Sunai Fan Club

Sunai Fan Club
สุนัยแฟนคลับ

วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สว.ยื่นสอบการใช้เงินงบประมาณ สสส. ส่อเน่า

ทีมข่าวสุนัยแฟนคลับ


เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2556 นายประสงค์  ตันมณีวัฒนา สมาชิกวุฒิสภา ขอยื่นตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินที่จัดสรรให้กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่ามีความโปร่งใสเพียงได เพราะที่ผ่านมา สสส.  มีรายได้จากภาษีสรรพสามิตยาสูบและสุราในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี เรียกกันง่ายๆว่าภาษีบาป ซึ่งในปี 2556 ได้งบไป 3,566 ล้านบาท แต่กลับมาการใช่จ่ายอย่างไม่โปร่งใส ไร้ประสิทธิภาพมุ่งแน่นไปทางการสื่อโฆษณาเป็นหลัก บางสื่อไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ไดๆ จึงมีการยื่นหนังสือเพื่อขอตรวจสอบต่อประธานวุฒิสภา ดังต่อไปนี้


กสม. จาก 99ศพ ถึง เอกยุทธ

วงค์ ตาวัน
 
 

เข้า ใจว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คงกลัวประชาชนจะมองไม่เห็นธาตุแท้ของคณะตนเองอย่างถึงแก่นดีพอ หลังจากการสรุปเหตุการณ์ 99 ศพจนผู้คนตะลึงไปทั้งเมือง ล่าสุดเลยแถลงผลการตรวจสอบคดีเอกยุทธ อัญชันบุตร ออกมาอีกคดี

99 ศพ เหตุเกิดในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ ปรากฏว่า ม็อบผิดทุกเรื่อง

มาในคดีเอกยุทธ เหตุเกิดในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ฝ่ายรัฐผิดไปหมด ตำรวจทำคดีไม่ถูกต้อง

เสมือนนายเอกยุทธประดุจฮีโร่ของกรรมการสิทธิ์ จึงไม่ควรตายเพราะคนขับรถ ต้องมีเบื้องหลังใหญ่โตกว่า

ต้องเป็นฝีมือของนักฆ่าผู้เชี่ยวชาญ จะตายเพราะเด็กหนุ่มจากพัทลุงไม่ได้เป็นอันขาด

หมอนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ออกหน้าในคดีนี้เอง ร่วมกับหมอพรทิพย์ ผมหลากสี
เต็มไปด้วยข้อสังเกตหยุมหยิม แล้วเอามาขยายใส่จินตนาการเข้าไป!

ไม่น่าแปลกใจหรอก เพราะทุกสังคม ย่อมมีคนช่างคิดสติเฟื่องในทุกๆ เรื่อง

แต่ถ้าเรื่องนั้นเป็นคดีความต้องส่งขึ้นศาลก็น่าปวดหัวอยู่ไม่น้อย

ประเด็น มีอยู่นิดเดียวคือ คดีนี้มีการฆ่าคนตาย มีการจับกุมคนขับรถที่อยู่กับคนตายก่อนเกิดเหตุได้ และให้การรับสารภาพ จากนั้นซัดทอดผู้ร่วมก่อเหตุ นำชี้จุดทิ้งศพได้ชัด ขุดพบ คำให้การส่วนใหญ่ก็ตรงกับความเป็นจริง

จะให้ตำรวจไปทำอะไรได้มากกว่านี้ พยายามหาด้วยซ้ำแล้วก็ได้เท่านี้

จู่ๆ มีคนลุกขึ้นมาตะโกนว่า พวกนี้ไม่ได้ฆ่า ต้องไปจับคนอื่นมาให้ได้

กรุณาอย่าพูดลอยๆ ต้องไปหาอะไรมารองรับด้วย

กรุณาอย่าดีแต่พูด โดยไม่รับผิดชอบ

ข้อโต้แย้งที่หยิบมาแถลงนั้น นักเขียนนวนิยาย เขียนได้สนุกกว่าที่หมอนิรันดร์ควงหมอพรทิพย์มาพูดเสียอีก

สำคัญสุด ไอ้นักฆ่าผู้เชี่ยวชาญนั้น ต้องมีหลักฐานรองรับ ต้องมีเบาะแสอะไรมาสักหน่อย

จนป่านนี้ คนรู้เรื่องไปทั้งเมือง

แต่ยังไม่มีเบาะแสอื่นโผล่ออกมาอีกเลย
มีแต่กลุ่มเดียวตะโกนโหวกเหวกไม่เลิก

เอาง่ายๆ ในสายตากรรมการสิทธิ์ รัฐบาลอภิสิทธิ์ถูกไปหมด

แต่รัฐบาลนี้ผิดไปหมด คดีนายเอกยุทธต่อให้ได้ ผู้ต้องหา รับสารภาพและพยานหลักฐานเพียบ ก็ยังไม่ถูกต้องอีก

เสร็จจากนี้ อย่าลืมรีบไปตรวจสอบการละเมิดสิทธิ์ม็อบสวนลุมฯอย่างรุนแรง เป็นผลงานชิ้นต่อไป!                 

วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2556

คุกขังได้แต่กายสุรชัย..แต่ขังจิตใจและความคิดไม่ได้...


           อ.สุรชัย ส่งผ่านความคิดเตือนให้พรรคเพื่อไทยกับคนเสื้อแดงอย่าแตกแยกกัน   เปิดโปงเล่ห์กลพวกประชาธิปัตย์กับอำมาตย์ขุดหลุมพราง 112 ให้พรรคเพื่อไทยกระโดดลง เตือนถึง ณัฐวุฒิระวังตกหลุมพรางกรายเป็น "ธีรยุทธ  บุญมี" ขายประชาชน
 

...............................................

 
 

 

ระวังจะหลงกลเดินไปตามแผนของพรรคประชาธิปัตย์
 

          การที่แกนนำ นปช. อย่างณับวุฒิ  ไสยเกื้อ และพรรคเพื่อไทยอภิปรายเกี่ยวกับ พรบ.นิรโทษกรรม ว่าไม่คลุมถึง ผู้ที่ถูกคดี ม.112 นั้นระวังจะหลงกลเดินไปตามแผนของพรรคประชาธิปัตย์
 
          การออกมาต่อต้าน พรบ.นิรโทษกรรม ของพรรคประชาธิปัตย์ทำท่าเอิกเกริกใหญ่โตดูน่ากลัวนั้น   แท้จริงเขาต้องการอะไร?  ต้องการล้ม พรบ.นิรโทษกรรม จริงหรือ?  ทำไมพอเอาข้าจริงจึงไม่มีคนมาร่วมมากตามที่โฆษณาไว้  ซึ่งการจะเอาคนมาร่วม สัก 4-5 หมื่นคนไม่ใช่เรื่องยากสำหรับพรรคประชาธิปัตย์
 
          “นี่เป็นแผนลวง”  ทำท่าบุกประตูหน้าแต่แอบเข้าประตูหลังนั่นเองประชาธิปัตย์ไม่ได้ต้องการล้ม พรบ.นิรโทษกรรม หรอก  แต่โหมประโคมใหญ่โตขู่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย  เพื่อไม่ให้นิรโทษกรรม ม.112 นั่นเอง
 
          ประชาธิปัตย์หวังผลอะไร?  ต้องการกดดันพวกถูกคดี 112 อย่างนั้นหรือ  คำตอบคือไม่ใช่  หรือเพราะจงรักภัคดีหรือก็ไม่ใช่อีก  คำตอบที่ถูกต้องคือ “ตอกลิ่มสร้างความแตกแยกระหว่างพรรคเพื่อไทยกับคนเสื้อแดงตาสว่าง” นั่นเอง  การอภิปรายของ ส.ส.ณัฐวุฒิ  ไสยเกื้อ  ในสภาฯ เข้าทางประชาธิปัตย์
 
          ถามว่าเมื่อ พรบ.นิรโทษกรรม ผ่านออกมายกเว้น ม.112 คนเสื้อแดงตาสว่างจะคิดอย่างไรกับพรรคเพื่อไทยที่เป็นผู้กีดกัน  ยิ่งตอนนี้คนเสื้อแดงประเภท “ตาสว่าง” ไม่ค่อยจะไว้ใจพรรคเพื่อไทยและ นปช.อยู่แล้ว (ดูผลการเลือกตั้งเขตดอนเมืองที่ผ่านมา)  คนเสื้อแดงที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยก็ลดจำนวนลง
 
          จากนั้นในอนาคตเมื่อสร้างความแปลกแยกระหว่างคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยได้สำเร็จ  ก็จะมีผู้อุดหนุนให้คนเสื้อแดงตั้งพรรคการเมืองขึ้น  เพื่อแยกคะแนนจากพรรคเพื่อไทย  ทราบมาว่าขณะนี้มีการเคลื่อนไหวกันอยู่ทางภาคเหนือและภาคกลางบางจังหวัด  นี่คือยุทธศาสตร์ที่จะเอาชนะพรรคเพื่อไทย  เพราะจะเอาพรรคประชาธิปัตย์ชนะพรรคเพื่อไทยนั้นทำไม่ได้  ต้องสร้างพรรคที่มีนโยบายและทิศทางเหนือกว่าเพื่อดึงคะแนนเสียงจากพรรคเพื่อไทย

          ต้องมองย้อนประวัติศาสตร์ 14 ตุลาคม 2516 เมื่อกลุ่มอำมาตย์เอาชนะกลุ่ม พลเอกถนอม, ประภาส ทางทหารไม่ได้  ก็สร้างกลุ่มนักศึกษาขึ้นมาโค่นล้มแทน

          พรรคเพื่อไทยต้องไม่ให้ภาพออกมาว่า ส.ส.เพื่อไทย กีดกัน ม.112  แต่ควรให้ภาพออกมาว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นคนขัดขวางกีดกัน ม.112

          คนเสื้อแดงจะโกรธก็โกรธประชาธิปัตย์ ส.ส.ณัฐวุฒิ  ระวังจะกลายเป็นธีรยุทธ  บุญมี ในวันข้างหน้าหนทางยังอีกยาวไกลนักตรองดูให้ดี

          ธีรยุทธ  บุญมี เป็นคนเก่งที่ถูกหลอกใช้โดยไม่รู้สึกตัว  จากนั้นถูกทำลายต้องหนีเข้าป่าไปซ้ายแล้วพ่ายแพ้กลับมาเป็นนักวิเคราะห์สังคมรับใช้อนุรักษ์นิยมที่เคยไล่ล่าตนในอดีต
         

          เวลานี้ ธีรยุทธ  บุญมี หมดสภาพกลายเป็นพวก “หลงทางชีวิต” ไปเสียแล้ว

  
                                                               ผู้ต้องขังคดี ม.112
                                                                     8 ส.ค. 56

แนวต้านนิรโทษยี่ห้อ "ประชาธิปัตย์" 4 ขั้น 2 ดาบอันตราย สูตร "ค้านสุดซอย" !!

