Sunai Fan Club

Sunai Fan Club
สุนัยแฟนคลับ

วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555

รัฐสวัสดิการ บนความต้องการของสังคมไทย (แต่บางคนอาจไม่ต้องการ)


ตามเหตุการณ์ ทันกระแสโลก หนังสือพิมพ์ Red Power ปีที่ 1 ฉบับที่ 27 เดือน กรกฎาคม 2555 โดย กองบรรณาธิการ
ทนงศักดิ์ ปิ่นถาวร
e-mail : tanongsak . pinthaworn@gmail.com

  
       ไม่ผิดหรอกครับที่ผมจะรับใช้ท่านผู้อ่านด้วยถ้อยคำกำกวม และชวนให้ขยายความต่อไปถึงไหนต่อไหน ฉบับนี้ขอรับใช้ท่านไปตามบริบทของเนื้อหาส่วนใหญ่ในเล่ม ที่กำลังพูดถึง “พรรคคอมมิวนิสต์ผ่าเหล่า” แต่อ้าว…..อย่าเพิ่งคิดว่า รัฐสวัสดิการ ที่ผมกำลังจะนำเสนอนี้เป็น “คอมมิวนิสต์” นะครับท่านครับ เรามาลองดูนิยามของคำว่า รัฐสวัสดิการตามความหมายกันดีกว่าว่าหมายถึงอะไร รัฐสวัสดิการ เป็นระบบทางสังคมที่รัฐให้หลักประกันแก่ประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกันในด้านปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี เช่น หลักประกันด้านสุขภาพ ทุกคนมีสิทธิ์ได้รับบริการป้องกันและรักษาโรคฟรี หลักประกันด้านการศึกษา ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาตามความสามารถโดยได้รับทุนการศึกษาฟรีจนทำงานได้ตามความสามารถในการเรียน หลักประกันด้านการว่างงาน รัฐต้องช่วยให้ทุกคนได้งานทำ ใครยังหางานไม่ได้รัฐต้องให้เงินเดือนขั้นต่ำไปพลางก่อน หลักประกันด้านชราภาพ รัฐให้หลักประกันด้านบำนาญสำหรับผู้สูงอายุทุกคน หลักประกันด้านที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน เป็นต้น
ประเทศที่มีระบบรัฐสวัสดิการจะใช้ระบบการเก็บภาษีแบบก้าวหน้า คือเก็บภาษีจากคนรวยในอัตราต่อรายได้สูงกว่าคนจนมาก เก็บจากชนชั้นกลางในระดับพอประมาณ และเก็บจากคนจนน้อยหรือไม่เก็บเลยถ้าจนมาก นอกจากนั้นอาจมีการเก็บเบี้ยประกันสังคมจากคนที่มีงานทำตามอัตราเงินเดือน เงินที่เก็บได้ทั้งหมดรัฐก็จะนำมาใช้จ่ายสำหรับบริการทางสังคมทั้งหมดในระบบรัฐสวัสดิการ ระบบนี้จึงเป็นการ ‘เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข’ คนที่มีรายได้ดีต้องช่วยจ่ายค่าบริการทางสังคมส่วนหนึ่งแก่คนที่ยากจนกว่า นอกจากนี้จะเน้นไปที่ภาษีทางตรง คือเก็บจากรายได้ มากกว่าภาษีทางอ้อม เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะอย่างหลังจะถูกบวกในราคาสินค้า รวมถึงสินค้าจำเป็นอุปโภคบริโภค ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม เพราะคนรวยคนจนก็บริโภคสิ่งจำเป็นพอๆกัน ทำให้คนจนเสียภาษีทางอ้อมในอัตราที่มากกว่าคนรวย

          ในรัฐสวัสดิการนั้น สวัสดิการต่างๆที่จัดขึ้นนั้นดำเนินงานโดยรัฐทั้งหมด รัฐสวัสดิการมีลักษณะทั่วไป 3 ประการ คือ 

1. รัฐประกันรายได้ขั้นต่ำของทุกคนในสังคม โดยไม่คำนึงว่าคนๆนั้นจะเป็นใคร ทำงานอะไร มีทรัพย์สินมากน้อยแค่ไหน
2. สร้างความมั่นคงในชีวิต ให้แก่ทุกคน ทุกครัวเรือน โดยให้มีหลักประกันทางรายได้ และอยู่รอดปลอดภัยจากภาวะวิกฤติต่างๆ
3. ให้พลเมืองทุกคน โดยไม่เลือกกลุ่มคน ชนชั้น และสถานภาพ ได้รับบริการสังคม (Social service) อย่างเสมอหน้ากัน ด้วยมาตรฐานที่ดีที่สุด เท่าเทียมกัน

     ข้อแรก รัฐสวัสดิการจะต้องมีความเท่าเทียมกันในการได้รับสิทธิ์ต่างๆ จากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น การรักษาพยาบาล การศึกษา การประกันตน การประกันค่าแรง การประกันรายได้ระหว่างตกงาน เหล่านี้เป็นต้น อ้าวเมื่อรัฐให้ท่านมากขนาดนี้ฟรีๆ แล้วรัฐจะนำรายได้จากไหนมาจุนเจือ มาใช้จ่ายกันเล่า ….นั่นไงครับ ทางตันเริ่มมาถึง รัฐก็ต้องเก็บภาษีจากบริษัทห้างร้าน จากธุรกิจต่างๆ ที่มีรายได้ดี ในอัตราที่สูง แล้วนำมาจุนเจือ แจกจ่ายให้กับคนยากจน หรือคนที่มีรายได้น้อยกว่า (แต่เป็นประชากรส่วนใหญ่ในสังคมไทย) เก็บมันหมดแหละครับ ตั้งแต่ภาษีนิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน แล้วถามว่าในประเทศไทยใครเป็นเจ้าของทุนเหล่านี้ล่ะครับ ใครล่ะที่มีอำนาจผูกขาดในธุรกิจ มีอำนาจในการผูกขาดและกำหนดราคา หรือแม้แต่ออกกฏหมายด้านภาษี จากสิ่งที่เห็นกลายเป็นว่า กลุ่มทุน กลุ่มธุรกิจที่ผูกขาดขนาดใหญ่ กับมีการทำงบดุล ทำบัญชีที่ค่อนข้างจะไปทางหลีกเลี่ยงภาษี และร่วมกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในการฉ้อราษฏร์ บังหลวง คนที่มีรายได้มาก ที่ควรจะเสียภาษีเยอะ ก็ได้รับการยกเว้น …….แต่คนที่เสียภาษีเต็มๆ และมาจุนเจือเศรษฐกิจโดยรวมกับกลายเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก และขนาดย่อม เช่นพวกห้างร้านต่างๆ แม้แต่ร้านหมูกระทะริมถนน ... อ้าวมันเป็นเรื่องจริงท่านเชื่อไหมล่



     ข้อสอง การเป็นรัฐสวัสดิการนั้นหมายถึง “เงินจากคนรวย จุนเจือสู่คนจน” แต่สำหรับประเทศไทย “ข้าจะรวย เกี่ยวอะไรกับเอง (คนจน) “ …. การที่ต้องแบ่งและเฉลี่ยเงินทุนจากกลุ่มธุรกิจของตัวเอง ไปสู่สังคมชนบท ในมุมมองของระบบทุนนิยมอำมาตย์แบบในประเทศไทยแล้ว ถือว่าเป็นสิ่งที่อันตรายสำหรับกลุ่ม และพวกพ้องของตนเอง เพราะว่ามันจะทำให้ระบบชุมชน ระบบประชาชนเข้มแข็ง และมีศักยภาพที่จะพัฒนาขึ้นมาทัดเทียมกับ กลุ่มอำนาจอำมาตย์ที่ผูกขาดธุรกิจไว้แทบจะทุกประเภท หากประชาชนและกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กเข้มแข็ง นั่นย่อมแสดงว่าโอกาสที่กลุ่มทุนอำมาตย์ผูกขาดจะเสียโอกาสในการเข้าถึงตลาดมากขึ้นไปด้วย พูดกันง่ายๆ แบบที่ชาวบ้านเข้าใจได้ง่ายคือ “มีโอกาสเกิดผู้ท้าชิง และผู้เล่นรายใหม่ในตลาด” ….. ก็ข้าเคยขายของข้าเท่านี้ ผลิตเท่านี้ อยากจะส่งเท่านี้ แต่วันดีคืนดี ดันมีคนมาผลิตแข่ง ตัดราคา และแชร์ส่วนแบ่งในตลาด แล้วใครมันจะไปยอมล่ะครับ จริงไหม ….


