมากจนเจ็บท้อง หลังจากนี้ผมพบอาจารย์สุดา รังกุพันธ์ ที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก ซึ่งมาฟังการไต่สวนคดีของผม จึงได้แจ้งให้อาจารย์สุดาให้ช่วยประสานงานการย้ายห้องขังของอากงให้ด้วย

วันที่ 21 เมษายน 2555 ผมเจออากงก่อนเยี่ยมญาติ อากงบอกว่าอยู่ในคุกนานแล้ว ทุกข์ทรมานเหลือเกิน ผมสอบถามว่าใครเล่าทำให้อากงติดคุกแบบนี้ อากงตอบด้วยแววตาซื่อสัตย์ว่า “โทรศัพท์” และยืนยันหนักแน่นว่า “ผมส่ง SMS ไม่เป็น” ผมจึงถามอากงว่า เป็นคนจำพวกล้มเจ้าหรือเปล่า อากงบอกว่า “ผมรักในหลวง ถ้าออกจากคุกจะไปถวายพระพร”

ผมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของอากง โดยปราศจากข้อสงสัยทั้งสิ้น ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผมถูกจองจำได้พูดคุยกับอากงหลายครั้ง ได้รับคำตอบเหมือนเดิมทุกประการ นอกจากเป็นคนส่งข้อความโทรศัพท์มือถือไม่เป็นแล้ว ในชีวิต 60 ปีของอากง อากงไม่เคยรู้จักนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะมาก่อน และแน่นอนที่สุด เป็นไปไม่ได้เลยที่จะรู้เบอร์โทรศัพท์มือถือของนายสมเกียรติอีกด้วย

การตัดสินลงโทษสถานหนักเป็นเวลา 5 ปี จำนวน 4 กระทง รวมจำคุกทั้งสิ้น 20 ปี สำหรับชายชราเงอะงะ ไม่ประสีประสาทั้งในเรื่องเทคโนโลยีและเหตุการณ์บ้านเมือง จึงค่อนข้างเป็นเรื่องแปลกประหลาดสำหรับผู้รักความเป็นธรรมจนทำให้ข่าวอากงถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปีโด่งดังไปทั่วโลก

ขณะที่ศาลตัดสินลงโทษอากง 20 ปี ผมถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำจังหวัดเพชรบูรณ์ ผมได้เขียนโคลงสี่สุภาพถึงอากง ขณะที่กำลังรอการพิจารณาไต่สวนอยู่มีข้อความดังนี้

ตระละการบอดใบ้

หกสิบปีเฒ่าท้น เดียงสา            ภักดีกษัตรา ถ่องแท้
ถูกกักขังกล่าวหา หมิ่นกษัตริย์    ติดคุกยี่สิบปี ป่นปี้ยาวนาน
อากงอาการเศร้า โศกศัลย์         SMS มหันต์ บ่รู้
เทคโนโตไม่ทัน แน่แท้             ใครส่งสงสัยอ้าง อาจเอื้อม งุน งง
ใช้สี่ข้อความไซร์ ซังเต             รัฐประหารซวนเซ แซ่ซ้อง
โทษถึงตายโอเค รอดพ้น          ตระละการบอดใบ้ เศร้าใจฉิบหาย
ประชาชนทนไม่ได้ ต่อสู้            เสียงเล่าเขารับรู้ สู่ฟ้า
อธิปไตยพวกกู กอบกู้               ตัวตื่นหยัดยืนสู้ ต่อต้านทรราชย์

ทนายความนายอานนท์ นำภา และครอบครัวของเขายื่นคำร้องขอสิทธิประกันตัวอยู่หลายครั้งเพื่อให้อากงได้รับการรักษาพยาบาล และใช้ชีวิตชราภาพอยู่กับครอบครัว แม้ยื่นหลักทรัพย์จำนวนมาก และยังมีคณาจารย์จำนวนมากร่วมกันขอประกันตัวออกมา แต่ปรากฏว่าศาลยุติธรรมปฏิเสธที่จะให้การประกันตัวเช่นเดียวกันกับคนอื่น ๆ ที่ถูกกล่าวหาในคดีตามมาตรา 112 ด้วยเหตุผลเพียง 2 – 3 บรรทัด คือ มีโทษสูงกลัวการหลบหนี ในที่สุดอากงจึงสิ้นหวังต่อสิทธิการประกันตัวที่ถูกลิดรอนไปจากชีวิตของอากง

นี่คือความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานของอากง ที่ทำให้สุขภาพร่างกายและจิตใจของอากงทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว