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์



ไม่เกินความคาดหมายสำหรับคอการเมืองนัก เมื่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม ฉบับนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ ผ่านพิจารณาวาระที่ 1 เป็นที่เรียบร้อย

ฝ่ายสนับสนุน-คนเสื้อแดง ยังมั่นใจว่ากำหนดการของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมยังคงเป็นไปตามเดิม คือ ประกาศเป็นข่าวดีให้กับประชาชนช่วงปีใหม่ต้นปี 2557

ด้านฝ่ายค้าน-แนวต้านจากมวลชนและพรรคการเมือง ย่อมทำทุกวิถีทาง หยุดไม่ให้ร่างกฎหมายผ่านการพิจารณาได้อย่างรวดเร็ว

โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ตัดสินใจใช้ยุทธวิธียื้อ แย่ง เบรกทุกช่องทาง และเลือกใช้กระบวนการทั้งใน-นอกสภาไปพร้อมกัน

นอกสภา ปรากฏภาพ ส.ส.ทั้งพรรคเคลื่อนขบวนมวลชนให้มวลชนเดินทางมาส่งเข้าสู่สภาเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม

แม้จะไม่เกิดการเผชิญหน้าระหว่าง "มวลชน-เจ้าหน้าที่" ตามที่บางฝ่ายวิเคราะห์ แต่ก็เป็นไปตามเป้าหมายเพื่อแสดงศักยภาพของกองกำลังผู้ไม่เอากฎหมายล้างผิด ตามที่เหล่าแกนนำพรรคประเมินไว้ก่อนหน้านี้

ขณะที่ในสภา ไฮไลต์มิได้อยู่ที่เนื้อหา-สาระในการอภิปราย แต่กลับปรากฏยุทธการ "ค้านสุดซอย" ตามสไตล์ ปชป. ที่ใช้รูปแบบการค้าน 4 ขั้นตอน ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามปกติ

หนึ่ง ทันทีที่สภาเปิดการประชุม 13.00 น. พลพรรค ปชป.ก็ลุกขึ้นประท้วงทันที โดยเรียกร้อง "สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์" ประธานสภา แจงเหตุผลว่า ทำไมถึงไม่มีการถ่ายทอดสดการประชุมในวาระดังกล่าว

หลังจากผลัดกันประท้วงกว่า 2 ชั่วโมง ปชป.ก็ส่งสัญญาณเดินหน้าขั้นตอนที่สอง โดย "ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ" ส.ส.ยะลา อาศัยข้อบังคับการประชุมที่ 46 เสนอญัตติให้สภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินแทน

ทำให้ ส.ส.ทั้ง 2 ขั้วลุกขึ้นประท้วงกันอย่างหนัก กระทั่งประธานต้องตัดสินใจสั่งพักการประชุม ก่อน "สมศักดิ์" วินิจฉัยญัตติดังกล่าวไม่สามารถกระทำได้ เพราะสภาได้เริ่มต้นพิจารณาหลักการและเหตุผลของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมไปเรียบร้อยแล้ว

และยังไม่ทันได้หายใจหายคอ มวลชนพรรคสีฟ้าก็ง้างดาบเดินหน้าขั้นตอนที่ 3 ทันที โดยดึงเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าข่าย พ.ร.บ.การเงิน ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบและการรับรองจากนายกรัฐมนตรี

เป็นลีลา-หนังซ้ำ ครั้งที่สภาขนร่างกฎหมายปรองดองเข้ามาพิจารณาเมื่อปีก่อน โดยฝั่ง ส.ส.เพื่อไทยต่างก็ลุกขึ้นโต้ตอบเช่นเคยว่า กรรมาธิการได้ตีความแล้วว่า วาระนี้ไม่เข้าข่ายกฎหมายการเงิน

จากนั้นไฮไลต์เด็ดในขั้นตอนที่สี่ ก็ปรากฏทันทีที่ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ลุกขึ้นขอใช้สิทธิ์ตามข้อบังคับการประชุมข้อ 47 (5) เพื่อเสนอขอเลื่อนญัตติ โดยแลกกับเงื่อนไขพิเศษที่จะยอมเดินทางไปเจรจาหาทางออกกับ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรีในทันที

"ผมขอให้ท่านนายกฯลุกขึ้นยืนขอร้องสมาชิกพรรคเพื่อไทยให้เลื่อนกฎหมายนี้ออกไปก่อน จะได้มาคุยกันเรื่องอนาคตประเทศ หากนายกฯสนับสนุน พรุ่งนี้ผมจะไปร่วมพูดคุยหาทางออกประเทศทันที"

สุดท้ายสภาต้องตัดสินด้วยการลงมติ ที่แน่นอนว่า ส.ส.เสียงข้างมากยังคงมีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า ไม่เลื่อนถกร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และเดินหน้าพิจารณาหน้าต่อทันที

กระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงคิว "จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" ประธานวิปฝ่ายค้าน ลุกขึ้นอภิปรายตามวาระเป็นคนแรก ซึ่งเริ่มต้นกระบวนการเมื่อเวลา 20.00 น.

ถือเป็นการลากเกม "ค้านสุดซอย" กินเวลายาวนานกว่า 7 ชั่วโมงเต็ม เพื่อขวางลำไม่ให้ร่างกฎหมายเข้าสู่ลำดับการพิจารณาตามปกติ

อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่ "เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์" ต่างผลัดกันรุกรับกินเวลายาวนาน 16 ชั่วโมง ก็เป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ สภามีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 300 เสียง ไม่รับหลักการ 124 เสียง งดออกเสียง 14 เสียง และไม่ลงคะแนน 2 เสียง จากจำนวนผู้เข้าประชุมรวม 440 คน

และการแพ้โหวตในสภายุคนี้ เป็นสิ่งที่ ปชป.รู้ดีว่าจะไม่มีทาง และเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาชนะจำนวนมือของ ส.ส.เพื่อไทย

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านยังยืนยันที่จะเดินหน้าใช้ยุทธวิธี "ค้านสุดซอย"ต่อไปตามแผนการรุกที่วางไว้ ไม่ว่าสภาจะหยิบร่างกฎหมายนิรโทษกรรมขึ้นมาพิจารณาในวาระใดหลังจากนี้ก็ตาม

เพราะรู้ดีว่า 2 ดาบสุดท้ายที่ยังไม่ได้หยิบออกมาใช้สำคัญที่สุด ซึ่งต้องรอเวลาให้สภามีพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านทั้ง 3 วาระเสียก่อน

ดาบที่หนึ่ง ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ปชป.ก็เตรียมข้อมูลพร้อมที่จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่ากฎหมายดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

ดาบที่สอง ณ เวลานี้กำหนดการยังเป็นไปตามเดิม ตามที่ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ส.ส.สุราษฎร์ธานี ประกาศลั่นกลางเวทีไว้ก่อนหน้านี้ว่า "หาก ปชป.รั้งกฎหมายไม่ได้ทั้ง 3 วาระ ก็พร้อมที่จะออกยืนแถวหน้ากับประชาชนทันที"

เป็น 2 ดาบอันตรายที่ ปชป.เชื่อว่า จะมีพลานุภาพรุนแรงสูสีกระบวนการในสภาที่มีเงื่อนไขแพ้-ชนะอยู่ที่จำนวนมือ ส.ส.ผู้ทรงเกียรติ

ฉะนั้น ยุทธการ "ค้านสุดซอย" ในห้วงเวลาของสภา อาจกลายเป็นการโหมไฟเข้ากองฟืนอีกครั้ง

เพื่อสร้างเงื่อนไข-เหตุผลในการ กระตุ้นมวลชนให้ออกมารวมตัวตามเสียงนกหวีดของ "สุเทพ" อีกครั้งหนึ่ง

วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2556

คำวินิจฉัย 6 ศพ แสงขับไล่ความมืด ส่องแท้จริง-เท็จ

มติชนออนไลน์



6 ส.ค. ศาลอาญากรุงเทพใต้ อ่านคำสั่งไต่สวนชันสูตรพลิกศพ 6 ศพ ที่เสียชีวิตในวัดปทุมวนารามเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553

ได้แก่ นายสุวัน ศรีรักษา-เกษตรกร นายอัฐชัย ชุมจันทร์-บัณฑิตนิติศาสตร์ รามคำแหง นายมงคล เข็มทอง-อาสามูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นายรพ สุขสถิต-พนักงานขับรถรับจ้าง น.ส.กมนเกด อัคฮาด-พยาบาลอาสา และนายอัครเดช ขันแก้ว-รับจ้าง

พบว่าไม่มีผู้เสียชีวิตรายใดมีเขม่าดินปืนที่มือ ที่แปลว่าเป็นผู้ใช้อาวุธ

พยานหลายปากและผู้เชี่ยวชาญเบิกความสอดคล้องกันว่า ได้ยินเสียงปืนดังมาจากทิศทางบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส พบรอยกระสุนด้านหน้าวัด ยิงจากด้านหน้าวัดเข้าไปด้านใน บนถนนหน้าวัด ประตูทางเข้าวัด ประตูทางออกวัด ประตูกระจกมูลนิธิ และใกล้สะพานลอยทางเดินเชื่อมบริเวณแยกเฉลิมเผ่า

จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้ยิงผ่านรางรถไฟฟ้าเข้าไปในวัด



ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค.2553 มีการประกาศห้ามใช้เส้นทางคมนาคมหลายแห่ง จึงเชื่อได้ว่าไม่สามารถมีผู้ใดนำอาวุธเข้าไปในพื้นที่การชุมนุมได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะเข้าไปก็ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานทหาร

ในวันที่เกิดเหตุ 19 พ.ค.2553 เป็นเวลากลางวัน มีทั้งผู้สื่อข่าวชาวไทยและต่างประเทศจำนวนมาก แต่ไม่ปรากฏหลักฐานภาพถ่าย และไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดพบเห็นชายชุดดำในบริเวณดังกล่าว

ศาลจึงมีคำสั่งว่า เหตุและพฤติการณ์ของผู้ตายทั้ง 6 สืบเนื่องมาจากถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด .223 หรือ 5.56 มม. วิถีกระสุนปืนยิงมาจากเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส หน้าวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร และบริเวณถนนพระราม 1

ซึ่งเข้าควบคุมพื้นที่ ตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ.



นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า แนวทางการดำเนินคดีต่อไปจะเป็นเช่นเดียวกับคดีการเสียชีวิตของรายอื่นๆ ที่ศาลไต่สวนแล้วว่าเป็นการกระทำจากเจ้าหน้าที่รัฐ

ก็คือดีเอสไอจะต้องแจ้งข้อกล่าวหากับผู้เกี่ยวข้อง 2 ราย ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตผอ.ศอฉ.

ในข้อกล่าวหาเพิ่มเติมฐานร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล

เพื่อพิจารณาส่งฟ้องอัยการต่อไป



แต่กว่าจะมาถึงวันนี้เส้นทางเดินของการค้นหาความจริงขรุขระคดเคี้ยวเป็นอย่างยิ่ง

เย็นวันที่ 6 ส.ค. มีผู้นำคลิปที่ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ที่ให้การต่อคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ออกเผยแพร่

ในคลิปนั้น พญ.คุณหญิงพรทิพย์ ระบุเต็มปากเต็มคำว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ศพในวัดปทุมวนารามไม่ได้ถูกยิงมาจากข้างบน

แม้แต่รายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อแนวทางปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งแถลงเมื่อเดือนตุลาคม 2555 ตอนหนึ่งก็ระบุว่า

"พบรอยแตกคล้ายรอยกระสุนปืนที่ผนังคอนกรีตและใต้คานรางรถไฟฟ้าบีทีเอส ด้านหน้าวัดปทุมฯ 4 รอย มีทิศทางการยิงขึ้นไปจากพื้นด้านหน้าหรือในวัดปทุมฯ

"ซึ่งหากเป็นรอยกระสุนจริงก็มีความเป็นได้ว่ามีการยิงมาจากด้านวัดปทุมวนารามไปยังกำแพงรางรถไฟฟ้าซึ่งมีทหารอยู่"



เมื่อเดือนมิถุนายน 2553 นายอภิสิทธิ์เคยลุกขึ้นชี้แจงในสภาผู้แทนราษฎร นำภาพจำลองวิถีกระสุนของศพที่ถูกยิงในวัดปทุมวนาราม

และยืนยันว่าผลชันสูตรไม่ใช่ยิงจากมุมสูง แต่เป็นการยิงแนวราบ

ขณะที่นายสุเทพขึ้นให้การต่อศาลเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2556 ว่า ได้รับรายงานการชันสูตรศพคาดว่าจะเสียชีวิตจากที่อื่นแล้วนำร่างมาไว้ที่ข้างศาลา

และใน 2 รายมีเขม่าดินปืนที่มือในปริมาณที่น่าจะใช้อาวุธมาก่อน



ความจริงอาจจะมาช้า

แต่เมื่อมาถึงแล้วก็เหมือนแสงสว่างที่ส่องขับไล่ความมืดให้หมดไป

วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ปชป.ดับเครื่องชน "การเมือง" สิงหาฯ เข้าโซนเดือด!