      ข้อสาม การที่จะเป็นรัฐสวัสดิการได้นั้น รัฐบาลต้องมีความเข้มแข็งและมีความโปร่งใสในการบริหารประเทศ เพราะการบริหารส่วนใหญ่ของรัฐสวัสดิการจะเกี่ยวกับกับการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งเกิดขึ้นเรียกว่าแทบจะทุกวัน เพราะฉะนั้นหากไม่มีกลไกใดที่สามารถป้องกันการทุจริตคอรัปชั่น และรั่วไหลของงบประมาณได้ ก็เป็นสิ่งที่อันตรายมากสำหรับการบริหารแบบรัฐสวัสดิการ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่วัฒนธรรมเอื้อพวกพ้อง ประจบประแจงและเลือกปฏิบัติแบบที่เป็นอยู่ ก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ที่จะทำให้เป็นรัฐสวัสดิการ การเป็นรัฐสวัสดิการไม่ใช่เป็นเพียงคำพูดที่ดูดี และแสดงออกถึงความห่วงใยเท่านั้น แต่ในโครงสร้างทั้งหมดตั้งแต่ ระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ไปจนถึงกลุ่มทุน จะต้องมีจิตสำนึกและเผื่อแผ่ต่อสังคมในวงกว้าง เพราะหากกลุ่มธุรกิจและกลุ่มทุนหรือผู้ปกครองมัวแต่ห่วงผลประโยชน์ของตัวเอง และโยนเพียงแค่เศษเงินลงไปให้ประชาชน รอรับถุงบริจาค แบบนี้รัฐสวัสดิการก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ซึ่งเรารู้กันดีอยู่แล้วว่า อะไรที่เป็นตัวขัดขวางที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถเป็นรัฐสวัสดิการได้ ในอดีตนั้นมีผู้นำของไทยที่พยายามจะเสนอให้มีการจัดตั้งรัฐสวัสดิการมาแล้ว โดยในปี พ.ศ. 2475 อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้เสนอหน่ออ่อนของรัฐสวัสดิการใน “เค้าโครงการเศรษฐกิจ” ประเด็นหลักๆ ของอาจารย์ปรีดีคือการประกันรายได้พื้นฐานสำหรับพลเมืองทุกคนโดยรัฐ ตั้งแต่เกิดจนสิ้นชีพ “เพื่อความสุขสมบูรณ์ของราษฎร” โดยมีมาตรการต่างๆ เช่นการแบ่งที่ดินทำกิน และการเก็บภาษีมรดกและภาษีรายได้ ซึ่งเก็บจากคนรวยในระดับสูง (Super tax) แต่ข้อเสนอนี้ของอาจารย์ปรีดีถูกปฏิเสธอย่างรุนแรงจากผู้มีอภิสิทธิ์ที่จะเสียประโยชน์และตระกูลขุนนางอำมาตย์ชั้นสูง โดยเฉพาะเมื่อมีการเสนอแนวคิดที่สนับสนุนการมีลำดับชนชั้นและความเหลื่อมล้ำในสังคม เหมือนกับว่ามันเป็น “ธรรมชาติ” และพวกอำมาตย์ก็ประโคมข่าวว่านี่เป็น ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือเรื่องลัทธิเศรษฐกิจที่พอดี ที่เสนอว่าคนรวยใช้เงินตามสบายได้ แต่คนจนต้องเจียมตัวหรือปรับตัว ลดค่าใช้จ่าย เพื่ออยู่รอดในสภาพความยากจน นี่คือลัทธิที่แช่แข็งความเหลื่อมล้ำและสร้างอุปสรรค์ต่อการกระจายรายได้และการสร้างความเท่าเทียมในสังคม ที่ขัดขวางการตั้ง รัฐสวัสดิการ ของประเทศไทยมาอย่างช้านาน


วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ศาลอาญาระหว่างประเทศกับนายอภิสิทธิ์ ปชป.ส่งสัญญาณงานใกล้เข้าแล้ว

โดย ส.ส.ดร.สุนัย  จุลพงศธร  ประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ


                     จากจุดเริ่มต้นที่ นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความชาวแคนาดา ในฐานะตัวแทนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บต่อการสังหารหมู่ประชาชนในเหตุการณ์เลือดราชประสงค์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะคนสัญชาติอังกฤษเป็นจำเลยต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ และกระผมในฐานะตัวแทนประชาชนในฐานะประธานกรรมาธิการการต่างประเทศพร้อมเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮกและประชาชนผู้รักความเป็นธรรมได้เข้าเยี่ยมคารวะประธานศาลอาญาระหว่างประเทศเมื่อ 9 ธันวาคม 2554 เป็นคนแรกและครั้งแรกในรอบ 10 ปี นับแต่การก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศขึ้นมา ซึ่งจนถึงขณะนี้ได้มีสัญญาณบ่งบอกแล้วว่าแสงสว่างแห่งนิติธรรมที่แท้จริงกำลังสาดแสงเข้าสู่ประเทศไทยแล้ว โดยเฉพาะจากการดิ้นรนของพรรคประชาธิปัตย์ต่อกรณีที่ นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ทำหนังสือยื่นแก้เกี้ยวร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศเพื่อเอาผิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บ้าง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนควรให้ความสนใจเพราะโอกาสที่จะมีการนำตัวฆาตกรตัวจริงขึ้นศาลที่    กรุงเฮกกำลังใกล้เข้ามาแล้ว

กระบวนยุติธรรมไทยไร้น้ำยาต่อกรณีสังหารโหดทางการเมือง
                   อดีตและปัจจุบันได้พิสูจน์ยืนยันแล้วว่าระบบศาลยุติธรรมของไทยไม่อยู่ในฐานะที่จะมีพลังที่จะควบคุมตรวจสอบอำนาจของระบบเผด็จการทหารไทยที่แอบแฝงอยู่ในโครงสร้างการเมืองมายาวนานจนถึงทุกวันนี้ ดังจะเห็นได้ว่าคดีฆาตกรรมทางการเมืองที่โหดร้ายไม่ว่าจะเกิดขึ้นในรัฐบาลที่ใช้ชื่อว่าอะไรก็ตามหากเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของผู้ถืออาวุธในระบบราชการไทยแล้ว ผู้ตายหรือผู้บาดเจ็บ จะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมของไทยเลย นับตั้งแต่การสังหารโหด 4 รัฐมนตรีผู้ใกล้ชิดนายปรีดี พนมยงค์ ในปี 2492 โดยมีการกล่าวอ้างเท็จว่าถูกโจรจีนแย่งชิงตัว ซึ่งเป็นเหตุการณ์หลังจากที่ นายปรีดี พนมยงค์ ถูก จอมพลป. พิบูลสงคราม ร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์ทำรัฐประหารโค่นล้มเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 และติดตามมาด้วยการสังหารโหดประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516,การล้อมฆ่านักศึกษาประชาชนอย่างโหดร้ายในธรรมศาสตร์เมื่อ 6 ตุลาคม 2519,การสังหารโหดในเหตุการณ์เลือดพฤษภาทมิฬ 2535 ,จนถึงเหตุการณ์สงกรานต์เลือดเมื่อ 12 เมษายน 2552 และตามมาด้วยกรณีสังหารโหดประชาชนจากผ่านฟ้าถึงราชประสงค์จาก 10 เมษายน ถึง 19 พฤษภาคม 2553 รวมทั้งการสังหารโหดในชนบทในอดีตไม่ว่าจะเป็นกรณีถีบลงเขาเผาลงถังแดงที่พัทลุงและกรณีตากใบ ซึ่งทุกคดีที่กล่าวมานี้ไม่มีคดีใดเลยที่กระบวนการยุติธรรมไทยจะนำผู้กระทำผิดเข้าสู่การรับโทษได้

กรณี 3 ส.ส. ฟ้องจอมพลถนอมศาลไทยก็เป็นใบ้
                   หลักฐานที่ยืนยันได้ว่ากระบวนการยุติธรรมไทยไม่สามารถที่จะให้ความเป็นธรรมตามกฎหมายต่อกรณีการใช้อำนาจอันไม่ชอบของทหารได้แม้ว่าผู้ร้องขอความเป็นธรรมจากศาลจะเป็นผู้แทนราษฎรโดยชอบก็ตามได้แก่กรณีที่นายอุทัย พิมพ์ใจชน สส.ชลบุรี,นายอนันต์ ภักดิ์ประไพ  สส.พิษณุโลก และนายบุญเกิด หิรัญคำ  สส.ชัยภูมิ รวม 3 คน ได้ยื่นฟ้องจอมพลถนอม กิตติขจร และพวกต่อศาลอาญาในข้อหากบฏภายในราชอาณาจักรต่อกรณีที่จอมพลถนอมฉีกรัฐธรรมนูญทำรัฐประหารตัวเองเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2514 แต่ปรากฏว่าทันทีที่ยื่นฟ้องนั้นทั้ง 3 สส.กลับถูกจับบนศาลขณะที่ยื่นฟ้องส่งเข้าคุกและศาลไทยก็ไม่รับคำฟ้องพิจารณาโดยอ้างว่าหัวหน้าคณะรัฐประหารเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์คล้ายกับเหตุการณ์ในวันนี้