อากงเป็นเสมือนพสกนิกรชาวไทยที่มีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ แม้กระทั่งต้องติดคุกทุกข์ทรมานแสนสาหัสด้วยข้อหาดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 112 อย่างไม่เป็นธรรม การตัดสินลงโทษถึง 20 ปี ย่อมเป็นการลงโทษที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ มาตรา 112 จึงขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน ขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพโดยสิ้นเชิง กระนั้นก็ตามสำหรับอากงที่กลายเป็นเหยื่อของมาตรา 112 ยังคงจงรักภักดีไม่มีเสื่อมคลายแม้แต่น้อย อากงจึงเชื่อว่าหากได้ขอพระราชทานอภัยโทษจากพระมหากษัตริย์แล้วจะได้รับความเมตตาให้ปล่อยตัวในที่สุด

วันที่ 4 พฤษภาคม 2555 ผมเจออากงเป็นครั้งสุดท้าย อากงบอกว่า “ผมขอไปก่อน” อากงมั่นใจเป็นอย่างมากว่าจะได้รับพระราชทานอภัยโทษอย่างแน่นอน ในขณะที่มือกุมท้องที่บวมเปล่งด้วยความเจ็บปวด อากงมีอาการแบบนี้มา 3 เดือนแล้ว แต่ไม่มีโอกาสตรวจรักษาอย่างละเอียดเพียงพอ เพราะสำหรับนักโทษในทุกเรือนจำทั่วประเทศต่างรับทราบกันดีว่า หากไม่มีอาการปางตาย จงอย่าเยื้องกายไปสถานพยาบาลของเรือนจำ มิเช่นนั้นจะถูกไล่ตะเพิดเหมือนหมู หมา กา ไก่ เพราะพวกนักโทษในสายตาของหมอ พยาบาล คือ พวกสัตว์ชั้นต่ำที่ไม่สมควรได้รับการรักษาพยาบาล กระนั้นก็ตามแม้มีอาการปางตาย กว่าจะไปพบแพทย์ หรือได้รับยารักษาพยาบาลก็มีขั้นตอนยุ่งยาก ส่วนใหญ่อาจพิการ หรือไม่ก็สิ้นชีวิตไปเสียก่อน

วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 ผมได้รับทราบข่าวว่า อากงสิ้นลมหายใจไปแล้ว ความตายเป็นหายนะที่น่าสะพรึงกลัว ในฐานะเป็นนักโทษที่ร่วมชะตากรรมเดียวกัน ทันใดนั้นหัวใจผมเหมือนจะหยุดเต้น เลือดในกายเหมือนจะเย็นยะเยือก กำลังวังชาเหือดหายไปในทันที

“ผมขอไปก่อน” ประโยคสุดท้ายที่ไม่ได้หมายถึงการได้รับพระราชทานอภัยโทษให้ปล่อยตัว แต่หมายถึงความตายที่พรากวิญญาณของอากงจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ชายชราผู้บริสุทธิ์เดียงสา ต้องตายจากไปด้วยมาตรา 112 ที่เป็นเครื่องมือการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การตายของเขาสะท้อนกระบวนการยุติธรรมที่ไร้มาตรฐานของไทยเราที่เกิดขึ้นครั้งแล้ว ครั้งเล่า

ความตายของอากงคือความเหี้ยมโหด อำมหิตของมาตรา 112 และกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ศาล ทั้งหมดนี้คือความเป็นจริงที่เจ็บปวดรวดร้าวของนักโทษตามมาตรา 112 ที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานราวสัตว์เดรัจฉานในกรงขัง

อิสรภาพของร่างอันไร้วิญญาณ คือ เถ้าถ่านแห่งความทรงจำที่เจ็บปวดของสังคมเผด็จการภายใต้เสื้อคลุมประชาธิปไตย คือความเลวทราบต่ำช้าที่ถูกปิดบังซ่อนเร้นภายใต้การโฆษณาชวนเชื่อในเรื่องบุญบารมี และความดีจอมปลอม เพื่ออำนาจที่ฉ้อฉลของพวกเหล่าอภิสิทธิ์ชนในสังคมไทย

ไปสู่สุคติเถิด...อากงได้รับอิสรภาพแล้ว !!!

สมยศ พฤกษาเกษมสุข
เรือนจำพิเศษกรุงเทพ แดน 1

วันที่ 10 พฤษภาคม 2555

วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ถอดรหัสคดี ‘ฆาตกร 91 ศพ’ชะตากรรมบนศาลอาญาระหว่างประเทศ!


ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 7 ฉบับ 359 วันที่ 12 - 18 พฤษาภาคม พ.ศ. 2555 หน้า 11 คอลัมน์ กรีดกระบี่บนสายธาร
โดย เรืองยศ จันทรคีรี

ในที่สุดก็มีข่าวว่าศาลคดีอาญาระหว่างประเทศหรือศาลโลก รับฟ้องคดีสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 นับเป็นอีกเรื่องที่น่าฮือฮาในระดับโลก แต่กลับเงียบเชียบ จึงมีประเด็นที่น่าจะต้องขบคิดสำหรับผู้ติดตามข่าวสารทั้งหลายด้วยหลากหลายประเด็นคือ

ประการแรก เป็นไปได้หรือไม่ที่คดีนี้มีโอกาสเข้าถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่ได้ลงสัตยาบรรณเป็นภาคีโดยสมบูรณ์แบบของศาลโลก ตรงนี้จึงเป็นปัญหาใหญ่ นอกจากมีทางเดียวที่คณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาลไทยจะต้องประกาศยอมรับเขตอำนาจของศาลคดีอาญาระหว่างประเทศ ถ้ามีไฟเขียวตรงนี้ก็เป็นอันเชื่อได้ว่านายอภิสิทธิ์คงต้องตกเป็นจำเลย 100% จะเบี่ยงเบนเป็นอะไรไปไม่ได้

ถ้าเกิดมีการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมได้จริง นอกจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะได้ประโยชน์ นายอภิสิทธิ์ยังจะได้รับอานิสงค์จาก พ.ร.บ.นี้เช่นกัน คือ พ้นผิดจากกฎหมายไทย แต่การมีสัญชาติอังกฤษของนายอภิสิทธิ์ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะพ้นไปจากการเป็นจำเลยของศาลคดีอาญาระหว่างประเทศ และมีความเป็นไปได้ที่นายอภิสิทธิ์อาจใช้การออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเป็นเงื่อนไขกดดันต่อรองแลกกับการไม่ให้รัฐบาลประกาศยอมรับเขตอำนาจของศาลคดีอาญาระหว่างประเทศ!

นี้เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจมาก ซึ่งเท่ากับเป็นการนำเอาชะตากรรมของการเมืองไทยเข้าสู่เกมต่อรองอย่างถึงพริกถึงขิง ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณกับนายอภิสิทธิ์ ว่าฝ่ายไหนที่จะกระทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองอย่างจริงจัง!

เชื่อว่าถึงที่สุดแล้วนายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์คงใช้ศักยภาพทุกอย่างในการต่อรองและการกดดัน ที่สำคัญคือเครือข่ายอุปถัมภ์พรรคประชาธิปัตย์จะกล้าเสี่ยงเพียงไรที่จะลงมาเล่นเกมเพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลประกาศการยอมรับเขตอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ เพราะถ้าทำเช่นนั้นแม้จะมีบารมีมากล้นพ้นเพียงไร ก็เป็นเกมที่ใหญ่เกินไปที่จะเอาตัวเองเข้าไปติดบ่วง ซ้ำยังจะยิ่งจมปลักดำดิ่งตามนายอภิสิทธิ์ไปด้วย ลงท้ายแล้วเชื่อว่าเครือข่ายอุปถัมภ์คงจำใจต้องลอยแพเสียตัวขุนอย่างนายอภิสิทธิ์ไปอย่างสุดความสามารถจะช่วยอะไรได้?

เชื่อว่ารายการนี้เมื่อผ่านมาทางฝ่ายผู้ปฏิบัติคือ กองทัพบกไทย ได้มีการเตรียมพร้อมมีระบบป้องกันตัวที่ดีในแง่หลักฐานและเอกสารต่างๆ ผู้ปฏิบัติถือการทำตามคำสั่งที่มีลายลักษณ์อักษรปรากฏเท่านั้น ตรงนี้เชื่อว่าจะเป็นอีกเงื่อนตายที่รัดคอนายอภิสิทธิ์ให้ตกอยู่ในฐานะลำบากเมื่อต้องเป็นจำเลยในศาลคดีอาญาระหว่างประเทศ พูดง่ายๆ คือ ถ้าจำเป็นแล้วผู้นำกองทัพในอดีตและปัจจุบันก็สามารถลอยแพนายอภิสิทธิ์ได้เหมือนกัน เพราะเรื่องอะไรที่จะโง่ไปกอดคอตายกับนายอภิสิทธิ์