ที่มา:มติชนรายวัน 4 สิงหาคม 2556



4 สิงหาคม กลุ่มต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีกำหนดชุมนุมใหญ่

โค่นล้มระบอบทักษิณ !

นายพิเชฏฐ พัฒนโชติ กลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ แถลงข่าวล่าสุด กำหนดการเคลื่อนไหวคร่าวๆ ว่า 4 สิงหาคม นัดชุมนุม โดยวัน เวลา และสถานที่จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

วันที่ 5-6 สิงหาคม จะยื่นหนังสือถึงสิทธิมนุษยชน องค์กรสหประชาชาติ (ยูเอ็น) รวมถึงสถานทูตต่างๆ

และวันที่ 7 สิงหาคม จะนัดชุมนุมเพื่อคัดค้านการพิจารณา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่มีข่าวว่าสภาผู้แทนราษฎรมีกำหนดพิจารณาในวันนั้น

หากแต่ลำพังการประกาศชุมนุมของกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณนั้น หน่วยข่าวความมั่นคง โดยเฉพาะสภาความมั่นคงแห่งชาติประเมินว่ามีจำนวนไม่มาก

ก่อนหน้านั้น พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาฯ สมช.ให้สัมภาษณ์ว่า คาดผู้ชุมนุมไม่น่าจะเกิน 5,000 คน

หากแต่ระยะหลัง น้ำเสียงของ พล.ท.ภราดรเปลี่ยนไป โดยให้สัมภาษณ์ล่าสุด คาดการณ์ว่าอาจมีการระดมคนร่วมชุมนุมนับหมื่น

น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปนั้น พล.ท.ภราดรชี้ว่ามาจากความเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์

พรรคประชาธิปัตย์ประกาศ สู้นอกสภา !


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกสื่อและใช้เวที "ผ่าความจริง" ประกาศท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง สรุปได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และการต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรม ต้องระดมประชาชนมาอยู่ในกรุงเทพฯเพื่อคัดค้าน

สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หลายคนขานรับ และเห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวนอกสภา

เฉพาะช่วงการชุมนุม 4 สิงหาคมของกลุ่มกองทัพประชาชนฯ พรรคประชาธิปัตย์ก็มีกำหนดจัดเวทีผ่าความจริงในกรุงเทพฯ ถี่ยิบ

กล่าวคือ ระหว่างวันที่ 3-6 สิงหาคม มีกำหนดจัดเวทีผ่าความจริง 4 แห่ง

คำประกาศดังกล่าวทำให้หน่วยข่าว โดยเฉพาะสภาความมั่นคงแห่งชาติ ต้องกลับไปพิจารณาตัวเลขผู้มาร่วมชุมนุมกันอีกครั้ง

พล.ท.ภราดรจึงเปลี่ยนน้ำเสียงจากการประเมินผู้ชุมนุมว่า มาไม่มากนัก กลายเป็นยอมรับว่าอาจมีผู้ชุมนุมเข้าร่วมนับหมื่น ขณะที่พรรคเพื่อไทยแถลงข่าวออกมาสอบถามท่าทีของแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ถึงการ "ปลุกม็อบ"

สุดท้ายก่อนกำหนดนัดชุมนุม 4 สิงหาคม คณะรัฐมนตรีชุดเล็ก มีนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี ได้ประชุมและมีมติประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ใน 3 เขต คือเขตพระนคร เขตดุสิต และเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ระหว่างวันที่ 1-10 สิงหาคม

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเรียกประชุมตำรวจ และเตรียมพร้อมรับกลุ่มผู้ชุมนุม มีการประเมินสถานการณ์ และแถลงข่าวความพร้อม ตลอดจนถ่ายทอดผ่านสื่อ เพื่อเปิดเผยถึงขั้นตอนการควบคุมฝูงชน

ในการแถลงข่าวนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เปิดเผยขั้นตอนการปฏิบัติทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ

เท่ากับว่า การแถลงความพร้อมในมาตรการควบคุมฝูงชนครั้งนี้ มีเป้าประสงค์ทั้งการเปิดเผยข้อมูลให้คนไทยรับทราบ ขณะเดียวกันก็ต้องการตีฆ้องให้ต่างชาติรับรู้ด้วย

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดรับกับกระแสข่าวในแวดวงโซเชียลเน็ตเวิร์ก ที่หวาดผวากับเหตุการณ์หลังการชุมนุม

เกรงว่า การปฏิวัติรัฐประหารจะกลับมาอีกครั้ง !


สำหรับรัฐบาลนั้น มีกระแสข่าวว่านอกจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะใช้วิธีการเดิม คือการแยกฝ่ายบริหาร กับฝ่ายนิติบัญญัติออกจากกัน โดยระบุว่า การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป็นเรื่องของพรรค และสภาผู้แทนราษฎรแล้ว

รัฐบาลยังขยับเปิดทางเลือกใหม่ให้สังคมด้วยการนำเสนอ "สภาปฏิรูปการเมือง" ขึ้นมาอีกครั้งด้วย

สภาปฏิรูปการเมืองนี้ จะรวมเอาตัวแทนกลุ่มที่มีความขัดแย้งมาร่วมทำงาน "ปฏิรูปการเมือง" ด้วยกัน โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นคนนำเสนอรูปแบบการดำเนินการดังกล่าวด้วยตัวเอง

เป็นการนำเสนอขึ้นมาในช่วงที่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม และเป็นช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองกำลังเครียด

แต่ก็เป็นอีกความพยายามของรัฐบาลที่พยายามลดความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งต้องใช้เวลาสักพักถึงจะพิสูจน์ทราบว่า แนวทางดังว่าจะประสบผลมากน้อยเพียงใด

แต่ถึงการตอบรับจะมากหรือน้อย หากสุดท้ายสถานการณ์บานปลายจนกระทบถึงรัฐบาลเข้าเต็มๆ ดูเหมือนว่าพรรคเพื่อไทยมีความเห็นว่าทางออกที่รัฐบาลน่าจะรับมือกับเหตุความขัดแย้งได้ดีที่สุดคือ ยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่

ข้อเสนอเรื่องยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ เคยได้ยินครั้งหนึ่งจากปากของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แกนนำพรรคเพื่อไทยที่คาดการณ์ตามอำนาจที่นายกรัฐมนตรีมี เพื่อรับกับสถานการณ์วิกฤต

เรื่องยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ ก็เคยได้ยินนายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทยพูดถึง

ล่าสุด นายวรชัย เหมะ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เจ้าของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก็เสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา หากสุดท้ายแล้วร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีอันเป็นไป



วันที่ 4 สิงหาคมนี้จึงเป็นวันเริ่มต้นที่จะมองเห็นพลังของฝ่ายต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณว่าจะเปิดเกมรุกได้มากหรือน้อย

อย่าลืมว่า ในสมัยการประชุมรัฐสภาที่เพิ่งเปิดขึ้นตั้งแต่ 1 สิงหาคมมานี้ มีร่างกฎหมายที่พร้อมเป็นชนวนความขัดแย้งจ่อรอให้พิจารณาอยู่หลายฉบับ

ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม อาจจะเป็นกฎหมายฉบับแรก แต่ยังมีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่รอการถกเถียงพิจารณา

ยังมีร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศล้มมาตั้งแต่ไก่โห่

ยังมีเรื่องร้องเรียนและคดีความที่ค้างการพิจารณาอยู่ในองค์กรอิสระ ทั้งในศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครอง

ดูเหมือนว่าทุกอย่างมีกำหนดการต้องดำเนินการในเร็วๆ นี้

แม้ความเคลื่อนไหวในขณะนี้ยังเป็นเพียง "วาจา" และ "ความเชื่อ" ยังไม่ใช่ "ความจริง"

แต่กลิ่นอายจาก "วาจา" และ "ความเชื่อ" ก็เพิ่มอุณหภูมิทางการเมืองขึ้นทะลุปรอท

สิงหาคม การเมืองไทยเข้าสู่เขตร้อน !

วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เหตุผลที่ต้องโค่นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ดาวแดง...หน้ากากขาว...อัลกอ อิดะฮ์... พัดลม ต้านมรสุม

หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว/มุกดา สุวรรณชาติ
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ 2- 8 สิงหาคม 2556



สําหรับกลุ่มอำนาจเก่า มีเหตุผลที่จำเป็นต้องโค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทุกรัฐบาล หลังจากโค่นรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ในปี 2549 และตั้งรัฐบาลจากการรัฐประหารปี 2550 พอมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งปี 2551 นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ก็ถูกโค่นลงในปีนั้น แม้เปลี่ยนตัวนายกฯ เป็น สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็ยังถูกตุลาการภิวัฒน์โค่นอีกครั้งในปลายปี 2551 และมีการตั้งรัฐบาลในค่ายทหารเมื่อปี 2552 จนมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ปี 2554 ก็ได้รัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งก็ยังมีคนพยายามล้มด้วยสารพัดวิธี

อะไรเป็นแรงจูงใจ ที่จะต้องออกมาโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งให้ได้?



1.เป็นการแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ตามปกติ ของการต่อสู้ทางชนชั้น
แม้ในรอบ 80 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่อำนาจและผลประโยชน์ก็กระจายลงมาอยู่กับชนชั้นปกครองใหม่ซึ่งเป็นทหาร นักการเมือง และข้าราชการ ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ยังสลับสับเปลี่ยนกับอำนาจการปกครองของเผด็จการทหารตลอดทั้ง 80 ปี

ในช่วงสิบปีหลัง ประชาชนชั้นล่างจึงได้สัมผัสกับประชาธิปไตยที่กินได้ใช้ได้ ซึ่งแน่นอนว่า ผลประโยชน์ที่กระจายสู่คนชั้นล่างย่อมทำให้กลุ่มผู้ปกครองซึ่งเคยอยู่ข้างบนสูญเสียประโยชน์ไปบ้าง มากน้อย ตามแต่ฐานะและอาชีพของแต่ละกลุ่ม

ซึ่งขณะนี้บางคนมองว่า ถ้าขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ประชาชนจะเรียกร้องมากขึ้น แต่มันสายไปแล้วประชาชนได้ลิ้มรสเสรีภาพ ได้อำนาจในการปกครองท้องถิ่น และผลประโยชน์จากส่วนกลางที่ถูกถ่ายเทมาสู่ทุกท้องถิ่นมากขึ้น ไม่มีใครอยากไปหาบน้ำไกลเป็นกิโล ชาวบ้านอยากได้ประปาหมู่บ้าน อยากได้ถนน พวกเขาดูโทรทัศน์ ใช้โทรศัพท์ ใช้รถไถนา มีมอเตอร์ไซค์ รถกระบะ ไม่มีใครอยากย้อนกลับไปอยู่แบบ 30 ปีที่แล้ว