ประธาน กมธ.ตปท.ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม
                   จากกรณีการสังหารโหดประชาชนไทยที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่ารวมตลอดถึงการที่ไม่สามารถพึ่งอำนาจศาลไทยต่อการกระทำที่ไม่ถูกต้องของอำนาจเผด็จการทหารได้ กระผมเห็นว่าหากยังปล่อยให้เหตุการณ์สังหารโหดประชาชนเป็นอยู่เช่นนี้ต่อไปโดยกระบวนการยุติธรรมของไทยไม่อาจจะเอื้อมมือเข้ามาถึงได้ก็น่าเชื่อได้ว่าสังคมไทยจะเกิดกลียุคอย่างหลีกหนีไม่พ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากจะเกิดการสังหารโหดขึ้นในอนาคตอีก (เพราะไม่มีหลักประกันใดๆที่จะหยุดการสังหารโหดทางการเมืองได้) ก็จะเป็นเชื้อปะทุก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองไม่ต่างอะไรไปจากเหตุการณ์ในประเทศลิเบีย,ซีเรีย และอีกหลายประเทศในกลุ่มประเทศอาหรับที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ซึ่งจะทำให้ประชาชนคนไทยต้องล้มตายกันเป็นใบไม้ร่วง ดังนั้น ด้วยความสำนึกในหน้าที่ของผู้แทนราษฎร กระผมจึงร่วมกับประชาชนคนไทยที่พักอาศัยในสหภาพยุโรป เดินทางไปพบกับประธานศาลอาญาระหว่างประเทศ และตัวแทนสำนักงานอัยการสูงสุดของศาลอาญาระหว่างประเทศและยื่นหนังสือ ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2554 เพื่อเรียกร้องขอความเห็นใจต่อการไร้ทางออกของญาติผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บต่อการสังหารโหดที่อุกอาจที่สุดในกรณีราชประสงค์เลือด ดังนั้นหนังสือฉบับนี้จึงเป็นหนังสือฉบับแรกที่เป็นทางการจากสภาผู้แทนราษฎรของไทยที่มีถึงอัยการสูงสุดของศาลอาญาระหว่างประเทศ


การจัดสัมมนาเผยแพร่ความรู้เรื่องศาลอาญาระหว่างประเทศ

                   เพื่อเป็นการเผยแพร่ข่าวสารที่ถูกต้องต่อบทบาทของศาลอาญาระหว่างประเทศในการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายที่ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมจากอำนาจรัฐเผด็จการ อันเป็นการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เป็นจริงต่อมนุษยชาติ และเพื่อเป็นการปกป้องการบิดเบือนข่าวสารที่จะให้ร้ายต่อการแสวงหาความเป็นธรรมของผู้เสียหายในประเทศไทยที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม  ทางกรรมาธิการการต่างประเทศจึงได้จัดสัมมนาให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับบทบาทของศาลอาญาระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2555 ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ ตึกรัฐสภา ประกอบไปด้วยนักวิชาการ อาทิเช่น นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตอัยการอาวุโส และคณบดีคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเคยดำรงตำแหน่งวุฒิสภาจากจังหวัดตากที่มาจากการเลือกตั้ง,นายปิยบุตร  แสงกนกกุล อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนางสาวสุดสงวน  สุธีสร อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  และนางเอเวอร์รีน บาลาอิส     ชาวฟิลิปปินส์ ตัวแทนศาลอาญาระหว่างประเทศ ประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ซึ่งประชาชนก็ได้ให้ความสนใจเข้าร่วมฟังจนล้นห้องประชุม
                    การจัดสัมมนาเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2555 ถือได้ว่าสภาผู้แทนราษฎรได้รับรู้อย่างเป็นทางการถึงบทบาทของศาลอาญาระหว่างประเทศแล้ว และผลจากการสัมมนาครั้งนี้ได้เกิดผลสะเทือนทางสังคมได้เกิดคลื่นการเรียนรู้ของประชาชนและให้ความสำคัญกับบทบาทขององค์กรนานาชาติที่จะเข้ามาปกป้องสิทธิของประชาชนในประเทศไทยมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการเคลื่อนไหวขององค์กรประชาชนองค์กรต่างๆมากยิ่งขึ้นต่อกรณีนี้ ดังเช่นการเดินทางไปศาลอาญาระหว่างประเทศของคณะ นปช.และเกิดคลื่นการสัมมนาอย่างต่อเนื่องในภาคต่างๆ อาทิเช่น ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อ 18 สิงหาคม 2555 เป็นต้น


ประธาน นปช. นำผู้เสียหายร้องเรียนอัยการที่กรุงเฮก

                   เหตุการณ์สำคัญที่จำเป็นต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของการต่อต้านอำนาจเผด็จการทหารอีกประการหนึ่งที่จะส่งผลให้ศาลอาญาระหว่างประเทศมีความชอบธรรมที่จะเปิดการพิจารณาไต่สวนคดีตามคำฟ้องของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ในอนาคตอันใกล้ก็คือ การเดินทางไปให้การต่อสำนักงานอัยการสูงสุดที่กรุงเฮก ของผู้เสียหายนำโดยนางธิดา ถาวรเศรษฐ์  ประธาน นปช.เมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2555 ซึ่งประกอบไปด้วย นางพเยา อักฮาด มารดาของน้องเกด ผู้เสียชีวิตในวัดปทุม นายคารม พลพรกลาง ทนายความ นปช. และนักวิชาการระดับโลก     ดร.ธงชัย วนิจกุล ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซินสหรัฐอเมริกา ในฐานะอดีตนักโทษในเหตุการณ์สังหารโหด กรณี 6 ตุลาคม 2519 ที่ต้องถูกจับขังคุกนานกว่า 2 ปี ทั้งที่ตัวเองถูกไล่ฆ่าอย่างไม่เป็นธรรมในเหตุการณ์นั้น

 กมธ.ต่างประเทศยกคณะไปศาลอาญาระหว่างประเทศ

                   กระผมในฐานะประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ ได้นำคณะกรรมาธิการอันประกอบไปด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมทั้งเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮกเข้าพบประธานศาลอาญาระหว่างประเทศ          นายซาง-ฮยุน ซอง (Sang-Hyun Song) ชาวเกาหลีใต้ และนายฟากิโซ โมโชโชโก (Phakiso Mochochoko) ตัวแทนอัยการสูงสุด เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2555




ณ ที่ทำการของศาลอาญาระหว่างประเทศ โดยครั้งนี้ทางศาลอาญาระหว่างประเทศได้เปิดการต้อนรับคณะผู้แทนราษฎรไทยอย่างเป็นทางการโดยประดับธงชาติไทยคู่กับธงของศาลอาญาระหว่างประเทศในห้องประชุม โดยมีประเด็นสำคัญในการหารือ คือบทบาทของศาลอาญาระหว่างประเทศในการคุ้มครองสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากอำนาจรัฐตามที่บัญญัติไว้ในธรรมนูญแห่งกรุงโรม และการเชิญประธานศาลอาญาระหว่างประเทศและตัวแทนอัยการสูงสุดให้เดินทางมาประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการสัมมนาทางวิชาการอย่างเป็นทางการที่กรรมาธิการการต่างประเทศจะจัดให้มีขึ้นในปลายปีนี้และพร้อมนี้ได้ยื่นหนังสือลงวันที่ 21 มิถุนายน 2555 เพื่อติดตามเรื่องการร้องขอความเป็นธรรมลงวันที่ 9 ธันวาคม ปีที่แล้วด้วย


การยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีต่างประเทศ
                    เมื่อคณะของคุณธิดา ถาวรเศรษฐ์ และสส.นายแพทย์เหวง โตจิราการ กลับจากยุโรปแล้วได้เปิดประเด็นยื่นหนังสือต่อนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล  เรียกร้องให้รัฐบาลมีมติรับรองเป็นกรณีพิเศษให้นำเฉพาะคดีราชประสงค์เลือดไปสู่การพิจารณาของศาลฯตามมาตรา 12 วรรค 3 แห่งธรรมนูญกรุงโรม ซึ่งเป็นช่องทางเดียวที่ง่ายและรวดเร็วที่จะให้ศาลอาญาระหว่างประเทศเอื้อมมือเข้ามาดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์ และพวกที่ถูกกล่าวหาเป็นฆาตกร กรณีสังหารหมู่ประชาชนได้ และมีข่าววงในว่ารัฐมนตรีต่างประเทศกำลังจัดกำหนดการจะเดินทางไปเยือนศาลอาญาระหว่างประเทศที่กรุงเฮก ด้วยเหตุนี้เองภาพของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ที่มาเปิดตัวที่สภารับหนังสือร้องเรียนนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณให้พรรคประชาธิปัตย์ร้อนตัวว่าความหวาดวิตกกังวลว่านายอภิสิทธิ์ จะเป็นคนไทยที่ได้รับเกียรติเป็นจำเลยในศาลอาญาที่กรุงเฮกเป็นคนแรกใกล้เป็นจริงแล้ว พรรคประชาธิปัตย์จึงมีมติให้นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาแถลงข่าวแก้เกี้ยวว่าจะเร่งเดินทางไปยื่นหนังสือต่อศาลอาญาระหว่างประเทศเพื่อจะเอาผิด พ.ต.ท.ทักษิณ บ้าง (ข่าวมติชน ฉบับลงวันที่ 4 สิงหาคม 2555)
                   นอกจากนี้ขบวนการของประชาชนโดยเฉพาะขบวนการเสื้อแดงจากสหภาพยุโรปยังได้ร่วมมือกับคนไทยในประเทศยื่นหนังสือเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีเมื่อ 9 สิงหาคมเพื่อผลักดันให้เกิดการพิจารณาคดีฆาตกรรมหมู่ประชาชนนี้ในศาลอาญาระหว่างประเทศอีกด้วย