รายการนี้ปล่อยให้คนสั่งรับกรรมไปตามลำพัง ส่วนเรื่องของคนปฏิบัติหรือคนฆ่าคงต้องว่ากันไปอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าองค์กรระดับนี้คงไม่มีมวยล้มแน่นอน น่าจะเป็นการดำเนินการที่ตรงไปตรงมา และลงท้ายมีความเป็นไปได้สูงที่เราจะรู้จักนายอภิสิทธิ์ในฐานะใหม่ นั่นคือ “อาชญากรสงคราม”

งานนี้ถ้าศาลคดีอาญาระหว่างประเทศเข้าถึงและเอาผิดนายอภิสิทธิ์ได้ จะกลายเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าสำหรับประเทศไทย อย่างน้อยที่สุดคงไม่มีผู้มีอำนาจคนใดในอนาคตที่คิดปราบปรามประชาชนด้วยความรุนแรง ซึ่งเป็นเรื่องที่ค้ำประกันได้อย่างดีว่า โอกาสของประชาธิปไตยในประเทศไทยจะพัฒนาก้าวหน้าต่อไป รวมทั้งยังเป็นหมุดตอกลงบนยอดอกของผีดิบเผด็จการกลบหลุมฝังศพไปเลย ไม่ว่าจะเป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญที่จะมีบารมีมากล้นพ้นเพียงไรก็ตาม?

งานนี้ถ้าเป็นไปได้จริง จะทำให้กองทัพไทยเกิดความสำนึกอย่างใหม่ทางวาทกรรม ต้องหันมาทบทวนให้ความสำคัญกับความเป็นประชาธิปไตยและผลประโยชน์ของประชาชน เลิกความคิดเก่าๆ ที่รับใช้วาทกรรมชนิดไม่ลืมหูลืมตา รวมทั้งอาจจะต้องนิยามความหมายของชาติเสียใหม่

ถ้าเป็นเช่นนี้คงจะมีรอยร้าวระหว่างบุคลากรในกองทัพกับพรรคประชาธิปัตย์อย่างไม่มีทางประสานกันได้ตลอดไป นั่นน่าจะหมายถึงเรื่องดีที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องได้รับบทเรียนที่เจ็บปวด และเลิกคิดเล่นกับอำนาจนอกเกม กลายเป็นบทจบและการสูญพันธุ์ของแมลงสาบได้ในยุคโลกาภิวัตน์นี้?

รหัสคดีนี้อาจจะเป็นผลทำให้พรรคประชาธิปัตย์อาจต้องยกป้ายลง หรือถูกจำหน่ายออกไปจากสารบบความทรงจำของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยในสมัยหน้า

จากข้อมูลทั้งหมดที่ถอดรหัสมา ระบอบอำมาตย์ที่ครอบงำอำนาจในประเทศไทยมายาวนานเกือบ 100 ปีก็มีโอกาสที่จะถึงจุดอวสานตามนายอภิสิทธิ์ไปด้วย เป็นไปได้ที่ชาติบ้านเมืองไทยจะเข้าสู่ยุคที่เรียกว่าฟ้าสีทองผ่องอำพัน ประชาชนกลายเป็นเสียงชี้ขาดและประชาชนจะปฏิเสธผู้ที่อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

เครือข่ายอุปถัมภ์ที่เป็นหลุมดำเบื้องหลังนายอภิสิทธิ์ ถ้าไม่ต้องการเปลืองตัวตามนายอภิสิทธิ์ก็ต้องถึงเวลาตัดสินใจเลือกก้าวข้ามความกลัวที่เหลวไหลและไร้เหตุผล ยินยอมรับครรลองของระบบประชาธิปไตยและต้องตอบสนองผลประโยชน์ของประชาชนชาวไทยเท่านั้นเอง

ถ้าเรื่องนี้เป็นจริงก็ถือเป็นความยุติธรรมที่ถูกคืนสู่สังคมไทย รวมทั้งบุคคลอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ก่อนจะถึงเวลานั้นนายอภิสิทธิ์และเครือข่ายคงจะดิ้นรนจนเฮือกสุดท้าย หากแต่เฮือกนี้อย่าประมาท จำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะบางทีหมาจนตรอกหรือสัตว์อะไรก็ตามที่เข้าตาจนแล้วก็ย่อมน่ากลัวและกัดไม่เลือกเหมือนกัน

แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับบทบาทของศาลคดีอาญาระหว่างประเทศก็คือ การคืนความยุติธรรมให้กับสังคมไทยและเป็นบทพิสูจน์ว่าพลังอำนาจโลกาภิวัตน์นั้นมีจริง ซึ่งนายอภิสิทธิ์คือหนึ่งในบทเรียนของผู้ขวางกั้นกงล้อทางประวัติศาสตร์ที่คิดและกระทำตัวสวนทางกับสัจธรรมของโลก

ถอดรหัสคดีนี้จึงเอวังด้วยประการฉะนี้ เป็นเรื่องของกรรมในยุคโลกาภิวัตน์ที่พร้อมบดขยี้ไม่เลือกหน้าสำหรับผู้ที่ไม่ยอมหมุนวงล้อไปตามกาลเวลา และบดขยี้ให้พร้อมสูญพันธุ์จมดิ่งภายใต้โลกโลกาภิวัตน์ ใครทำอะไรไว้เห็นทีต้องทำใจยอมรับชะตากรรมนั้น !

วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

จดหมายถึงตั๊ก จากพี่โด่ง อรรถชัย อนันตเมฆ "ตั๊กคงไม่รู้"

11 พฤษภาคม 2555
ที่มา Red Intelligence

เรื่อง..... ตั๊กคงไม่รู้

ตั๊ก คงไม่เข้าใจเรื่องอากง มันไม่ใช่อย่างที่ตั๊กแสดงความคิดออกมา

ตั๊ก รู้ไหมว่าอากงไม่ใช่คนเสื้อแดง .... ??????

ตั๊กรู้ไหม ว่าอากงรักในหลวงเหมือนตั๊ก .....???????
( ที่บ้านอากงมีหลักฐานมากมาย ที่พี่เห็นในภาพอาจมากกว่าที่บ้านตั๊กซะด้วยซ้ำ )

ตั๊กรู้ไหมว่า อีมี่ โทรศัพท์ มือถือ ที่ใช้เป็นหลักฐานมัดอากงนั้น มันปลอมได้ ( มาบุญครองทำซ้ำขายมากมาย )

ตั๊กรู้ไหมว่า อากงส่งเอสเอ็มเอสหมิ่นดังกล่าวไปยังเลขาอภิสิทธิ์

ตั๊กคิดไหมว่า หากใครสักคนต้องการส่งข้อความหมิ่นเพื่อให้เกิด ความเสียหายแก่สถาบัน เขาจะส่งไปยังเลขา"ส่วนตัว" นายกฯเพื่ออะไร

ตั๊ก.... แล้วตั๊กคิดว่า เบอร์โทรศัพท์ ของเลขา"ส่วนตัว" ของนายกนี่มันหามาส่งกันง่าย ๆ หรือ แม้แต่ในศาลก็ยังไม่ได่พิสูจน์ว่าอากง รู้เบอร์นายสมเกียรติ " เลขาส่วนตัว " นายกนั่นได้อย่างไร

ตั๊กรู้ไหมว่า กระบวนการพิจารณาของศาลไทย เป็นระบบกล่าวหา ที่จำเลยต้องพิสูจน์เองว่า "ไม่ได้ทำ" ไม่ใช่อัยการต้องพิสูจน์ ว่า "จำเลยทำ" ดังนั้น บางเรื่องที่ยังมีข้อสงสัย หากอากงพิสูจน์ไม่ได้ว่าไม่ได้ทำ ศาลก็อาจใช้ดุลย์พินิจ ตัดสินให้ติดคุกได้

ตั๊กรู้ไหม ว่า จากระบบกฏหมายดังกล่าว หากตั๊กตกที่นั่งเดียวกับอากง ตั๊กก็คงลำบาก

ตั๊กรู้ไหมว่า หากศาลยังไม่ตัดสินถึงที่สุด ตามกฏหมายยังถือว่า อากงปริสุทธิ์ และ อากงติดคุกอยู่ในฐานะคนบริสุทธิ์ จนตาย ( ยังมีคนที่ติดอยู่ในคุกในสภาพนี้อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคนไม่มีวาสนา )

ตั๊กรู้ไหมว่า การรับสารภาพของอากง เป็นสิ่งที่ทนายแนะนำ เพราะจะทำให้ติดคุกน้อยกว่าการยืนหยัดต่อสู้ความจริง

ตั๊กเข้าใจเรื่องการประกันตัวไหม รู้เรื่อง เขาให้กำนันเป๊าะ ,วัฒนา อัศวเหม ประกันตัว ไหม