แม้ไม่คิดถึงเรื่องชนชั้น การต่อสู้ก็จะขยายไปเรื่อยๆ



2.กลัวถูกลงโทษ เพราะ...ยิ่งทำ ยิ่งผิด
เรื่องนี้เปรียบเหมือนกลุ่มโจรที่อยากได้ทรัพย์ จึงเข้าปล้นบ้าน ให้เจ้าของบ้านเงียบ ห้ามต่อสู้ จับขัง จับมัด พอมีคนสู้ก็ฆ่าตาย มีพยานรู้เห็นก็จะฆ่าพยาน ตอนนี้คิดฆ่าเจ้าหน้าที่ กลุ่มอำนาจเก่ากลัวความผิดที่ทำซ้ำซากหลายครั้ง คือความผิดจากการทำรัฐประหารในปี 2549 ทำตุลาการภิวัฒน์โค่นสองนายกฯ ในปี 2551 ปราบประชาชนจนมีผู้บาดเจ็บล้มตายในปี 2553 ซึ่งข้อหาต่างๆ ร้ายแรงถึงขั้นติดคุกหรือประหารชีวิต ถ้าปล่อยให้ประชาธิปไตย พัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ จนเป็นแบบสากล คดีต่างๆ จะถูกนำมาสะสางย้อนหลัง ทั้งคดีการเมือง เช่น การปราบประชาชนหรือรัฐประหาร คดีเศรษฐกิจที่มีลักษณะคอร์รัปชั่น เช่น คดี ปรส. โครงการไทยเข้มแข็ง สร้างโรงพัก ซื้อรถดับเพลิง ฯลฯ และคดีส่วนตัว เช่น กรณีที่ดิน กรณีหนีทหาร

ถ้าสามารถยึดอำนาจรัฐมาได้ และตั้งกลุ่มตนเองเป็นผู้ปกครอง ก็จะสามารถดึงหรือเป่าคดีเหล่านั้นให้หายไปได้

ตรงกันข้าม ถ้าปล่อยให้ระบอบประชาธิปไตยจนกล้าแข็ง ไม่เพียงจำเลยจะถูกดำเนินคดี แต่คนที่คอยช่วยเหลือและปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องทั้งที่อยู่ในระบบยุติธรรมและองค์กรอิสระก็จะโดนเล่นงานไปด้วย

แต่วันนี้คนทั่วไปต่างก็มองเห็นว่าคนกลุ่มนี้ยิ่งดิ้นยิ่งติด ยิ่งทำยิ่งผิดถลำลึกลงไป และพยายามลากพาคนอื่นๆ เข้าไปสู่วังวนของวงจรอุบาทว์



3.ไม่เชื่อมั่นระบบรัฐสภาอีกแล้ว... เลือกตั้งไม่ชนะ จำเป็นต้องใช้วิธีแย่งชิง
จากการเลือกตั้งหลายปีที่ผ่านมาพิสูจน์ว่า กลุ่มอำนาจเก่าไม่สามารถชนะการเลือกตั้งได้ เพราะประชาชน เลือกแต่พรรคที่มีนโยบายกระจายผลประโยชน์ลงสู่ชั้นล่าง แนวทางการเลือกตั้งจึงเป็นเพียงยุทธวิธีที่ใช้ในการต่อสู้ทางการเมือง เลือกเข้าไปเพื่อเป็นฝ่ายค้านในสภา และใช้โจมตีคัดค้านรัฐบาล ความมุ่งหวังที่จะได้เป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่มีแล้ว จึงมองรัฐสภาเป็นแค่ฉาก

ในทางยุทธศาสตร์ต้องทำให้รัฐบาลบริหารยากที่สุด และเก็บความได้เปรียบในรัฐธรรมนูญ 2550 ไว้

ในทางยุทธวิธี ต้องป่าวร้องว่าทุกเรื่องทำเพื่อทักษิณ หรือทุจริต จึงต้องหยุดนำกฎหมายนิรโทษกรรมเข้าสภา เดี๋ยวจะวุ่นวาย หยุดแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทนอยู่อย่างอยุติธรรมไปก่อน จะได้ไม่ทะเลาะกัน หยุดโครงการจัดการน้ำ หยุดโครงการรถไฟรางคู่ เดี๋ยวมีทุจริต

แต่คนที่ติดตามข่าวก็พอเข้าใจ ทั้งเหตุและผลว่า...ถ้าไม่มีรัฐประหาร ชาวบ้านก็ไม่ออกมาต่อต้าน ถ้าไม่มาจับชาวบ้านไปขัง โดยไม่ให้ประกัน ก็ไม่ต้องนิรโทษกรรม ถ้าไม่รัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 แล้วร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ฉบับสืบทอดอำนาจเผด็จการมาใช้ ก็ไม่ต้องแก้ไข

ดังนั้น การอ้างเหตุต่างๆ ต่อประชาชน แล้วหาเรื่องมาล้มรัฐบาลจึงไม่ใช่เรื่องง่าย คงทำได้ผลเฉพาะคนบางกลุ่ม บางองค์กรที่เป็นพวกเดียวกัน

การแย่งชิง ไม่ใช่ยุบสภาแล้วเลือกตั้ง แต่ต้องโค่นรัฐบาลเก่าแล้วตั้งใหม่ ซึ่งคือการปล้นอำนาจ เพียงแต่ผู้ปล้นตัวจริงวันนี้จะใช้อะไรปล้น และไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องสร้างเรื่อง สร้างฉากนอกสภา



กลุ่มคนที่จ้องโค่นรัฐบาล พัดลมหลายยี่ห้อ
ที่จริงแล้ว การล้มรัฐบาลแบบมาตรฐานก็คือการใช้เหตุผลและข้อเท็จจริงอย่างถูกต้อง โจมตีตามระบอบประชาธิปไตย ถ้ารัฐบาลทำงานไม่ดี และประชาชนเห็นด้วยกับเหตุผลของฝ่ายต่อต้าน รัฐบาลก็จะถูกโค่นล้มไปตามระบบ แต่ปัจจุบัน ยุทธวิธียอดนิยมก็คือจัดตั้งกลุ่มพลังมวลชนขึ้นมากดดันหาประเด็นต่างๆ เข้ามาโจมตี

คนที่ต้องการโค่นล้มรัฐบาล พอแบ่งได้เป็นสองกลุ่มคือ

กลุ่มแรก ระดับผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับ ซึ่งจำเป็นต้องทำเพื่อพิทักษ์อำนาจทางการเมืองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีมากมายมหาศาล จึงต้องลงทุน ทั้งเงิน สมอง หาคนที่เป็นแกน ใช้คนที่มีอำนาจหน้าที่เป็นแขนขา

กลุ่มที่สอง มีผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย บางส่วนได้โดยอ้อม ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ แต่หลายปีมานี้ถูกทำให้เชื่อว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ตั้งแต่สมัยนายกฯ ทักษิณ จนถึงนายกฯ ยิ่งลักษณ์ กำลังทำให้ประเทศชาติเสียหาย เศรษฐกิจพินาศ ความเป็นชาติไทยต้องเสื่อมลง จึงยอมเข้าร่วมตามแห่ไปด้วย แต่ในกลุ่มนี้ บางคนมาเอง บางพวกมาตามบท

แต่ผลที่ปรากฏยิ่งนานวันเข้า กลุ่มมวลชนที่เข้าต่อต้านรัฐบาลกลับน้อยลง แม้จะพยายามตั้งชื่อองค์กรให้มีลักษณะหลากหลายแต่ก็ปรากฏว่ายังเป็นคนกลุ่มเดิมที่เรียกว่าเป็นขาประจำเจ้าเก่า

ล่าสุด มีการใช้สัญลักษณ์ที่ทำให้ดูน่าสนใจขึ้น เช่น เพิ่มสีเสื้อ ใส่หน้ากาก หรือจัดตั้งมาแบบมี story ในช่วงหลังล้วนแล้วแต่มีชื่อว่าเป็นกลุ่มที่มีแนวทางที่เคยใช้ความรุนแรง

เช่น กลุ่ม พคท. เก่าใส่ที่หมวกดาวแดง ในอดีต ก็เคยร้องเพลง ...เราคือทหารของประชา ...จับอาวุธขึ้นมาปลดปล่อยไทย... คล้ายกับว่าคนกลุ่มนี้เป็นพวกมีอุดมการณ์ยังมาค้านรัฐบาล

แต่ความเป็นจริงก็มาเปิดเผยว่าในร้อยคนจะมีอยู่เพียงสองสามคนเท่านั้นที่เคยอยู่กับ พคท. นอกนั้นเป็นเด็กเกิดใหม่ที่รับจ้างเข้ามาพิทักษ์ระบอบเก่า ถูกหลอกให้เชื่อว่า ถ้าชนะจะได้เงินหลายแสน

ส่วนพวกสวมหน้ากากขาวแถวราชประสงค์ เป็นคนขี้อายที่ไม่อยากให้ใครรู้ว่า เป็นพวกสนับสนุนการรัฐประหาร ถือเป็นการเปลี่ยนรูปโฉมของฝ่ายต่อต้านให้มีสีสันมากขึ้นเท่านั้น การตีหัวกันแย่งเบี้ยเลี้ยงก็เป็นเรื่องธรรมดา

เมื่อกระแสไม่สามารถยกระดับขึ้นได้ ล่าสุดก็มีการปล่อยคลิป เวอร์ชั่น นกกรงหัวจุกของกลุ่มที่อ้างว่า เป็น อัลกอ อิดะฮ์ 3 คนที่ประกาศตามล่าทักษิณซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างยินดีในหมู่คนเกลียดทักษิณ โดยไม่ได้คิดต่อไปว่าจะมีผลเสียหายใดๆ ต่อประเทศหรือต่อกลุ่มของตนเอง

ทำให้คนทั่วไปคิดว่าคนพวกนี้เรียกทหารมาเป็นพวก เมื่อทหารไม่เอาด้วย จึงสร้าง พคท. และ อัลกอ อิดะฮ์ ปลอม มาเป็นพวก ...ใครกำกับ ใครเขียนบทแบบนี้ คิดได้ซับซ้อน แต่ฉลาดน้อย

การสร้างกลุ่มแปลกๆ ออกมาต่อต้านหรือโค่นล้มรัฐบาล โดยที่ชาวบ้านธรรมดาร่วมน้อยลง เป็นการบอกอาการถดถอยของเหตุผล และความชอบธรรม อีกไม่นานคงขอให้มนุษย์ต่างดาวมาร่วม



ประเมินการชุมนุม ของกลุ่มที่ต้องการโค่นรัฐบาลยิ่งลักษณ์
ทีมวิเคราะห์ประเมินว่าการชุมนุมจะมีอีกหลายครั้ง ถ้านับจากการชุมนุมในวันที่ 4 หรือวันที่ 7 ถ้าจะต้านทุกเรื่อง คงต้องขยันมาบ่อยๆ

1.เป็นไปได้ที่จะมีคนมาร่วมหลายพัน ถ้าจะให้ภาพที่ออกมาดูแล้วไม่น่าเกลียด ก็ต้องมีคนชุมนุมมาประมาณ 5,000-10,000 คน ถ้าประชาธิปัตย์ (ปชป.) ระดมคนจริง ตามที่อดีตเลขาฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ เป่านกหวีด สามารถทำได้อยู่แล้ว แต่คงจะต้องเป่าอีกหลายครั้ง กลุ่มเสื้อแดงคงไม่มาปะทะโดยตรง แต่อาจมีจุดคุมเชิงทางยุทธศาสตร์ หรืออาจมีจุดสำแดงพลัง

2.คนสองกลุ่มที่ไม่ค้าน อยู่ในข่ายนิรโทษโดยตรง กลุ่มแรกคือ คนเสื้อแดงที่ไม่ได้เป็นแกนนำ ประมาณ 1,800 คน ที่ถูกดำเนินคดีแล้ว และยังมีหมายจับอีกนับร้อย (เช่น พวกที่มีรูปยืนดูไฟไหม้อยู่หน้าศาลากลาง)