DSI รื้อคดี 91 ศพ ตบตาประชาชน?
                    DSI หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่มีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ เป็นอธิบดี ซึ่ง 2 ปีเศษที่ผ่านมาที่ไม่เพียงแต่วางท่าทีเฉยเมยต่อการฆ่าประชาชนที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์ แต่หากยังใส่ร้ายผู้ตายและผู้บาดเจ็บเป็นผู้ก่อการร้าย แต่วันนี้ได้แสดงบทบาทเอาการเอางานที่จะรื้อฟื้นคดีการฆาตกรรมประชาชนอย่างโหดร้ายขึ้นมาพิจารณาใหม่โดยเปลี่ยนตัวหัวหน้าพนักงานสอบสวนใหม่เป็น พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประสุข รองอธิบดี DSI (ข่าวไทยรัฐ 9 สิงหาคม 2555 หน้า 16 ) คนที่เห็นข่าวนี้อาจจะเข้าใจว่าเป็นผลจากการเปลี่ยนรัฐบาลจึงทำให้นายธาริตเปลี่ยนท่าที แต่หากเราจะมองถึงเบื้องหลังความเป็นมาของโครงสร้างอำนาจของระบอบการเมืองและตัวอย่างรูปธรรมต่างๆทางประวัติศาสตร์ที่กระบวนการยุติธรรมไทยไม่อาจจะให้ความเป็นธรรมต่อกรณีสังหารหมู่ทางการเมืองได้แล้ว ก็พอมองเห็นอนาคตได้ทันทีว่า ข่าวดีเอสไอรื้อฟื้นคดีเพื่อจะเอาคนผิดมาลงโทษในคดีนี้ต้องเป็นละครตลกตบตาประชาชนอย่างแน่นอน เพราะตามโครงสร้างอำนาจของไทยที่เป็นอยู่นี้มิใช่ระบอบประชาธิปไตยหากแต่เป็นระบอบเผด็จการอำมาตย์ที่เป็นมายาวนานแล้ว ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลจะเป็นของฝ่ายไหนหากไม่เดินตามกลไกของระบอบเผด็จการอำมาตย์ก็จะต้องมีอันเป็นไป ด้วยเหตุผลที่ไม่มีเหตุผล ดังปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่าและล่าสุดก็คือ ความผิดการทำกับข้าวออกโทรทัศน์ของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นต้น


อะไรคือเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้ดีเอสไอต้องแสดงละครกลับลำครั้งนี้?
                   ปัจจัยหลักน่าจะเกิดจากแรงกดดันของประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะการผลักดันให้คดีอุกฉกรรจ์นี้ไปสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีส่วนโดยตรงต่อการสังหารประชาชน มาเป็นรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ย่อมมีส่วนสำคัญต่อท่าทีใหม่ของดีเอสไอ แต่ประเด็นสำคัญคือ หากระบอบเผด็จการอำมาตย์ต้องการให้ฆาตกรตัวจริงหลุดลอยนวลในสถานการณ์โลกยุติธรรมล้อมไทยนี้ได้แล้วมีทางออกทางเดียวคือ ต้องนำคดีนี้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลไทยจึงจะรอดพ้นเงื้อมมือของศาลอาญาระหว่างประเทศได้ ส่วนจะซูเอี๋ยกันด้วยฟ้องก่อนแล้วตัดสินปล่อยทีหลังก็ถือว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยได้เดินหน้าแล้ว ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็คงจะใช้เวลาอีกนานและก็สามารถฟันธงล่วงหน้าได้ว่าเวลาที่ทอดนานในกระบวนการยุติธรรมไทยและหากยังอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการที่แฝงเร้นนี้ก็เชื่อได้ว่าจะไม่มีการลงโทษฆาตกรตัวจริงได้แน่ อนาคตจะพิสูจน์สัจธรรมนี้


บทสรุป
                   ภายในรอบปีของการขึ้นบริหารประเทศของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กระบวนการต่างๆของรัฐบาลและประชาชนก็ได้เริ่มขับเคลื่อนตามกลไกแห่งหลักนิติธรรม แม้จะมีมือที่มองไม่เห็นเป็นอุปสรรคขัดขวางในเรื่องหลักๆที่จะไม่ให้ประเทศไทยกลับคืนสู่หลักนิติธรรมด้วยเพราะความอาฆาตแค้นของใครบางคนที่สะท้อนออกเด่นชัดที่ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญและขัดขวางการปรองดอง แต่หลายกระบวนการก็ขับเคลื่อนไปได้อย่างเงียบๆ อาทิเช่น การขับเคลื่อนเรื่องศาลอาญาระหว่างประเทศนี้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลังจากจัดตั้งรัฐบาลเวลาผ่านมาประมาณ 10 เดือน นับจากการเริ่มขับเคลื่อนอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนธันวาคม 2554 จนถึงขณะนี้ก็ก้าวรุดหน้าไปได้มากจนถึงขนาดกรมสอบสวนคดีพิเศษต้องออกมาแสดงละครกลับลำรื้อฟื้นคดีสังหารโหดขึ้นมาพิจารณาใหม่ จึงขอให้คนไทยต้องอดทนที่จะต้องช่วยกันผลักดันให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บให้ได้ต่อไป

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

คนไทยบางกลุ่มใจแทบสลาย เมื่อทักษิณบินอเมริกา

โดย ปลายอ้อกอแขม



สุดจะทนไหว เมื่อดวงใจน้อยๆอันแสนจะบอบบางยิ่ง ของคนไทยส่วนน้อยบางกลุ่ม ที่เห็นตำตาว่าอเมริกายอมให้ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตรเข้าประเทศแบบไม่มีเงื่อนไข..ใจแทบแตกเป็นธุลี

ความ เศร้าหมอง ความสิ้นหวังและความท้อแท้ ได้ปรากฏผ่านสื่อออนไลน์ ชนิดน้ำตาท่วมเฟสบุค และเวปบอร์ดการเมือง ตัดพ้อต่อว่าอเมริกา กล่าวหาว่าไม่รักษาสัญญาใจ เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง..ไม่เคารพศาลไทยเสียบ้างเลย !

หลังถูกทำ รัฐประหาร เมื่อ 19 กันยา 49 ทักษิณ ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุกอย่างสง่างาม 2 ปี ตามหลักฐานที่ คตส.บรรจงใส่พานชงให้อัยการสูงสุดฟ้องเอาผิด ฐานเซ็นชื่อยินยอมให้คุณหญิงพจมานซื้อที่ดิน โดยที่ผู้ขายคือกองทุนฟื้นฟูฯและผู้ซื้อคือคุณหญิงไม่มีความผิด และต่อมาศาลแพ่งฯ ตัดสินให้คุณหญิงคืนที่ และกองทุนฯ คืนเงินพร้อมดอกเบี้ย..ประเภท “เลิกแล้วต่อกัน”

กระบวน การทำลายทักษิณของฝ่ายตรงกันข้าม เป็นไปอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและนอกประเทศ แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งจะทำลายทักษิณเท่าไหร่ เหมือนยิ่งเป็นการทำลายตัวเองมากเท่านั้น..คนดูยิ่งเกลียด !

นับ วัน พื้นที่ทำลายทักษิณ ยิ่งแคบลงไป ๆ ตรงกันข้าม พื้นที่ทำลายตนเองของฝ่ายตรงข้ามทักษิณก็ยิ่งกว้างขึ้นๆ พูดให้ชัดก็คือ ทักษิณมีที่ยืนเต็มไปหมด แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับไม่มีที่ยืนอีกแล้ว..กรรมติดจรวด !

วันนี้ กลับได้ยินเสียงโหยหวนชวนสังเวชของเหล่าอธรรม เสียงเห่าหอนของสุนัขจนตรอกและหางด้วน ที่ไม่มีใครเล่นด้วยดังระงมในซอยแคบๆเล็กๆในดงสลัม เมื่อเห็นทักษิณปรากฏตัวที่อเมริกา..แทบขาดใจตายเสียให้ได้ !

เมื่อ ทักษิณบินเข้าอเมริกาแล้ว ก็ไม่ต้องสงสัยว่าจะมีประเทศใดในโลกนี้ ห้ามทักษิณเข้าไปอีกแล้ว แม้แต่ประเทศสารขัณฑ์บ้านเกิดก็ห้ามไม่ได้..ถ้าจะเข้า !

แทน ที่จะร้องโวยวายว่าประเทศโน้น ประเทศนี้ไม่เคารพไทย ไม่ให้เกียรติไทย แต่ทำไมไม่ย้อนดูพฤติกรรมพวกเดียวกันว่า ได้ทำอะไรไว้บ้าง ทำไม ? เขาถึงไม่ให้เกียรติ..ทำไม ? เขาถึงไม่เคารพ !