กระบวนการยุติธรรมไทยปัจจุบัน ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐมาก เปิดช่องให้ ผู้มีอำนาจ ผู้มีวาสนา ผู้ถือกฏหมาย เจ้าหน้าที่รัฐ มากมาย ด้วยคำว่า ดุลยพินิจ

ซึ่งบ่อยครั้ง ดุลยพินิจ ทางราชการ กับ ดุลยพินิจ ของประชาชนไม่ตรงกัน

ในกรณีของอากง ศาลใช้ดุลยพินิจ ว่า กลัวอากงหลบหนี จึงไม่ให้ประกัน ในขณะเวลาเดียวกัน สนธิ ลิ้มทองกุล ศาลให้ประกัน ทั้งที่อัตราโทษ 85 ปี มากกว่า อากง ถึง 70 ปี ( อากงโทษจำคุก 15 ปี )

เราคงไม่ตำหนิดุลยพินิจของศาล .... ( เพราะห้ามวิจารณ์ )
แต่ถามจริง ๆ ในดุลยพินิจของตั๊ก ใครมันจะเอยากหนีมากกว่ากัน ระหว่างคนที่มีโทษจำคุก85 ปี กับ 15 ปี

และถ้าหาก เหตุการณ์นี้ ตกมาที่ตั๊กและญาติมิตรในอนาคต ตั๊กจะทำอย่างไร

แท้จริง ประเด็นของอากง มันเกี่ยวข้องกับคำถามที่ว่า "อากงผิดจริงหรือไม่" ไม่ใช่ เรื่อง "หมิ่นสถาบัน" อย่างที่ตั๊กเข้าใจ

ตั๊กรู้ไหมว่าการเมืองมันเป็นเรื่องสกปรก

ตั๊กเคยรู้หรือไม่ ว่าตลอดเวลามีคน ใช้สถาบันเป็นเครื่องมือ ทางการเมือง ในการใส่ร้ายฝ่ายตรงกันข้าม

ตั๊กเคยได้ยิน เรื่องที่คนตะโกนในโรงหนังว่า "ปรีดีฆ่าในหลวง" ไหม (ไปหาอ่านได้ตามเว็บไซต์ต่างๆ พิมพ์ในกูเกิ้ลก็น่าจะมี)

ตั๊กคิดว่าพวกที่ใช้สถาบันเป็นเครืองมือ กับอากง ใครเป็นภัยต่อในหลวงมากกว่ากัน ถ้ารักในหลวง ตั๊กควรทำอย่างไร

สุดท้าย อยากให้ตั๊กรู้ว่า คนที่ออกมาต่อสู้เรื่องอากง ไม่ได้มีแต่คนเสื้อแดง แต่มีนักวิชาการ อาจารย์ มากมาย ที่ไม่ใช่คนเสื้อแดง ตั๊กรู้ไหมว่าพวกเขาไม่ได้มาต่อสู้เพียงเพื่ออากง แต่เขามาต่อสู้เพื่อ ตั๊ก และ ครอบครัวด้วย

แท้จริงพวกเขามาต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของคนไทย ต่อสู้เพื่อมนุษย์ทุกคนที่อาจไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบบกฏหมายไทยที่ยังมีข้อบกพร่อง จนอาจเป็นเครื่องมือของใครต่อใครที่มีอำนาจ ซึ่งในที่สุด เมื่อสังคมมีกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม ทุกคนก็จะได้รับประโยชน์ แม้แต่ ตั๊ก ครอบครัวของตั๊ก ลูกของตั๊กในอนาคต สามีตั๊ก คนที่ตั๊กรัก แม้แต่คนเสื้อทุกสี ก็จะได้รับประโยชน์ จากการต่อสู้ของพวกเขาในครั้งนี้

อยากให้ตั๊กได้รู้ว่า ตั๊กคือคนหนึ่งที่พวกเขาออกมาต่อสู้เพื่อ ....

พี่รู้จักตั๊ก เชื่อว่าแท้จริงแล้ว ตั๊กมีจิตใจที่ดี ตรงไปตรงมา และ เป็นคนรากหญ้า เชื่อว่าที่ตั๊กโพสต์ออกมาแบบนั้น ก็เพราะ ตั๊กไม่รู้ ดังนั้น ตั๊กต้องขจัดความไม่รู้ ความไม่เข้าใจ โดยด่วน

ตั๊กไม่ใช่คนโง่ แต่ที่ตั๊กไม่รู้ พี่วิเคราะห์ว่าเพราะตั๊ก "ไม่ฟัง" และการไม่ฟังอาจเกิดจาก "อคติ"