กลุ่มที่สองคือคนเสื้อเหลือง ที่ไม่ใช่แกนนำ แต่อาจถูกดำเนินคดี มีหลายพันคน เพราะไปยึดสนามบิน ยึดทำเนียบ สถานีโทรทัศน์ ถ้านำคลิปที่ถ่ายไว้ตามสถานที่ต่างๆ มาเป็นหลักฐาน คนขายก๋วยเตี๋ยวที่จันทบุรี คนที่กรีดยางอยู่ชุมพร คนขายเสื้ออยู่ในตลาดเพชรบุรี อาจได้รับหมายจับ ล่าสุด ศาลเลื่อนคดีไปถึงปลายปี ถ้าการนิรโทษกรรมสำเร็จ จำนวนคดีจะไม่เพิ่มขึ้น และไม่ต้องนอนสะดุ้งไปอีก 20 ปี

3.ตำรวจจะไม่ให้ผู้ชุมนุมขัดขวางการประชุมสภา และคงกันให้ห่างจากทางเข้าออกเพื่อป้องกัน เหตุสุดวิสัย กำลังตำรวจน่าจะมีมากกว่าผู้ชุมนุมในอัตรา 2 ต่อ 1 และเพื่อมิให้ถูกกล่าวหาว่าทำผิด ตำรวจคงใช้กล้องจำนวนมากเป็นพยานและเป็นหลักฐานในการออกหมายจับคนที่กระทำผิดกฎหมายในภายหลัง

4.การนิรโทษกรรม เป็นเรื่องที่พอทำได้ เพราะยังไม่มีผลให้เกิดการแพ้ชนะแบบเด็ดขาด แต่บางคนอาจหวังต่อรองกับการยืดเวลาแก้รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับ ส.ส.วรชัย เหมะ นี้อาจเป็นผลงานทางการเมืองชิ้นแรกของ ส.ส.เพื่อไทย แต่การแก้รัฐธรรมนูญคงยากกว่าหลายเท่า

ถ้า พ.ร.บ. ฉบับนี้ ทำไม่สำเร็จ เรื่องอื่นก็จะเป็นเพียงดีแต่พูดเช่นกัน


อย่าเอาพัดลม มาต้านลมมรสุม
การต่อต้านกระแสการพัฒนาของระบอบประชาธิปไตยและเสรีภาพ รวมทั้งระบบการเชื่อมโยงของโลก ไม่ใช่เรื่องที่ฝืนได้ เพราะสิ่งเหล่านี้พัฒนาไปตามธรรมชาติ ตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นในโลก ตามการพัฒนาความรู้และการสื่อสารซึ่งแพร่กระจายไปทั่วโลก

ปรากฏการณ์เหล่านี้เหมือนลมมรสุมที่พัดพาเมฆฝนให้เข้ามาตามฤดูกาลให้แผ่นดินได้รับความชุ่มชื้นจากสายฝน ซึ่งต้องมีเปียกกันบ้าง แต่บางคนไปยกพัดลมในบ้านมาสามตัว เปิดพัดลมเพื่อให้ต้านกับพายุฝน เมื่อรู้สึกว่าไม่พอก็ไปหาพัดลมตัวที่สี่ตัวที่ห้ามาตั้งอีก

เวลาตนเองไปยืนอยู่หน้าพัดลมก็รู้สึกว่าลมแรงดีมาก แต่แท้จริงแล้ว พื้นที่ของพายุในท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ไพศาล พัดลมห้าตัวเป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่ไม่อาจต้านพายุฝนตามธรรมชาติได้

หน้ากากขาวและคนคลุมหน้าถือปืนที่อ้างว่าเป็น อัลกอ อิดะฮ์ ก็เป็นเพียงพัดลมอีกสองยี่ห้อที่ไม่อาจยกมาต้านลมมรสุมในฤดูฝนนี้ได้

วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ถึงเวลา “ปฏิรูป” การจัดหาอาวุธของกองทัพแล้วหรือยัง? (ตอนที่ 1)

Hesse004
จาก Thai Publica



เมื่อไม่กี่สัปดาที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่เรื่องจะปลดระวาง “เรือเหาะตรวจการณ์” ที่กองทัพบกเพิ่งซื้อมาเมื่อปี 2552 หลังจากที่เรือเหาะเจ้าปัญหาลำนี้ไม่สามารถ “บิน” ปฏิบัติหน้าที่ได้ “คุ้มค่า” กับงบประมาณ 350 ล้านบาท ที่กองทัพต้องเสียไป

อย่างไรก็ตาม วันรุ่งขึ้นโฆษกกองทัพบกต้องออกมา “แก้ข่าว” และชี้แจงว่ากองทัพไม่มีแผนจำหน่ายเรือเหาะและยังคงใช้งานเรือลำนี้ต่อไป แม้ว่าปลายปีที่แล้วเรือจะได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุขณะกำลังลงจอดบนรันเวย์ ทำให้กองทัพบกต้องเสียงบประมาณซ่อมอีก 50 ล้านบาท!

….เวรกรรมจริงๆ…

กรณีเรือเหาะตรวจการณ์รุ่น Aeros 50D S/N 21 หรือ Sky Dragon ที่ใช้ในปฏิบัติการชายแดนใต้ ไม่ใช่กรณีแรกที่กองทัพบกต้องตอบคำถามเรื่อง “ความคุ้มค่า” ของงบประมาณจำนวนมากที่ใช้จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์สำหรับกิจการความมั่นคงของชาติ

เพราะก่อนหน้านี้ กรณีการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิด GT 200 ที่เมื่อความจริงปรากฏกลับกลายเป็นเรื่อง “หลอกแดกแหกตา” กันระดับโลก เพราะไม่ใช่มีแค่กองทัพไทยเพียงแห่งเดียวที่ซื้อเจ้าเครื่องนี้จากบริษัทของนาย James McCormick แม้แต่กองกำลังของยูเอ็นก็ยังเสียท่าให้กับราชานักตุ๋นชาวอังกฤษรายนี้เหมือนกัน

หากอธิบายพฤติกรรมดังกล่าวในแง่วิชาการแล้ว ประเด็นความโปร่งใสและความคุ้มค่าในการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ (Arm Procurement) ของกองทัพเป็นประเด็นที่น่าสนใจของนักวิชาการด้าน “คอร์รัปชันศึกษาและทุจริตวิทยา” และแม้ว่าการศึกษาเรื่องนี้จะเสี่ยงและอันตรายก็ตามที แต่ในแง่ความท้าทายแล้วการทำวิจัยเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงเหล่านี้นับเป็นความท้าทายทางวิชาการอย่างยิ่ง เพราะนักวิจัยต้องค้นลึกลงไปใน “แดนสนธยา” ของทั้งกองทัพและธุรกิจค้าอาวุธซึ่งว่ากันว่ามีผลประโยชน์เบื้องหลังมากมายมหาศาล

ปัจจุบันการจัดการ “กองทัพสมัยใหม่” นั้น การจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยและเพียงพอต่อความต้องการนับเป็นกิจกรรมสำคัญที่สุดของ “ยุทธศาสตร์การสะสมอาวุธ” ซึ่งพัฒนาแนวคิดมาตั้งแต่สมัย “สงครามเย็น” เนื่องจากกองทัพของแต่ละประเทศไม่ต้องการสูญเสียไพร่พลทางทหารเป็นจำนวนมากดังเช่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
 
ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาศักยภาพอาวุธจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพราะนอกจากจะสร้างประสิทธิภาพทางการรบแล้ว ยังประหยัดเวลาและต้นทุนของการทำสงครามอีกทางหนึ่งด้วย
หากใครเคยชมภาพยนตร์เรื่อง Lord of War (2005) ของ Andrew Niccol (นำแสดงโดย Nicolas Cage) คงได้เห็นเบื้องหลังของสงครามในแต่ละสมรภูมิ ที่ตัวละครหลักประกอบด้วยพ่อค้าอาวุธและผู้นำเหล่าทัพ

Lord of War หนังที่สะท้อนธุรกิจการค้าอาวุธกับสงครามที่มาพร้อมกับความโลภ ของทั้งพ่อค้าอาวุธและขุนทหารผู้กระหายสงคราม ที่มาภาพ : http://iizitem.files.wordpress.com

Lord of War หนังที่สะท้อนธุรกิจการค้าอาวุธกับสงครามที่มาพร้อมกับความโลภของทั้งพ่อค้าอาวุธและขุนทหารผู้กระหายสงคราม
ที่มาภาพ: http://iizitem.files.wordpress.com

สำหรับ “พ่อค้าอาวุธ” แล้ว ที่ใดมีความขัดแย้ง ที่นั่นย่อมมี “สงคราม” …และที่ใดที่มีสงครามที่นั่นหมายถึงการเปิด “ตลาดการซื้อขายอาวุธ”
เช่นเดียวกับ “กองทัพ” … สงครามและความขัดแย้ง ได้สร้างภาพความเข้มแข็งให้กับกองทัพให้มีความโดดเด่นขึ้นมา

ขณะเดียวกัน สงครามได้กลายเป็น “เวทีแสวงหาประโยชน์” จากการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์โดยอาศัยเหตุผลเรื่อง “ความมั่นคง” มาเป็นเกราะกำบังความโลภและความกระหายสงครามของขุนทหาร

การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพนับว่ามีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย อย่างที่ทราบกันดีว่าอุตสาหกรรมการผลิตและค้าอาวุธ รวมไปถึงกระบวนการจัดหาอาวุธแต่ละครั้ง มักปกปิดข้อมูลโดยอ้างเรื่องความมั่นคงทางการทหาร โดยจัดให้เป็น “ความลับ” ทางราชการอย่างหนึ่ง

หากมองในแง่ยุทธศาสตร์ทางการทหารแล้ว คงไม่มีกองทัพใดที่ต้องการเปิดเผยข้อมูลการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ตัวเองใช้ เพราะเปรียบเสมือน “แบไต๋” ให้กองทัพประเทศอื่นทราบศักยภาพในการทำสงคราม

อย่างไรก็ตาม กองทัพของแต่ละประเทศสามารถประเมินศักยภาพทางการทหารได้จากงบประมาณทางการทหารที่ใช้ (Military Expenditure) ซึ่งโดยทั่วไปคิดเทียบกับ GDP ของประเทศ

เพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่า กองทัพประเทศนั้นมีความสามารถในการรบมากน้อยแค่ไหน ขณะที่รายการจัดซื้ออาวุธตั้งแต่ปืนสั้นธรรมดาไปยันเครื่องบินรบก็สามารถ “เดา” ได้จากงบประมาณแผ่นดินที่ใช้ในกิจการความมั่นคงเช่นกัน

ทุกวันนี้การก่อสงครามล้วนแต่มี “ต้นทุน” ด้วยกันทั้งสิ้น แม้ว่าผลประโยชน์ที่ได้จะตกกับธุรกิจบางกลุ่ม เช่น กลุ่มพ่อค้าอาวุธ หรือ ธุรกิจค้าน้ำมัน (เช่น ในสงครามอิรัก) แต่ผู้ก่อสงครามเองก็จำเป็นต้องนึกถึงต้นทุนอย่างอื่นประกอบด้วย อาทิ ความผันผวนของเศรษฐกิจในยุคทุนนิยม โลกาภิวัตน์ ดังนั้น คงเป็นเรื่องยากที่เราจะได้เห็นการก่อสงครามใหญ่ๆ ขึ้นมาอีก ดังเช่น มหาสงครามโลก สงครามเวียดนาม หรือแม้แต่สงครามอ่าวเปอร์เซีย