เมื่อไหร่ คนเหล่านี้ จะรู้ตัวและยอมรับความจริงเสียทีว่า ตนเองเป็นฝ่ายผิด ถูกปั่นหัวเป็นจิ้งหรีดให้จงเกลียดจงชังคนๆหนึ่งอย่างไม่ลืมหูลืมตา จนใจมืดบอดสนิท..เต็มล้นไปด้วยโมหะจริต



เมื่อไหร่ คนเหล่านี้ จะรู้ตัวและยอมรับความจริงเสียทีว่า คนที่ตนเองเกลียดชังสารพัดนั้น เป็นคนที่คนส่วนใหญ่ในประเทศและคนทั่วโลกต้องการเป็นอย่างยิ่ง..พร้อมอ้าแขน รอรับ

เมื่อไหร่ คนเหล่านี้ จะรู้ตัวและยอมรับความจริงเสียทีว่า พรรคการเมืองที่ตนเองสนับสนุนอยู่นั้น ได้ทำร้ายประเทศไทยและทำร้ายคนดีๆจนแทบหมดสิ้น ทำลายโอกาสของประเทศจนไม่เหลือ..ตกถึงลูกหลาน !

ถ้าหากยังไม่ รู้สึกสำนึกดังที่ว่า ก็จง “จมหัวอยู่กับความพ่ายแพ้” ทนอยู่กับความผิดหวัง ความเศร้าหมอง ที่จะได้เห็นทักษิณและพวกโลดแล่นไปในเวทีการเมืองและเวทีโลก..จนขาดใจตาย เถอะนะ !

หากทนได้ก็ทนไป ผมก็จะทนรอดู ความพ่ายแพ้ซ้ำซากของพวกคุณแต่เพียงชาตินี้เท่านั้น ขออย่าให้แพ้ไปถึงชาติหน้าละกัน..เบื่อครับ ขี้เกียจตามดู !!!


ปลายอ้อกอแขม

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

พคท.รอ.สัญญาณเลือด 6 ตุลา รอบใหม่จะกลายพันธุ์

เรื่องจากปก หนังสือพิมพ์ Red Power ปีที่ 1 ฉบับที่ 27 เดือน กรกฎาคม 2555 โดย กองบรรณาธิการ



การชุมนุมเปิดตัวของกลุ่มคนที่อ้างตนเป็นอดีตทหารในกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทยภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่มีอักษรย่อรู้จักกันในนาม พ.ค.ท.ที่ทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันศุกร์ ที่ 15 มิถุนายน 2555 พร้อมประกาศจัดตั้งกองกำลังอาวุธขึ้นใหม่ในนาม “กองทัพปลดแอกประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” เพื่อสนับสนุนมติศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งให้ยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามเกมส์ของพรรคประชาธิปัตย์และประกาศพร้อมจะปราบขบวนการคนเสื้อแดงและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ได้กลายเป็นสัญญาณวิปริตทางการเมือง ในประวัติศาสตร์ของขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์และส่งสัญญาณว่าจะเกิดการกวาดล้างเข่นฆ่าประชาชนด้วยการใช้มือประชาชนฆ่าประชาชนแทนการใช้ทหารในเครื่องแบบอย่างที่เคยเกิดขึ้นแล้วในสถานการณ์เลือดล้อมปราบเข่นฆ่าประชาชนเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่โลกรู้ดีว่าเป็นคำสั่งฆ่าจากใครและเป็นบาดแผลลึกของสังคมไทยที่โลกไม่อาจจะรับได้แต่กำลังจะเกิดขึ้นรอบใหม่อีก จึงเป็นประเด็นที่ Red Power ต้องจับตามองและนำเสนอข้อมูลเพื่อเตือนสติสังคมว่า หากใครก็ตามที่พยายามจะสั่งการให้เกิดเหตุการณ์เลือด 6 ตุลาคม 2519 รอบใหม่ เพื่อฆ่าประชาชนคนเสื้อแดงในยุคโลกาภิวัฒน์ขณะนี้ผู้นั้นคือผู้ทำลายระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
 

จากพรรคคอมมิวนิสต์สู่ พคท.รอ.

           ประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้บันทึกไว้อย่างเป็นทางการว่า พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ได้ก่อตัวขึ้นเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2485 และประกาศใช้นโยบายต่อต้านระบบเผด็จการทหารโค่นล้มระบอบศักดินาเพื่อสถาปนาระบอบสาธารณรัฐทำลายระบอบชนชั้นทางสังคมสร้างความเสมอภาคทางการเมืองและทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมให้แก่ประชาชนและขับไล่ฐานทัพสหรัฐอเมริกาออกจากประเทศไทยเพื่อให้ไทยเป็นประเทศเอกราชโดยสมบูรณ์ โดยดำเนินการการต่อสู้ด้วยรูปแบบสงครามประชาชนใช้ชนบทล้อมเมืองและปฏิบัติการเสียงปืนแตกเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2508 ที่บ้านนาบัว จังหวัดนครพนม ในนามกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย แต่อยู่ๆมาวันนี้กลับมีผู้คนกลุ่มหนึ่งกล่าวอ้างตนเป็น “สหาย” (เป็นคำนำหน้าที่ใช้เรียกกันในหมู่ผู้ปฏิบัติงาน) และประกาศจัดตั้งการติดอาวุธขึ้นใหม่ในนาม “กองทัพปลดแอกประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” และประกาศปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และสนับสนุนศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาขวางมติของรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ จึงเป็นเรื่องตลกทางการเมืองที่สร้างความงุนงงให้แก่สังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง จนถึงขนาดอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ตัวจริงเสียงจริงที่เคยมีฐานะในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในระดับสูงอย่างนายแพทย์เหวง โตจิราการ ที่อดีตกำลังจะก้าวขึ้นเป็นคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์อดรนทนไม่ไหวต่อละครตลกทางการเมืองที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ขบวนการต่อสู้ของสามัญชนไทยที่ต้องการประชาธิปไตยและความเสมอภาคอย่างแท้จริง ที่ผ่านมาได้ถึงขนาดต้องออกตัวเปิดเผยตนเองโดยเขียนจดหมายเปิดผนึกประณามกลุ่มบุคคลเหล่านี้ที่ย่ำยีและบิดเบือนอุดมการณ์ของขบวนการคอมมิวนิสต์ที่เป็นเรื่องทางสากลอย่างน่าสงสัยว่ามีเจตนาแอบแฝง

          เมื่อกลุ่มบุคคลเหล่านี้ประกาศอุดมการณ์ชัดแจ้งว่าเป็นผู้จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ก็เป็นเรื่องน่าชื่นชมยินดีและมีการเรียกขานชื่อพรรคคอมมิวนิสต์ของบุคคลผู้ชุมนุมที่ทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุดรธานี ให้ใหม่เสมือนหนึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของกองทัพไทยว่า “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยรักษาพระองค์” มีอักษรย่อว่า พคท.รอ และจากแหล่งข่าวยืนยันว่าการกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าวนี้น่าจะเป็นผลพวงมาจากคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ในสมัยที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และจากสายสัมพันธ์พิเศษที่มีกับพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์  ซึ่งเป็นลูกชายของ พ.ท.พโยม  จุลานนท์ อดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์คนสำคัญในฐานะผู้ก่อตั้งกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย

พลเอกสุรยุทธ์กับการก่อกำเนิด พคท.รอ.

          การพ่ายแพ้ของกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทยทำให้เกิดการสลายตัวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยซึ่งเป็นหนามยอกอกของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยมายาวนาน อันเป็นผลมาจากนโยบายตามประกาศของสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ประกอบกับความแตกแยกทางความคิดในขบวนการคอมมิวนิสต์สากลพร้อมกับคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยซึ่งเป็นศูนย์กลางการนำสูงสุดของขบวนการปฏิวัติสังคมนิยมในประเทศไทยถูกจับกุมตัวชุดใหญ่ 2 ระลอกคือ ในปี 2527 และ ปี 2530ในขณะเปิดประชุมลับในเมืองและแกนนำจำนวนหนึ่งได้ยอมก้มหัวสวามิภักดิ์ให้แก่กองทัพไทยและได้ชักนำให้กองทัพปลดแอกประชาชนไทยยอมวางอาวุธกลับเข้าเมืองและได้รับการอภัยโทษตามนโยบาย 66/2523 สำหรับทหารป่าที่มาจากชาวนารัฐบาลในขณะนั้นก็สัญญาว่าจะให้ที่ดิน 5 ไร่ และควาย 5 ตัว พร้อมบ้านอยู่อาศัยและเงินช่วยเหลือจำนวนหนึ่งเพื่อให้ปรับตัวเข้ากับระบบสังคมที่มีอุดมคติที่แตกต่างกัน ส่วนนักศึกษาปัญญาชนก็กลับเข้าเมืองมาเรียนหนังสือต่อ ส่วนผู้ที่จบการศึกษาแล้วส่วนหนึ่งก็มาประกอบอาชีพเป็นนักพัฒนาภาคเอกชนหรือที่รู้จักกันในนาม NGO โดยรัฐใช้สายสัมพันธ์การให้ความช่วยเหลือโดยนำเงินงบประมาณแผ่นดินสนับสนุนโครงการขององค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อให้บุคคลเหล่านี้มีงานทำโดยผ่านนายแพทย์ประเวศ วะสี , นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม (ซึ่งเป็นแกนนำคนสำคัญในการประสานมวลชนทำการสนับสนุนการรัฐประหารล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อ 19 กันยายน 2549)

          แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้รายงานชัดเจนว่า อดีตแกนนำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยจำนวนหนึ่งที่ยอมศิโรราบนับตั้งแต่ถูกจับกุมได้รับการชุบเลี้ยงดูแลเป็นอย่างดีจากกองทัพไทย โดยเกาะเกี่ยวผ่านบุคคลชั้นสูงอย่าง พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่เป็นลูกชายของอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์คนสำคัญจนผูกพันกันทางการเมืองถึงขนาดเป็นสะพานเชื่อมนำแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์ระดับสูง อาทิเช่น ภรรยาของอดีตเลขาธิการพรรคคนหนึ่งไปร่วมโต๊ะอาหารกับบุคคลชั้นสูงจนมีความแนบแน่นระหว่างกองทัพกับแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์ กลุ่มผู้ยอมศิโรราบนี้จึงถูกสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ที่ยังยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยและความเสมอภาคของมนุษย์ตั้งฉายาอย่างเยาะเย้ยถากถางให้แกนนำพรรคกลุ่มนี้ว่าเป็น พคท.รอ. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยรักษาพระองค์) และจากผลของความใกล้ชิดระหว่างแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์กลุ่มนี้กับกองทัพไทยจึงเกิดการร่วมมือกันในส่วนงานมวลชนของกองทัพกับพรรคคอมมิวนิสต์ ปีก รอ.ในการสนับสนุนงานพัฒนาขององค์กรเอกชนในสายงานพรรคคอมมิวนิสต์จนทักทอเป็นเนื้อเดียวกัน จนนำไปสู่การโค่นล้มอำนาจรัฐบาลประชาธิปไตยในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ทหารในฐานะอำนาจนอกระบบที่ทำหน้าที่คอยควบคุมระบอบประชาธิปไตยพลเรือนไม่ให้เกิดการพัฒนาด้วยกริ่งเกรงว่าหากพลเรือนที่เป็นนักธุรกิจเข้าสู่อำนาจรัฐและมีความเข้มแข็งจะผลักดันให้ระบอบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมขยายตัวนำความเจริญมาสู่ประเทศไทยจนทหารและอำมาตย์ไม่อาจจะควบคุมได้ต่อไปจึงตัดสินใจเปิดทางให้กับแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์ รอ.กลุ่มนี้เข้าร่วมการรัฐประหารซึ่ง พคท.รอ. กลุ่มนี้มีความเกลียดชังรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณอยู่เป็นทุนเดิมที่ขัดขวางงานของกลุ่ม NGOจึงตัดสินใจเข้าร่วมการรัฐประหารโดยรับผิดชอบการจัดมวลชนจำนวนหนึ่งมาร่วมชุมนุมสนับสนุนสร้างความชอบธรรมให้แก่กองทัพและพวกอำมาตย์ในการดำเนินการรัฐประหารที่มีความมุ่งหมายลึกซึ้งมากกว่าการรัฐประหารทั่วไป โดยกลุ่ม พคท.รอ. หวังที่จะจัดรูปแบบการปกครองใหม่โดยใช้ชื่อประชาธิปไตยเป็นเสื้อคลุมแต่เนื้อในเป็นเผด็จการด้วยการเสนอรูปแบบการเมืองใหม่ 70:30 ของกลุ่มพันธมิตร ที่มีแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์ในนาม พคท.รอ.เป็นผู้นำ เข้าทำนอง “แขวนหัวหมูแต่ขายเนื้อหมา”ด้วยเหตุนี้เมื่อเกิดการรัฐประหารสำเร็จรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์        จุลานนท์ จึงได้นำแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์เข้าร่วมเป็นรัฐมนตรีและคณะทำงานด้วยจำนวนหนึ่งและเร่งจัดทำนโยบายนำเงินงบประมาณไปช่วยเหลืออดีตสหายชาวนาที่ทุกข์ยากและถูกเบี้ยวเงินช่วยเหลือตามนโยบาย 66/2523 ที่ปล่อยปะละเลยมายาวนาน โดยพลเอกสุรยุทธ์ ได้แสดงบทบาทเด่นชัดต่อการเดินทางไปเยี่ยมอดีตสหายในนามผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผ.ร.ท.) ในชนบทในภาคเหนือและภาคอีสานก่อนประชาชนคนยากจนกลุ่มอื่นที่ทุกข์ยากจนเกิดความผูกพันทางจิตใจในลักษณะ “หนี้บุญคุณ” ดังนั้นขบวนการที่จะเตรียมการจัดตั้งกองกำลังอาวุธในนามของ “กองทัพปลดแอกประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ในนาม พคท.รอ. จึงเกิดขึ้นและขับเคลื่อนด้วยระบบอุปถัมภ์ที่เป็นรากฐานทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งของสังคมไทยจึงเกิดขึ้นในนาม “ชดใช้หนี้บุญคุณ” ที่ใช้เท่าไรก็ใช้ไม่หมด จึงเป็นสัญญาณอันตรายที่การจัดตั้งกองกำลังอาวุธภาคประชาชนเพื่อเตรียมการใช้เข่นฆ่าประชาชนคนเสื้อแดงที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีว่าจะล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อสถาปนาระบอบประธานาธิบดีจึงเกิดขึ้น และการบิดเบือนข่าวสารว่ารูปธรรมของการล้มล้างสถาบันคือการเสนอกฎหมายปรองดองเพื่อช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองและล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์จึงเกิดขึ้นด้วยการประสานเสียงอย่างเปิดเผยระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ – กลุ่มพันธมิตรฯ – ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่กลัวจะถูกตัดอำนาจ,โดยกองทัพปีกที่ต้องการก้าวขึ้นสู่อำนาจแทนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำการเชื่อมโยงและสนับสนุนเตรียมรัฐประหารอยู่เบื้องหลัง

 กองกำลังอาวุธพลเรือน : สัญญาณอันตราย

          การช่วงชิงอำนาจทางการเมืองอย่างแอบแฝงโดยไม่ยึดมั่นในระบอบรัฐสภานับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 และการใช้ศาลรัฐธรรมนูญโค่นล้มรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เพียงเพื่อจะให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าสู่อำนาจโดยไม่สนใจความถูกต้องของกติกาประชาธิปไตยแม้จะผ่านการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายที่ประชาชนได้แสดงมติมหาชนอย่างเปิดเผยให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีด้วยเสียง ส.ส.เกินกว่าครึ่งสภาแล้วก็ตาม แต่ขบวนการเผด็จการที่ต้องการอำนาจทางการเมืองโดยมิชอบยังเดินหน้าโดยใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญที่พวกเขาสร้างขึ้นเตรียมโค่นล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างไม่หยุดหย่อน โดยความยินดีปรีดาของพรรคประชาธิปัตย์(พรรคเส้นใหญ่) จึงส่งสัญญาณอันตรายที่ยากจะแก้ไขเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อมีอำนาจลึกลับหรือมือที่มองไม่เห็นไปชักจูงให้เกิดการติดอาวุธภาคพลเรือนในนาม “กองทัพปลดแอกประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ขึ้นมาอีกยิ่งสร้างความสับสนและยากแก่การแก้ไขมากยิ่งขึ้นเพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าความขัดแย้งที่มีแนวโน้มรุนแรงที่จะเกิดขึ้นภายภาคหน้านั้น “กองทัพปลดแอกประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” จะกลายเป็นหอกทิ่มตำระบอบรัฐสภาที่ถือปฏิบัติมายาวนานและกลายเป็นหอกข้างแคร่ของกองทัพไทยที่ยากแก่การควบคุม รวมตลอดถึงจะเกิดกระบวนการตอบโต้ด้วยความรุนแรงเช่นเดียวกันและกลายเป็นสงครามกลางเมือง


แผนการ 6 ตุลารอบใหม่จะกลายพันธุ์

          การวางแผนเข่นฆ่านักศึกษาประชาชนเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 อย่างโหดร้ายด้วยการฝึกอาวุธให้แก่พลเรือนฆ่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของกองทัพไทยด้วยความเข้าใจผิดนั้นสามารถจบลงด้วยน้ำตาและความเจ็บปวดของสังคมไทยในยุคก่อนได้กลายเป็นสูตรสำเร็จของการปกป้องอำนาจรัฐของฝ่ายอำมาตย์ที่กระทำอย่างย่ามใจและกำลังจะนำประสบการณ์นั้นกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่งด้วยการเตรียมการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธให้แก่พลเรือนชนิดอัดฉีดอย่างรวดเร็วผ่านกลไกของอดีตทหารป่าในนาม “กองทัพปลดแอกประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” จะกลายพันธุ์เป็นความหวังดีประสงค์ร้ายอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ด้วยความหวาดกลัวกลุ่มประชาชนคนเสื้อแดงที่ต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยอาศัยกลไกของระบอบประชาธิปไตยโดยถูกใส่ร้ายว่าเป็นขบวนการล้มเจ้าที่พรรคประชาธิปัตย์เสกสรรปั้นแต่งขึ้นเพียงต้องการจะเข้าสู่อำนาจด้วยวิธีพิเศษเท่านั้น,โดยผู้ออกแบบพิมพ์เขียว 6 ตุลา รอบใหม่นี้ลืมนึกไปว่าฐานะประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยนี้ขยายกว้างและหยั่งรากลึกมากกว่าปี 2519 หลายเท่านักและเชื่อมต่อแนวคิดทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นเนื้อเดียวกัน,อีกทั้งเหตุการณ์การลุกขึ้นต่อสู้ของประชาชนผู้ต้องการประชาธิปไตยในกลุ่มประเทศอาหรับหลายประเทศที่กลายเป็นกระแสอาหรับสปริงก็เป็นตัวอย่างให้เห็นชัดแล้วว่า การปิดกั้นกระแสประชาธิปไตยด้วยการปราบปรามนั้นเป็นไปไม่ได้แล้วในศตวรรษที่ 21 แห่งโลกยุคโลกาภิวัฒน์ แต่กลุ่มอำนาจเผด็จการอำมาตย์ไทยยังดื้อรั้นที่จะกระทำต่อไปจึงเชื่อมั่นได้ว่าเหตุการณ์ 6 ตุลา รอบใหม่นี้จะเกิดการกลายพันธุ์ลุกลามเป็นสงครามกลางเมืองยากแก่การควบคุมอย่างแน่นอน