เราเป็นดารา มีชีวิตมีอาชีพวันนี้ได้ แท้จริงก็เพราะประชาชน
เราเป็นคนของประชาชน ต้องรักประชาชน ประชาชนทุกคน มีบุญคุณกับตั๊ก "ไม่เว้นแม้แต่อากง"
พี่เชื่อว่า ในช่วงชีวิตอากง อากงและครอบครัว ต้องเคยสนับสนุนตั๊กบ้าง ไม่มากก็น้อย

น้าทอม ดันดี เคยพูดว่า "ข้าวชามน้ำจอก ที่ชาวบ้านให้เรากิน เราอย่าลืมบุญคณ"


แค่ขจัดอคติที่มีกับประชาชน รับฟังพวกเขาบ้าง แค่นี้ก็ดีมากแล้ว

หวังว่าตั๊กคงได้อ่านที่พี่เขียน และทบทวนสิ่งที่ตัวเองคิดให้ดี เชื่อพี่ รักประชาชน กตัญญูต่อประชาชน รับใช้ประชาชน อยู่ข้างประชาชน แล้วจะเจริญอย่างมีเสรีภาพ

ครับ
พี่โด่ง

วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สังหารหมู่ชาวยิวบทเรียนการล้างสมองที่คนไทยต้องเรียนรู้

นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 7 ฉบับที่ 358 วันที่ 5-11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 หน้า 10
คอลัมน์ เพื่อชาติประชาชน
โดย Pegasus

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี ค.ศ. 1941 เยอรมันกับสหภาพโซเวียตขณะนั้นยังเป็นพันธมิตรกัน นาซีได้เข้าไปในเขตเคียฟและยูเครนไล่ต้อนชาวยิวตามชุมชนต่างๆตลอดรายทาง และให้ขุดหลุมขนาดใหญ่แล้วร่วมกับตำรวจของรัสเซียในแต่ละเมืองยิงใส่ข้างหลังจนเสียชีวิตแล้วราดด้วยปูนขาวฝังกลบ คาดว่ามีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 1.5 ล้านคน

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยังใช้กระสุนยิงกราดชาวเมืองที่มายืนดูกันจำนวนมาก ผู้ถูกสังหารมีทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก แต่มีเด็กคนหนึ่งหนีรอดมาได้เพราะพ่อเอาตัวบังกระสุนไว้ โดยขุดดินแล้วหนีออกมา ซึ่งมีชาวโปแลนด์ 3 คนมาพบ คนหนึ่งเข้าใจว่าเป็นคนต่างศาสนาจากศาสนายูดายพูดว่า “นั่นพวกยิวนี่ หนีออกมาทำไม ทำไมไม่ไปอยู่ที่หลุมอย่างที่ควรจะอยู่”
ชาวบ้านที่เคยเห็นเหตุการณ์ต่างเล่าว่าการสังหารครั้งนั้นฆ่าแม้แต่เด็กเล็กๆที่บางคนยังถือขนมปังอยู่ตอนถูกยิง

คนเหล่านี้ที่อยู่ในชุมชนมีทั้งเป็นหมอ เป็นพยาบาล เป็นพ่อค้า เป็นครู เป็นเพื่อนนักเรียน และเด็กทารก รูปถ่ายคนตายสูงเป็นภูเขาเลากานั้นเป็นเสื้อผ้าและรองเท้าที่ถูกสั่งให้ถอดทิ้งไว้ก่อนจะต้อนลงไปในหลุม รูปทหารนาซียิงใส่ข้างหลังประชาชนที่ไม่มีอาวุธอย่างเหี้ยมโหดถูกแพร่กระจายออกไปทั่วยุโรป ชาวยิวเมืองแล้วเมืองเล่า ครอบครัวแล้วครอบครัวเล่า ต่างล้มตายลงไปโดยไม่มีความผิด ด้วยข้อกล่าวหาเป็นคนต่างลัทธิ ต่างชาติพันธุ์ และต่างความเชื่อ