ด้วยเหตุนี้ยุทธศาสตร์การสะสมอาวุธจึงมีเอาไว้แค่ “ขู่” มากกว่าที่จะคิดทำสงครามทำลายล้างกันจริง
แต่ก็น่าสนใจว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวทำให้เหล่าขุนทหารใช้เป็นข้ออ้างและช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวผ่าน “ส่วนเกินทางเศรษฐกิจ” ในรูปแบบต่างๆ เช่น รับเงินค่า Commission เพื่อแลกกับลายเซ็นในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการจัดหาอาวุธ

ในตอนหน้า เราจะมาทำความรู้จักกับ Stockholm International Peace Research Institute หรือ SIPRI ซึ่งเป็น NGO ระหว่างประเทศที่ทำหน้าที่ศึกษาวิจัยและคอยติดตามความเคลื่อนไหวของงบประมาณรายจ่ายทางการทหารของกองทัพสมัยใหม่ รวมไปถึงแนวคิดเรื่องความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในกระบวนการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ

วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ประชาธิปไตยนิยาม

นิธิ เอียวศรีวงศ์



นิยามประชาธิปไตยที่แพร่หลายที่สุดในประเทศไทย คงจะเป็นของประธานาธิบดีลิงคอล์นที่ว่า ประชาธิปไตยคือการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน

แต่ที่จริงแล้ว นี่เป็นนิยามที่หละหลวมจนหาความหมายอะไรไม่ได้เอาเลย กระทั่งแค่เอากระดิ่งไปแขวนปากประตูไว้ใบเดียว หรือสั่งลูกน้องว่า หากกูชักดาบมึงต้องห้ามกูนะเฟ้ย ก็กลายเป็นประชาธิปไตยไปแล้ว

ความคลุมเครือไม่ชัดเจนว่าประชาธิปไตยคืออะไรนี้ ทำให้เผด็จการทั่วโลก โดยเฉพาะหลังสงครามโลกครั้งที่สอง พากันอ้างระบอบอำนาจนิยมของตนว่าเป็นประชาธิปไตยกันหมด อย่างน้อยก็โดย "จิตวิญญาณ"

ในเมืองไทย แม้แต่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ยังอ้างว่าเป็นประชาธิปไตยยิ่งเสียกว่าประชาธิปไตยที่ใช้กันอยู่ในสมัยหลัง หรือรัฐประหารโดยกองทัพก็อ้างว่าเพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตย หรือปกป้องประชาธิปไตย

แล้วจะเหลือระบอบปกครองอะไรที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่อีกเล่าครับ



แนวทางนิยามประชาธิปไตยในฐานะระบอบปกครองนั้นอาจแบ่งออกได้เป็นสามแนวทาง หนึ่งคือที่มาของอำนาจอาญาสิทธิ์ในรัฐนั้นๆ สองคือจุดมุ่งหมายของการปกครอง และสามคือกระบวนการในการจัดตั้งอำนาจรัฐ(บาล)

ทั้งสามแนวทางนี้มีอะไรเกี่ยวข้องกันอยู่บ้าง แต่ถ้าเราต้องการแยกระบอบปกครองประชาธิปไตยออกจากระบอบปกครองอื่นอย่างชัดเจน ก็ต้องมองหาเงื่อนไขอะไรที่ระบอบปกครองอื่นไม่สามารถมีได้ นั้นคือแนวทางที่สาม ได้แก่กระบวนการในการจัดตั้งอำนาจรัฐ(บาล)

กระบวนการดังกล่าวนั้นประกอบด้วยการกระทำหลายอย่าง (ซึ่งจะกล่าวถึงข้างหน้า) แต่ในบรรดาการกระทำหลายอย่างนั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการเลือกตั้ง (ที่เสรีและเป็นผลโดยตรงต่อการจัดตั้งอำนาจรัฐ) แม้ว่าการเลือกตั้งอย่างเดียวไม่พอ แต่ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในระบอบปกครองประชาธิปไตย

แต่แนวทางนี้กลับเป็นแนวทางการนิยามที่ปัญญาชนไทยส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญ กลับไปเน้นแนวทางที่หนึ่งและสองมากกว่า แนวทางที่หนึ่งและสองนั้นก็ดีอยู่หรอกครับ แต่ถูกเบี้ยวโดยจับเอาระบอบปกครองอื่นๆ เข้ามาอ้างว่าเป็นประชาธิปไตยได้ง่าย

และปัญญาชนไทยจำนวนไม่น้อยก็มักทำอย่างนั้นอยู่เป็นประจำด้วย

เช่น ระบอบปกครองไทยโบราณก็เป็นประชาธิปไตย เพราะที่มาของพระราชอำนาจนั้นคือประชาชน โดยอ้างอัคคัญสูตรในพระไตรปิฎก และ/หรืออ้างหลักการ "อเนกนิกรสโมสรสมมติ"

แต่ทั้งพระสูตรและหลักการดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง เป็นเพียงการจำลองภาพอุดมคติ เพื่อสะดวกในการอธิบายเท่านั้น อย่างเดียวกับ "รัฐธรรมชาติ" ของฝรั่ง ซึ่งไม่มีจริงและไม่เคยมีจริงในโลก สร้างขึ้นเพื่ออธิบายเรื่องสิทธิและการสละสิทธิบางส่วนเพื่อผดุงสิทธิเสรีภาพหลักเอาไว้เท่านั้น

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ไม่เคยมีการสร้างกระบวนการขึ้นมารองรับหลักอัคคัญสูตรหรือ "อเนกนิกรสโมสรสมมติ" เลย

ผมคงต้องอธิบายหลักทั้งสองอย่างคร่าวๆ ไว้ด้วย



อัคคัญสูตรอ้างว่ากิเลสของมนุษย์คือโลภ โกรธ หลง ทำให้มนุษย์สั่งสมทรัพยากรธรรมชาติไว้เป็นของตนเองแต่ผู้เดียว จึงเกิดความไร้ระเบียบขึ้นในสังคมขนานใหญ่ จนในที่สุดจึงต้อง "เลือก" คนดี (พระโพธิสัตว์) ขึ้นมาเป็นพระราชา (ผู้ยังให้เกิดความยินดีแก่หมู่ชน) เพื่อรักษาฟื้นฟูระเบียบของโลกกลับคืนมาใหม่

แน่นอน เรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริง (จากหลักฐานโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ที่พอหาได้) แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า ผู้ปกครองไทยไม่เคยพยายามสร้างกระบวนการที่จะทำให้ประชาชนได้เลือกผู้นำของตนเลย ผู้นำคือเชื้อสายของผู้นำ หรือถ้าเป็นคนอื่น ก็คือคนที่มีอำนาจดิบสูงสุด ยิ่งมาในสมัยหลังเมื่อสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขึ้นแล้ว ผู้ปกครองก็ยิ่งเน้นสิทธิโดยกำเนิดของ "สุขุมาลชาติ" หรือผู้มีกำเนิดสูง แม้แต่พวกขาใหญ่ทั้งหลายที่เคยมีส่วนเลือกรัชทายาทก็ไม่มีส่วนไปหมด

อย่าว่าแต่เลือกพระราชาเลยครับ เลือกนายอำเภอ, ศึกษาอำเภอ, สาธารณสุขอำเภอ, ฯลฯ ซึ่งเกี่ยวข้องกับชีวิตของเขาโดยตรง ประชาชนยังเลือกไม่ได้เลย บัดนี้ทำท่าว่าจะเลือกกำนันก็ไม่ได้เสียแล้ว



ส่วนหลัก "อเนกนิกรสโมสรสมมติ" ฟังดูเหมือนให้ประชาชนหลากหลายกลุ่ม (อเนกนิกร) "สมมติ" ใครก็ได้ขึ้นเป็นพระราชา ก็เป็นเพียงชื่อหรูๆ ที่ไม่เคยมีการปฏิบัติสักครั้ง

การประชุมเพื่อหารัชทายาทเกิดขึ้นจริง ในรัชกาลที่ไม่อาจหนุนให้โอรสองค์ใดองค์หนึ่งสั่งสมกำลังไว้ให้สูงสุดได้ เมื่อสิ้นรัชกาลจึงต้องประชุมตกลงกันในหมู่ "ขาใหญ่" ทั้งหลาย นับตั้งแต่พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง, ขุนนางชั้นสูง และพระภิกษุชั้นสูง แต่ไม่มีใครรู้สึกว่าตัวเป็นตัวแทนของประชาชนสักคนเดียว "นิกร" ที่ได้มาประชุมกัน จึงไม่ได้ "อเนก" ตรงไหน เป็นเพียง "ขาใหญ่" จำนวนน้อยเท่านั้น

ซ้ำในการประชุมก็รู้ๆ กันอยู่ว่าใครพวกมากกำลังมาก คนอื่นก็ได้แต่เออออห่อหมกกับคนนั้น นี่คือเหตุผลที่ขุนนางสกุลบุนนากสามารถตั้งพระเจ้าแผ่นดินได้สามรัชกาลต่อกัน คือ ร.3, ร.4 และ ร.5

คนที่อยู่ในข่ายให้เลือกก็ไม่ใช่ใครที่ไหนก็ได้ จำกัดอยู่เฉพาะในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้น แม้มีจำนวนมาก แต่พันธะหลักของเขาเหล่านั้นคือพระราชวงศ์ (ซึ่งทำให้เขาอยู่ในข่ายถูกเลือก) ไม่ใช่ประชาชน



แนวทางการหาแหล่งที่มาของอำนาจอาญาสิทธิ์เช่นนี้ยังเปิดช่องให้เบี้ยวได้อีกหลายทาง เช่น ในอัคคัญสูตรก็เหลือเชื้อให้เบี้ยวเอาไว้ คือพระมหาสมมติราชที่ถูกเลือกนั้น เป็นคนดีมีศีลธรรม (ก็เป็นพระโพธิสัตว์) จึงได้รับเลือกให้เป็นราชา

หลักการข้อนี้เป็นที่มาอย่างหนึ่งของทฤษฎีธรรมราชา พูดอีกอย่างหนึ่งคือแหล่งที่มาของอำนาจอาญาสิทธิ์ในรัฐคือธรรมะ ประชาธิปไตยกลับต้องมานิยามกันว่าอะไรคือธรรมะ (อันไม่เกี่ยวอะไรเลยกับโลกุตตรธรรมที่พระพุทธเจ้าสอน) ที่น่าอัศจรรย์คือ คนที่อ้างตัวว่าเป็นธรรมราชานั่นแหละเป็นคนนิยามเอง หรือให้ลิ่วล้อช่วยนิยามตามแนวของตัว แล้วก็ปิดปากคนอื่นด้วยมะพร้าวห้าวบ้าง กฎหมายปิดปากอย่างอื่นบ้าง

ธรรมราชาจึงกลายเป็นประชาธิปไตยในทัศนะของปัญญาชนไทยไปอย่างมหัศจรรย์พันลึก เพราะเป็น "การปกครองของประชาชน"

แนวทางนิยามประชาธิปไตยอย่างที่สองซึ่งปัญญาชนไทยนิยมก็คือ เป้าหมายของรัฐ(บาล) ในการปกครอง ถ้าทำดีจนประชาชนชอบ ก็ถือว่านั่นคือประชาธิปไตยแล้ว เช่น พัฒนาเศรษฐกิจ, ปราบศัตรูของชาติ, ปราบยาเสพติด จนกระทั่งตัวเลขจีดีพีกลายเป็นดัชนีวัดความเป็นประชาธิปไตยไปก็ได้