บทสรุป ต้องตั้งสติกลับสู่การยอมรับเสียงข้างมากของประชาชน

           หนทางที่จะประคับประคองบ้านเมืองให้ผ่านพ้นวิกฤติในแนวทางสันติและหลีกเลี่ยงความรุนแรงได้มีหนทางเดียวคือกลุ่มเผด็จการอำมาตย์จะต้องยอมรับเสียงประชาชนฝ่ายข้างมากที่มอบอำนาจให้แก่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้บริหารประเทศไปในหนทางของครรลองแห่งประชาธิปไตยยอมให้เกิดการปรองดองโดยอภัยแก่กันและกัน และแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามมติมหาชนโดยปราศจากการใช้อำนาจกลั่นแกล้งของกลไกตุลาการภิวัฒน์และองค์กรอิสระอภิมหาอำนาจที่หัวหน้าคณะปฏิวัติตัวจริงเมื่อ 19 กันยายน 2549 ยังควบคุมอยู่เป็นหนทางเดียวแต่จะเป็นไปได้หรือไม่ผู้ตัดสินใจคืออำมาตย์ผู้ถืออำนาจตัวจริงไม่ใช่ประชาชน

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555

โอ๊คโพสต์ 'หนีทหาร เดอะซีรี่ย์' ตอนที่ 1

จาก http://news.voicetv.co.th/thailand/46623.html



โอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยตั้งชื่อว่า 'หนีทหาร เดอะซีรี่ย์' ซึ่งก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเปรียบเทียบมาตรฐานชายไทยในหลากหลายรูปแบบ

โดยเนื้อหาทั้งหมด มีดังนี้


"หนีทหาร เดอะซีรี่ย์" ยังมีตอนที่2,3,4....... ให้ติดตามกันอีกนะครับ ไม่เกินวันพรุ่งนี้ ได้เห็นแน่นอนครับ

หลังจากที่ผมได้โพสต์เรื่องการเกณฑ์ทหาร เมื่อวันพฤหัสที่2สิงหาคม2555 มีคนถามข้อมูลเชิงลึกเข้ามาเยอะครับ อดใจรอแป๊บนึงนะครับ วันนี้ขออนุญาตตั้งคำถามจากตอนที่1 ก่อน

ตอนที่1 "บัวลอยแอนด์เดอะมาร์ค"

ผมได้เปรียบเทียบให้เห็น"มาตรฐานชายไทยแบบที่1" หรือแบบ "สามัญชนคนธรรมดา"

ถึงกรณีของ บัวลอยที่ถูกจัดลำดับความพิการเป็นดี1ประเภท2 แต่ก็ยังต้องรับใช้ชาติในฐานะ "ลูกผู้ชายไทย"ด้วยการเกณฑ์ทหาร2ปี และในที่สุดก็ต้อง "ตายในหน้าที่" ซึ่งถึงแม้จะเป็นเพียงเพลงๆหนึ่งแต่ก็สามารถสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตของลูกชาวบ้านธรรมดาๆ หรือที่มวลชนคนเสื้อแดงเรียกกันติดปากว่า "ไพร่" ได้เป็นอย่างดีครับ

เปรียบเทียบกับ "มาตรฐานชายไทยแบบที่2" หรือแบบ "อภิสิทธิ์ชนคนพิเศษ"

ที่มวลชนคนเสื้อแดงเรียกกันติดปากว่า "อำมาตย์" ใช้วิธีไม่ไปเข้ารับการตรวจเลือกฯเพื่อไปเป็นทหารเกณฑ์ แต่ใช้วิธีไปเป็น นายร้อย กินเงินเดือนจากภาษีอากรของราษฎรอยู่เกือบปี แต่ลางานโดยอ้างว่าไปเยี่ยมญาติและไปราชการที่ประเทศอังกฤษถึง221วัน ต่อให้ไปแบบถูกต้องมันก็ฟังดูทะแม่งๆ แบบ สองมาตรฐาน ยังไงชอบกลแล้ว

แต่ในกรณีนี้ ยังมีข้อสงสัยกันอีกว่า นายอภิสิทธิ์ฯ เข้ารับราชการอย่างถูกต้องหรือเปล่าอีก ถูกไม่ถูกเดี๋ยวเราค่อยไปว่ากันใน "หนีทหาร เดอะซีรี่ย์" ตอนที่2,3,4 ห้ามพลาดครับ!! นอกจากคอการเมืองคอยซู๊ดปากแล้ว กลุ่มวัยรุ่นรออุทาน อั๊ยยะ!! บระเจ้า!! ได้เลยครับ

ยิ่งตอนนี้ผมพึ่งได้ทราบข่าวมาว่า การลางานที่ รร.จปร.จากวันที่ 22ก.ค.31ถึง 2เม.ย.32 เกือบจะต่อเนื่องกันเป็นวันลาถึง 221วันจนถึงวันออกจากราชการ เป็นการลางานหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ฯได้แต่งงานเมื่อวันที่19ก.ค.31 ครับ!!!

หลังจากที่ผมได้เห็นข้อมูลนี้แล้ว ผมถึงกับอึ้งเลยครับ ไม่อยากจะเชื่อว่า ท่านจะทำถึงขนาดนี้ ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ผมขอตั้งคำถามถึงท่านอดีตนายกฯอภิสิทธิ์ฯดังนี้ครับ

1. นายอภิสิทธิ์ฯแต่งงานเมื่อวันศุกร์ที่19สิงหาคม31อยู่เมืองไทยอีก2วันเสาร์-อาทิตย์ เสร็จแล้วลาไปอังกฤษยาว221วันโดยไม่กลับมารับราชการที่เมืองไทยอีกเลยจนกระทั่ง ทบ.อนุมัติให้ลาออกในวันที่2เม.ย. จริงหรือไม่ครับ???

2. การลาวันจันทร์หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ฯ แต่งงานวันศุกร์ที่ท่านเรียกว่าไปเยี่ยมญาติที่อังกฤษนั้น เหมือนกับการลาในลักษณะที่แถวบ้านผมเรียกว่า "ลาไปฮันนีมูน" ใช่ป่าวครับ???

3. ระหว่างการลาหลังแต่งงานรวมทั้งสิ้น221วันซึ่งเท่ากับ 7เดือนกว่านั้น ท่านยังคงรับเงินเดือนที่มาจากภาษีอากรของพี่น้องประชาชนอยู่จริงป่ะหล่ะครับ???

4. ท่านเป็นทหารไม่ถึงปี แต่ลาไปอังกฤษถึง 7เดือนกว่า ท่านคิดว่าสิ่งที่ท่านทำนั้น เป็นการเอาเปรียบลูกชาวไร่ชาวนาซึ่งต้องไปเป็นทหารเกณฑ์2ปี หรือไม่ และท่านจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไรครับ???

ผมเคยได้ยินแต่ ลูกคนพอมีตังค์จ่ายใต้โต๊ะ3-5หมื่นเพื่อให้จับได้ใบดำ ไม่ต้องไปเป็นทหารเกณฑ์ ซึ่งผมก็คิดว่ามันเป็นสิ่งที่แย่มากๆในสังคมไทยแล้ว

ในกรณีที่กินเงินเดือนร้อยตรีแต่ลาไปนอก221วันจากวันรับราชการ3ร้อยกว่าวัน นี่ผมไม่เข้าใจจริงๆครับ ถ้าทำแบบนี้ถูกต้อง เกิดอีกหน่อยทหารทั้งประเทศเอาเป็นบรรทัดฐานมั่ง

ประเทศไทยคงจะต้อง "อิมพอร์ตไอ้เณร" จากประเทศเพื่อนบ้านละมั๊งครับ
 

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ต่อกรณีที่ปชป.เพิ่งจะมาสนใจเรื่องฆ่าตัดตอน โดยจะไปศาล ICC บ้าง ตามรอยเสื้อแดง

โดย ดร.จารุพรรณ กุลดิลก



ต่อกรณีที่ปชป.เพิ่งจะมาสนใจเรื่องฆ่าตัดตอน โดยจะไปศาล ICC บ้าง ตามรอยเสื้อแดง

โดยประกาศส่งนายกษิต (ผู้ก่อการร้ายปิดสนามบิน, จำเลย ICJ, ขึ้นชื่อเรื่องมารยาททรามกับปท.เพื่อนบ้าน) ไปเป็นผู้ดำเนินการนั้น