ทหารเยอรมันที่เป็นคนยิงในรูปก็เห็นว่ายิงด้วยความเบื่อหน่าย เพราะแต่ละวันต้องยิงไปตามขั้นตอนจำนวนมากและสยดสยอง ท่ามกลางเสียงร้องโอดครวญและกรีดร้องที่โหยหวนของคนไม่มีทางสู้ แม้กระทั่งไฮน์ริช ฮิมเลอร์ ผู้บัญชาการหน่วยเอสเอสที่เป็นหน่วยปฏิบัติการจิตวิทยาของนาซี ยังสั่งให้เปลี่ยนแปลงวิธีการใหม่ โดยใช้การสร้างค่ายกักกันและรมแก๊สแทน
คำถามสำคัญและน่าจะเป็นบทเรียนสำหรับสังคมไทยคือ อะไรที่ทำการล้างสมองทหารที่ปรกติควรสู้รบกับศัตรูที่มีอาวุธเท่าเทียมกันให้มาทำหน้าที่สังหารหมู่ประชาชนหรือล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยกันได้ขนาดนี้ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกลางศตวรรษที่ 20 ซึ่งเราพอทราบกันดีว่านาซีใช้การล้างสมองประชาชนด้วยเทคนิคหลายประการ เช่นคำพูดของนาซีหน่วยหนึ่งที่ว่า

“I have for my leader;” said one leading Nazi to me, “a love which is as deep as my love for my country, and I have in him a faith than which no faith, even faith in religion, could be deeper. Hitler can never be wrong, and his orders I shall carry out to the death.” สรุปความได้ว่า “ชีวิตของเขาเพื่อท่านผู้นำ ความรักที่ลึกซึ้งเท่ากับความรักในประเทศชาติ เขารักด้วยศรัทธา และศรัทธายิ่งกว่าศาสนาเสียด้วยซ้ำ ฮิตเลอร์ไม่มีวันผิด และคำสั่งของท่านแม้ให้ไปตายก็ไม่ปริปาก”
ความเชื่อและความศรัทธาอย่างไม่มีเหตุผลนี่เองที่ทำให้คนเยอรมันได้ชื่อว่าเก่งกาจที่สุดชาติหนึ่งของโลก และกระทำเรื่องอัปยศอดสูที่สุดในโลก หรือกล่าวได้ว่าสุดจะโง่เขลาและน่าสมเพชที่สังหารประชาชนที่ปราศจากอาวุธ

ถ้าใครเห็นว่าการสังหารนั้นน่าสะอิดสะเอียนก็ถือว่าเป็นมนุษย์ปรกติ แต่ถ้าใครยินดีและสนับสนุนการสังหารแบบนั้นน่าจะมีความผิดปรกติและห่างไกลจากคุณธรรมของมนุษยชาติ จนไม่ควรแม้แต่จะเปิดปากพูด

กลับมาประเทศไทย มีทหารสารภาพกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่าได้สังหารประชาชนผู้ปราศจากอาวุธ ซึ่งรวมถึงพยาบาลชื่อ “น้องเกด” น.ส.กมนเกด อัคฮาด เพราะได้รับคำสั่ง ซึ่งไม่ได้แตกต่างกับการล้างสมองของนาซีที่ปลุกเร้าให้ทหารอยากฆ่าประชาชนและยอมรับการปกครองที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักของเหตุผลและประชาธิปไตย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ความเชื่อและความศรัทธาที่อิงลัทธิความเชื่อแบบไร้เหตุผลไม่ต่างจากนาซี รวมถึงการสาปแช่งด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ทราบว่ามีจริงหรือไม่ เพื่อเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองกำจัดศัตรูที่ขวางผลประโยชน์ รวมถึงความไร้เดียงสาหรือโง่เขลาของผู้ได้รับคำสั่งที่เหมือนสัตว์เลี้ยง พร้อมฆ่าคนด้วยสัญชาติญาณ

จึงให้ตระหนักไว้ว่าตราบใดที่สังคมไทยยังไม่ได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ตราบนั้นการสังหารหมู่และการเข่นฆ่าประชาชนก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้อยู่เสมอ เพราะมนุษย์เกิดมาพร้อมจิตสำนึกของเสรีภาพที่ฝังลึกอยู่ในยีนที่เรียกว่า HFW บนปลายแขนของโครโมโซมที่ 22 ที่ทำให้มนุษย์ในสังคมต่างๆลุกขึ้นมาต่อสู้กับการกดขี่และล้างสมองทุกหนแห่งในโลก

อาการ “ตาสว่าง” ที่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองและการเข้าใจความจริงนั้น สังคมไทยถูกปกปิด บิดเบือน และหลอกลวงมาโดยตลอด คือกุญแจแห่งการบรรลุความสำเร็จในการสถาปนาประชาธิปไตยที่แท้จริงในอนาคต ปฏิเสธอำนาจนอกระบบโดยไม่ย่อท้อ ไม่ว่าวีรชนจะต้องเสียสละไปอีกมากเท่าไรก็ตาม