อันที่จริง สมรรถภาพและประสิทธิภาพในการปกครองย่อมมีความสำคัญแก่รัฐบาลของทุกระบอบ รัฐบาลที่ไร้สมรรถภาพและประสิทธิภาพย่อมอยู่ไม่ได้ รวมทั้งรัฐบาลของระบอบประชาธิปไตยด้วย แต่ในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นที่รัฐบาลถูกล้มได้ โดยระบอบไม่ถูกล้มตามไปด้วย



ผมขอออกนอกเรื่องตรงนี้หน่อยนะครับ รัฐบาลอำนาจนิยมทุกแห่งนั้น เมื่อถูกล้มเพราะไร้สมรรถภาพและประสิทธิภาพ มีความเป็นไปได้สูงมากที่ตัวระบอบเผด็จการมักถูกล้มไปด้วย (จากระบอบ ถนอม-ประภาส กลายเป็นประชาธิปไตยจากระบอบ ธานินทร์ กรัยวิเชียร กลายเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ จาก รสช. กลายเป็นประชาธิปไตย 2540) มีเผด็จการบางประเทศที่พยายามแก้ปัญหาความไม่มีเสถียรภาพของระบอบปกครอง เช่น บราซิลและเม็กซิโก สมัยที่ยังอยู่ภายใต้เผด็จการมาอย่างยาวนาน นั่นคือมีกฎข้อบังคับว่าผู้เผด็จการจะสืบทอดตำแหน่งไม่ได้ พ้นวาระแล้ว ต้องให้ทหารคนอื่นหรือเผด็จการพลเรือนคนอื่นขึ้นมาเป็นแทน ตัวระบอบเผด็จการยังอยู่ แต่ตัวผู้นำเปลี่ยนไปได้มาอย่างสืบเนื่องยาวนาน

การมีรัฐบาลที่มีสมรรถภาพและประสิทธิภาพนั้นดีแน่ แต่ไม่เกี่ยวกับประชาธิปไตย ร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็คือ รัฐบาลในทุกระบอบล้วนอ้างว่าตัวมีสมรรถภาพและประสิทธิภาพทั้งนั้น แต่ในระบอบประชาธิปไตย คนอื่นค้านได้ว่าไม่จริง ส่วนในระบอบเผด็จการทุกรูปแบบ ค้านไม่ได้ โทษอาจถึงตายทีเดียว

อย่างที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์โดนอยู่เวลานี้ มากเสียยิ่งกว่ารัฐบาลเผด็จการทุกชุดของไทยเคยโดนมาแล้ว

เพราะปัญญาชนไทยมองผลของการปกครองมากกว่ากระบวนการ มหาราชของไทยทุกพระองค์จึงกลายเป็นนักประชาธิปไตยไปหมด โดยเฉพาะ ร.5 ผู้ทรงสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขึ้น

ตลกดีนะครับ อดีตปัญญาชนท่านหนึ่งถึงกับประกาศว่า ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เราเป็นประชาธิปไตยเสียยิ่งกว่าหลังการปฏิวัติสยาม ถือว่าเป็นการปกครอง "เพื่อประชาชน" ไงครับ



แนวทางที่สาม ซึ่งนิยามประชาธิปไตยได้ชัดเจนที่สุดคือกระบวนการที่จะได้มาซึ่งอำนาจรัฐ นักวิชาการให้ความสำคัญแก่การเลือกตั้ง (เช่น Samuel Huntington ใน The Third Wave เพราะต้องการเงื่อนไขตายตัวบางอย่างในการวิเคราะห์การแพร่หลายของประชาธิปไตยในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20) แต่ผมอยากแปลงให้กว้างขึ้นว่า กระบวนการที่กระจายอำนาจต่อรองออกไปยังคนทุกกลุ่มในสังคม

แน่นอนครับว่า การเลือกตั้ง (ที่เสรี, ให้สิทธิแก่ทุกคนเท่ากัน, เป็นผลให้ได้อำนาจรัฐระดับหนึ่ง) ย่อมเป็นเครื่องมือสำคัญที่ขาดไม่ได้ในกระบวนการต่อรองของคนทุกกลุ่ม

และแน่นอนครับว่า เลือกตั้งอย่างเดียวไม่พอที่จะทำให้เกิดการต่อรองได้อย่างเท่าเทียมกันจริง ต้องมีอย่างอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น สื่อที่เสรีและมีกึ๋นมากกว่าที่เรามีอยู่เวลานี้ เสรีภาพในการรวมกลุ่มและการเคลื่อนไหวทางการเมือง, เศรษฐกิจ, วัฒนธรรม, ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่มาจากการวิจัยซึ่งมีโอกาสเผยแพร่อย่างเท่าเทียมกัน พื้นที่สาธารณะซึ่งทุกคนเข้าถึงได้อย่างเสรีและสะดวก ฯลฯ สรุปคือเครื่องมือทางสังคม

ผมไม่ปฏิเสธว่า เครื่องมือทางสังคมที่เรามีอยู่เวลานี้ยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพนัก แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะยกเลิกการเลือกตั้ง เพราะในระบอบที่ไม่มีการเลือกตั้ง ก็ไม่เคยเห็นมีใครผลักดันเครื่องมือต่อรองเหล่านั้นสักรายเดียว ซ้ำร้ายยังอาจขัดขวางเสียอีก

หรือแม้ในระบอบที่มีการเลือกตั้ง ก็ใช่ว่าผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งส่งเสริมให้เครื่องมือเหล่านี้เข้มแข็งขึ้น เครื่องมือเหล่านี้เป็นสิ่งที่สังคมต้องสร้างเอาเองครับ และในบรรยากาศแบบไหนกันแน่ที่สังคมจะมีศักยภาพสร้างเครื่องมือเหล่านี้เองได้ดีกว่า ประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์ หรือเผด็จการทหาร

ผมคิดว่า ความขัดแย้งในสังคมไทยเวลานี้ มาจากการนิยามที่ไม่ชัดเจนของประชาธิปไตยนี่แหละครับ ใครใกล้ชิดปัญญาชนมากกว่า ก็นิยามแบบปัญญาชนคือแนวทางที่มาของอำนาจและอาญาสิทธิ์ และแนวทางเป้าหมายของการปกครอง ใครอยู่ห่างๆ ปัญญาชนไทยได้ ก็จะนิยามประชาธิปไตยที่กระบวนการที่จะได้มาซึ่งอำนาจหรือกระบวนการที่ทำให้เกิดการต่อรองที่เท่าเทียมกัน

เปิดแผนรุก-เกมยื้อ 2 พรรคสู้นิรโทษ พท.เดินหน้าครึ่งซอย ล้างภาพช่วยทักษิณ ปชป.ปลุกม็อบริมถนนค้าน รบ.

จากมติชนออนไลน์



แน่ชัดว่าพรรคเพื่อไทยเตรียมผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และพวก เข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

แน่ชัดว่า ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมดังกล่าวจะพิจารณาในวันที่ 7 สิงหาคม

เพียงแค่นี้ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก็สร้างความสั่นไหวทั้งกระดานการเมือง ทะลุไปถึงกระดานหุ้น

เพราะนักลงทุนรายเล็ก ไปถึงรายใหญ่ หวาดวิตกว่า ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมอาจกลายเป็นชนวนเหตุทำให้การเมืองไทยถูกลากออกจากห้องประชุมสภาลงสู่ท้องถนนอีกครั้ง กระทั่งฉุดดัชนีเศรษฐกิจให้ตกวูบไป

ปัจจัยความกลัวเกิดจากหลากหลายม็อบประกาศว่าจะโค่นล้มระบอบทักษิณ ขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์

ไม่ว่ากลุ่มหน้ากากขาว-กลุ่มกองทัพประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณ-กลุ่มไทยสปริง และอีกหลายกลุ่ม

ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับวรชัย ก็เป็นหนึ่งในชนวนที่ชักชวนแขกการเมืองให้ออกมาร่วมไล่รัฐบาล

ขณะเดียวกัน "พรรคประชาธิปัตย์"

ก็ประกาศว่าจะคัดค้านเต็มสูบ

ไม่ว่าคัดค้านตามรัฐธรรมนูญ โดยใช้กระบวนการของสภา หรือประท้วงตามท้องถนน

นับจากบรรทัดนี้ "ประชาชาติธุรกิจ" สังเคราะห์แนวรุก-แนวรบ-แนวถอย ของพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ต่อกรณีร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม



เพื่อไทย เดินหน้า "ครึ่งซอย" ล้างภาพช่วย "ทักษิณ"

จากประชาชาติธุรกิจออนไลน์
 
 
 
เมื่อ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แทนที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของความปรองดอง ปลดเงื่อนไขความขัดแย้งด้วยการปล่อยนักโทษการเมืองที่ยังถูกคุมขังอยู่ในคุก ตามที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คาดหมายไว้ แต่กลับเพิ่มอุณหภูมิการเมืองให้ร้อนขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
ฟากฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นพรรคฝ่ายค้านตั้งป้อมรุมถล่ม โดยระบุว่าเป็นกฎหมายที่ลบล้างความผิดคดีอาญา ยกโทษแบบเหมาเข่ง

หาก พ.ร.บ.ดังกล่าวผ่านขั้นรับหลักการวาระที่ 1 สู่การแปรญัตติ พรรคเพื่อไทยอาจลวงพราง นำร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติที่ค้างสภาอยู่ 4 ฉบับ มาสอดไส้ เพื่อล้างผิดความผิดให้แก่ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี

แต่ "จาตุรนต์ ฉายแสง" รมว.ศึกษาธิการ และ 1 ในคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย สะท้อนเจตนาการผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของพรรคเพื่อไทยว่า ไม่มีสอดไส้ปรองดอง

"สถานการณ์เป็นอย่างไร คนเห็นด้วยไม่เห็นด้วยอย่างไร สามารถไปดูได้จากการจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ ฉบับของ พล.อ.สนธิ (บุญยรัตกลิน ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคมาตุภูมิ) ก็เห็นแล้วว่านำไปสู่อะไร"

"แต่พอมาปัจจุบัน คนก็เกรงว่าถ้าเอามาผสมกัน หรือมาพิจารณาพร้อมกันก็อาจมีผลกระทบกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมไปด้วย ดังนั้น ในขั้นต้นก็คือ ผู้ที่อยากเห็นร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมได้รับการพิจารณา ก็อยากให้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมไปก่อน ส่วนร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฯไม่เอามารวมกัน"

ที่ไม่นำร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฯมารวมกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ไม่ใช่แค่สถานการณ์ที่ไม่เหมาะ แต่ "จาตุรนต์" บอกว่า แม้แต่เนื้อหากฎหมายปรองดองก็ไม่เหมาะสมในเวลานี้

"สถานการณ์เหมาะหรือไม่เหมาะ ถ้าจะเสนอร่าง พ.ร.บ.ที่มีเนื้อหากว้างกว่าร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ประชาชนก็ต้องดูความเหมาะสมของสถานการณ์ แต่ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฯมีเนื้อหาที่ควรจะนำมาใช้หรือไม่ ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะความเหมาะสมกับสถานการณ์ แต่เป็นเรื่องที่ฝ่ายต่าง ๆ มีความเห็นตรงกัน หรือสอดคล้องกันหรือไม่ กรณีการนิรโทษกรรมแกนนำและผู้สั่งการ ยังมีผู้ไม่เห็นด้วยอยู่มาก โดยเฉพาะไม่เห็นด้วยทีแกนนำและผู้สั่งการทั้งหลายไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม เท่ากับทำให้ผู้ที่สูญเสียไม่ได้รับความยุติธรรม"

ทางออกที่พรรคเพื่อไทยต้องดิ้นให้พ้นจากข้อกล่าวหาของฝ่ายค้าน "จาตุรนต์" บอกว่า มีทางเดียวเท่านั้นคืออธิบายให้ชัดเจน

"อธิบายให้ดี ก็น่าจะสามารถหยิบร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมขึ้นมาพิจารณาได้ แล้วถ้าได้พิจารณาก็น่าจะได้รับเสียงสนับสนุนจากสภา สามารถนำมาบังคับใช้ได้ แต่ถ้าปล่อยให้สถานการณ์คลุมเครือแล้วถูกกล่าวหาไปต่าง ๆ นานา โดยไม่สามารถชี้แจงได้ ก็อาจทำให้มีแรงต่อต้านมากขึ้น"

แต่วันนี้...เมื่อพรรคเพื่อไทยยังติดหล่มกับดัก "วาทกรรม" ของพรรคประชาธิปัตย์ เช่น ข้อกล่าวหาว่าเตรียมสับขาหลอกผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าพิจารณาในสภาทันทีที่เปิดสมัยประชุมสภา 1 สิงหาคมนี้ "อุดมเดช รัตนเสถียร" ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลยืนยันว่า ไม่มีฝ่ายค้าน จินตนาการไปเองทั้งนั้น เป็นการสร้างกระแสให้คนตกใจ

ด้าน "สมคิด เชื้อคง" ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย 1 ในแกนนำผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าสู่สภา โต้แย้งคำค้านของพรรคประชาธิปัตย์ว่า พรรคเพื่อไทยจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตามปฏิทินเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ ทั้ง "อุดมเดช" และ "สมคิด" พูดในทำนองเดียวกันว่า พรรคเพื่อไทยไม่สามารถสับขาหลอกเอาร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฯ หรือกฎหมายฉบับอื่นมาผสมกันเพื่อช่วยแกนนำ รวมไปถึงช่วยให้ พ.ต.ท.ทักษิณพ้นผิดในขั้นแปรญัตติของกรรมาธิการวิสามัญได้ เพราะ "ขัดหลักการ" ที่เสนอกฎหมายในขั้นตอนวาระ 1

"สมคิด" กล่าวว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยจะรวมกฎหมายอื่น ก็ต้องรวมตั้งแต่ขั้นรับหลักการเท่านั้น ถ้าวันรับหลักมีการสอดไส้กฎหมายอื่น พรรคฝ่ายค้านก็อภิปรายทักท้วงได้อยู่แล้ว

แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทยเชื่อว่า ในการยกมือโหวต พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในวาระที่ 1 จะได้เกือบ 300 เสียง ทั้งนี้ เมื่อบวกกับเสียงของพรรคเล็ก อาทิ พรรครักประเทศไทย 2 เสียง กลุ่มมัชฌิมาธิปไตย 7 เสียง และยังเคยขอความร่วมมือจาก "พล.อ.สนธิ" ซึ่งน่าจะได้อีก 1 เสียง

อย่างไรก็ตาม หลังจากร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ผ่านชั้นรับหลักการแล้ว จะเข้าสู่การแปรญัตติในคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งแกนนำเสื้อแดงบางส่วนอาจสละโควตาตนเอง โดยเชิญคนนอกเข้ามาร่วม โดยเฉพาะเสื้อแดง-เสื้อเหลือง เป็นกรรมาธิการ เพื่อลดกระแส-แรงต้านทั้งใน นอกสภา ฉายภาพให้เห็นว่าเป็นกฎหมายเพื่อช่วยเหลือคนทุกกลุ่ม มิได้ช่วย "พ.ต.ท.ทักษิณ"

จึงประเมินว่า กลุ่มต่าง ๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านไม่มีพลัง เป็นเพียงการปั่นกระแส ให้คนมาร่วมชุมนุมเท่านั้น

นาทีนี้ "พลพรรคสีแดง" ไม่มีทางถอย มีแต่รุกนิรโทษกรรมแค่ "กลางซอย" เพื่อต่อยอดสู่การล้างผิด "สุดซอย" ในวาระหน้า


ปชป.ปลุกม็อบริมถนน ชู "อียิปต์โมเดล" ค้านรัฐบาล
จากประชาชาติธุรกิจออนไลน์
 
เพราะรู้ว่าสถานะตกเป็นรองฝ่ายตรงข้าม พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะเสียงข้างน้อยจึงต้องดึงแนวรบร่วมต่อสู้ริมถนนแบบคู่ขนานกับบทฝ่ายค้านในรัฐสภา
เปลี่ยนบรรยากาศบน "เวทีผ่าความจริง" จากที่เคยใช้เป็นพื้นที่ชี้แจง-อธิบายท่าทีของรัฐบาลในทุกจังหวะก้าว สู่เวทีไฮด์ปาร์กเพื่อปลุกขวัญกำลังใจผู้รักความเป็นธรรมให้ร่วมต่อสู้

"เวทีผ่าความจริง" จากที่เคยจัดเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จึงเพิ่มปริมาณความถี่ เพื่อคัดค้านอย่างต่อเนื่องในศึกที่คาดว่าจะยืดเยื้อในสภาตามแนวคิดของ "สาธิต วงศ์หนองเตย" ส.ส.ตรัง

วินาทีหลังจากนี้การเมืองริมถนนของฝ่าย ปชป. จะเข้มข้นดุเดือดแปรผันตรงกับการเคลื่อนไหวของร่างกฎหมายนิรโทษกรรมจากฝ่ายรัฐบาล 31 ก.ค. ก่อนสภาเปิดสมัยประชุมหนึ่งวัน จะเอาฤกษ์เอาชัย ณ พื้นที่สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี และต่อเนื่องในวันที่ 4-6 ส.ค. จัดเวทีกระจายตามหัวเมืองหลัก โหมโรงก่อนที่สภาจะเริ่มพิจารณาระเบียบวาระที่ 1 เรื่องนิรโทษกรรมในวันที่ 7 ส.ค.

"ต่อจากนี้ขอนัดหมายให้พี่น้องผู้รักความเป็นธรรม รักความจริง พี่น้องที่อยู่ต่างจังหวัดจัดกระเป๋าเข้าเมืองมาได้แล้ว" เป็นสัญญาณที่ชัดเจนของ "สาธิต" บนเวทีผ่าความจริงเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

2 ยุทธศาสตร์ที่ถูกเลือกใช้ในการต่อต้านครั้งนี้ถูกคัดกรอง-คัดลอกตาม "อียิปต์โมเดล" ที่เพิ่งผ่านพ้นความสำเร็จในการปฏิวัติอำนาจเผด็จการ หลังจากมวลชนเคลื่อนไหวผ่าน "อาหรับสปริง" สู่การเมืองเมื่อ 2 ปีก่อน

หนึ่ง ปลุกระดมประชาชน โพสต์รูปผ่านโลกออนไลน์ เขียนป้ายประท้วง ระบุข้อความ "เราไม่เอากฎหมายล้างผิดคนโกง"

สอง นัดรวมพลกันริมถนน ยืนประท้วงแบบอารยะขัดขืน เพื่อแสดงพลังของประชาชนในการต่อต้านกระบวนการทั้งปวง

"สถานการณ์ไทยวันนี้มันคล้ายกัน พ.ต.ท.ทักษิณและพวก ใช้เครือข่ายอำนาจรัฐ นักวิชาการ สื่อ และนักการเมืองที่เป็นขี้ข้า ข่มขู่เราทุกวัน ถ้าวันที่ 4-7 ส.ค.ไม่มีคนออกมาร่วมต่อต้าน จำไว้เลยนั่นคือจุดหายนะของคนไทยทั้งประเทศ"

สอดคล้องกับแนวคิดของหัวหน้าพรรค-ผู้นำฝ่ายค้านอย่าง "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"ที่เล็งเห็นแต่แรกว่า ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่ค้างอยู่ในสภา ไม่ว่าจะฉบับไหน ต่างก็มีจุดหมายปลายทางเพื่อช่วย "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" กลับบ้านเช่นเดียวกัน

"ผมยังยืนยันว่า จะทำอะไรหลังจากนี้ต้องไม่เสียหลักการของบ้านเมือง ต้องอดทน สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดคือการยั่วยุให้เกิดความสูญเสีย เราต้องตั้งสติให้ดี แต่จุดยืนพวกผมยังชัดเจนว่า จะไม่สร้างความวุ่นวาย ไม่ได้มาไล่รัฐบาลหรือนายกฯ แต่เราจัดต่อต้านการกระทำที่ไม่ชอบธรรม"

"ผมเคารพความคิดของกลุ่มอิสระทุกกลุ่ม แต่เราต้องเคารพความเป็นเอกภาพงานถึงจะสำเร็จ พวกผมจะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ขอให้เริ่มต้นขบวนการอย่างเป็นเอกภาพ และเดินไปข้างหน้าอย่างมีพลัง"

"เราไม่ต้องการสร้างความรุนแรง นี่ไม่ใช่เรื่องอารมณ์ แต่นี่เป็นเรื่องการแสดงออกถึงพลังพี่น้องประชาชนที่รักชาติ ว่าเราพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ ในเมื่อสถานการณ์บีบให้เราทำเช่นนั้น"

เช่นเดียวกันกับ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ส.ส.สุราษฎร์ธานี ที่ประกาศลั่นว่า ทันทีที่เสียงนกหวีดของประชาชนดังขึ้น เขาจะออกมายืนอยู่แถวหน้า เพื่อร่วมต่อสู้กับประชาชน

"ตอนนี้ไม่มีที่ตรงกลางให้ยืน มีแต่จะเลือกว่าจะยืนอยู่ข้างนี้ หรือจะไปยืนอยู่อีกข้างเท่านั้น ไม่มีที่ไหนในโลกที่อาชญากรฆ่าคน คนวางเพลิง ลักทรัพย์คนอื่น แล้วไม่ต้องรับผิด แต่มันกำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทยด้วยกฎหมายล้างผิดที่รัฐบาลกำลังจะเข็นให้ผ่านสภาให้ได้"

"สุเทพ" บอกว่า จากประสบการณ์การเมือง 35 ปี ยังเคารพหลักประชาธิปไตย และไม่มีความคิดล้มล้างรัฐบาล แต่ครั้งนี้คือการต่อสู้เพื่อปกป้องไม่ให้อำนาจของประชาชนถูกใช้ในทางที่ผิด

"เราต้องลุกขึ้นมาแสดงพลังเพื่อให้รัฐบาลได้คิด แต่ถ้ายังดื้อยังจะออกกฎหมายล้างผิดพวกตัวเอง ยืนยันว่าจะสู้ จะต่อต้าน แต่เราจะใช้สมองใช้หัวใจ ไม่ใช่พวกอันธพาล ไม่ใช่อาชญากรอย่างพวกมัน แต่เราจะลุกขึ้นมาแสดงพลังของเรา"

"นี่คือสิ่งที่กราบเรียนให้ชัดเจน บอกกับพี่น้องว่า ประเทศไทยไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของตระกูลชินวัตร การที่ลุกขึ้นต่อสู้ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่เราจะต่อสู้เพื่อประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา"

ทั้งคำพูดของ "อภิสิทธิ์" ทั้งคำพูดของ "สุเทพ" และคำพูดของ "สาธิต"ล้วนเป็นการปลุก "พลพรรคสีฟ้า" ขึ้นมาต่อต้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรม

ทั้งหมดเป็นแผนรบเพื่อรุกต้านรัฐบาล ที่พรรคประชาธิปัตย์ เชื่อมั่นว่าจะสามารถฉุดร่างกฎหมายนิรโทษกรรมให้สะดุด

บทสรุปจะเป็นเช่นไรโปรดติดตามตอนต่อไป