ต้องขอไว้อาลัยต่อการตัดสินใจของปชป.ครั้งนี้อย่างสุดจิตสุดใจ

เพราะดิฉันมองเห็นผลลัพธ์สุดท้ายที่ปชป.มีแต่เสียกับเสีย แบบกู่ไม่กลับ

ประการแรก คนทั้งโลกจะตั้งคำถามว่าทำไมเพิ่งจะมาสนใจ ICC ความจริงใจต่อเรื่องฆ่าตัดตอนแทบจะไม่มี เป็นแค่เกมส์ตอบโต้ไปวันๆ

ประการที่สอง ไม่พ้นข้อหาเด็กลอการบ้านตามเคย ลอกหนทางของเสื้อแดงที่จะแสวงหาความเป็นธรรมสากลให้กับปท.ไทย โถ..พรรคนักกฎหมายขี้คุย

ประการที่สาม การที่จะไปฟ้อง ICC บ้าง ก็เท่ากับยอมรับอำนาจศาลICCแล้ว ก็มีความยินดีที่จะส่งนายอภิสิทธิ์ไปประเดิมสอบสวนคนแรก

ประการที่สี่ การส่งนายกษิตไป นับว่าปชป.เลือกได้ถูกคนแล้ว ดิฉันไม่กังวลอะไรเลย นอกจากจะทำให้ปท.ไทยขายหน้าอะไรอีก

สุดท้าย ขอบอกว่า ช่วยดำเนินการให้ไว เพราะดิฉันอยากเห็นปรากฎการณ์เปรียบเทียบ 'ความเป็นธรรมไทย' กับ 'ความเป็นธรรมสากล'

เท่ากับไม่ต้องออกทุนการศึกษาให้ปชป.ในการเรียนระบบกฎหมายสากล จะได้เข้าใจว่าคนส่วนใหญ่เขาอดทนกับวิธีคิดเรื่องนิติรัฐแบบไดโนฯของคุณมาก

แล้วนายกษิตไป ICC กลับมาถ่ายทอดให้ไว เพราะหากปชป.ได้สัมผัสความเป็นธรรมสากลแล้ว อาจจะเกิดสำนึกได้ว่าได้ก่อกรรมทำเข็ญกับปท.นี้ขนาดไหน

ดิฉันตื่นเต้นอย่างยิ่ง เพราะรู้อยู่แก่ใจว่ายังไงปชป.ก็ต้องเดินมาตามเส้นทางนี้ ทางที่ไม่เหลือทางเลือกอื่น และในที่สุดเสื้อแดงก็ทำสำเร็จ

ดิฉันอยากให้รางวัลโนเบลกับคนเสื้อแดงจริงๆ การปฏิรูปความเป็นธรรมของไทย accountability, no impunity เริ่มแล้วและจะเปลี่ยนแบบไม่มีวันหวนคืน

ขอเพื่อนๆทุกคนช่วยกันให้ความรู้เรื่อง ICC ให้กระจ่างแจ้งไปทั้งหมดทุกสีเสื้อนะคะ โดยเฉพาะหลักปรัชญา กรุยทางกันต่อไปค่ะ ลุย..

รศ.ดร.จารุพรรณ  กุลดิลก
4 ส.ค 2555

วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ถึงจะแก้รายมาตราก็ไม่พ้นการถูกต่อต้านอยู่ดี!

จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ ปีที่ 13 ฉบับที่ 3348 ประจำวัน พฤหัสบดี ที่ 2 สิงหาคม 2012 โดย ดำรงค์ เปลี่ยนศรีศร


ในที่สุดคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญก็ปรากฏ ซึ่งความหมายตรงนี้อาจไขความหมายข้อข้องใจที่สับสนจากการคำวินิจฉัยครั้งก่อนที่ขนาดนักนิติศาสตร์และนักกฎหมายที่เจนสังเวียนก็ยังไม่เข้าใจว่าเป็นการพิพากษา หรือวินิจฉัย หรือแนะนำ หรือให้ความเห็นกันแน่?

จนกระทั่งวันที่ 26 ที่ผ่านมานี้เอง สภาพที่เป็นความงุงิก็หมดไป เพราะศาลรัฐธรรมนูญพูดไทยเป็นไทยอีกครั้งในคำวินิจฉัยกลางที่ออกมาอย่างเป็นทางการ รัฐสภาจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะเป็นรายมาตราเท่านั้น

แต่ก็มีคำถามน่าสงสัยว่า ถ้าแม้รัฐสภาเดินหน้าแก้ไขเป็นรายมาตราความขัดแย้งจะหมดสิ้นไปไหม?

ข้อนี้เห็นจะตอบได้ว่าคงจะหมดไปได้ยากมาก เสียงคัดค้านยังคงมีต่อไปทั้งเกมนอกสภาและในสภา แม้ว่าเกมในสภาจะคลายความกดดันลงไปได้บ้างตั้งแต่รัฐสภาได้เลื่อนการพิจารณา พ.ร.บ.ปรองดองออกไป แทนที่จะให้กลายเป็นวาระเร่งด่วนฉบับที่ 1 ยิ่งถ้าฟังเสียงสะท้อนจากพรรคประชาธิปัตย์ที่ออกมา เราต้องบอกว่าสงครามยังคงไม่ยุติ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ความเห็นว่า การเลื่อนพิจารณาปรองดองของรัฐสภานั้นเป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้ความขัดแย้งลดระดับลงมา แต่ถ้าจะให้ดีอยากให้รัฐบาลถอนร่างดังกล่าวออกไปเสีย ทั้งนี้ เพื่อความสบายใจของหลายฝ่าย ซึ่งก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเป็นใครบ้างที่สบายใจ นอกเหนือไปจากนายอภิสิทธิ์ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เคยประกาศจะดาวกระจายและต่อต้านเรื่อง พ.ร.บ.ปรองดองอย่างเต็มรูปแบบไปยังสถานที่ต่างๆ

เมื่อฟังสัญญาณอย่างนี้แล้วเรานำมาเชื่อมโยงกับประเด็นของรัฐธรรมนูญก็คงเป็นความหมายใกล้เคียงกันคือ ถ้าจะให้นายอภิสิทธิ์และผู้อยู่เบื้องหลังสบายใจ เห็นทีต้องยกเลิกการแก้ไขแม้กระทั่งเป็นรายมาตรา หมายถึงว่าไม่ต้องแก้แม้แต่มาตราเดียวนั่นเอง

จึงมีข้อสังเกตว่าตามแนวคิดของ ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน แบบใช้ประชามิติและ ส.ส.ร. กับวิธีแก้ไขเป็นรายมาตราของรัฐสภา มีผลที่ไม่แตกต่างกันมากนัก มีโอกาสที่จะถูกพรรคประชาธิปัตย์และผู้อยู่เบื้องหลังต่อต้านอีกเช่นเคย

อาจยกตัวอย่างเช่น มาตรา 309 ซึ่งเป็นเสมือนการนิรโทษกรรมเครือข่ายของ คมช. มาตรานี้นายอภิสิทธิ์ประกาศแล้วว่าห้ามใครแตะต้อง ดังนั้น ถ้าหากว่าแก้ไขเป็นรายมาตราโดยหยิบมาตรานี้ขึ้นมาแก้ไข ประชาธิปัตย์ก็คัดค้านหัวชนฝา เพราะประชาธิปัตย์ได้ประโยชน์จากมาตราดังกล่าวของรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการอยู่แล้ว ถ้าหากว่าร่างขึ้นตามเค้าโครงของปี 2517 ก็ต้องปฏิเสธอำนาจของคณะรัฐประหารอีกเช่นกัน ดังนั้น การร่างรายมาตราหรือยกร่างขึ้นใหม่จึงมีน้ำหนักไม่แตกต่างกัน หรือถ้าจะเอามาตราอื่นมาพูดถึง เช่น มาตรา 68 เกี่ยวกับประเด็นที่พรรคเพื่อไทยถูกประชาธิปัตย์ฟ้องร้องในศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประเด็นเกี่ยวกับการได้มาซึ่งอำนาจโดยวิถีทางไม่เป็นประชาธิปไตย ข้อนี้สงสัยจะถูกต่อต้านอีกเช่นกัน เนื่องจากเป็นมาตราที่ให้อำนาจเด็ดขาดกับฝ่ายประชาธิปไตย เอาไว้กำราบและสกัดฝ่ายตรงข้ามที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเอง ดังนั้น เมื่อจะถูกตัดทอนเขี้ยวเล็บมีหรือฝ่ายอำมาตยาธิปไตยจะยินยอมได้ พรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นลูกหาบก็ต้องอยู่ในบทบาทเช่นเดียวกัน

หันไปพิจารณามาตราอื่นๆ เช่น กรณียุบพรรค กรณีเรื่องของสมาชิกวุฒิสภาที่ห้ามการแต่งตั้ง แต่ให้มาจากการเลือกตั้งแทน ไล่ดูแต่ละรายมาตราก็เชื่อว่าแรงต่อต้านยังคงไม่หมดไป แต่จะพูดในวาทกรรมใหม่ คงไม่พูดว่าเป็นการแก้ไขเพื่อคนคนเดียว หรือเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อีกแล้ว แต่ประชาธิปัตย์คงสร้างสรรค์วาทกรรมขึ้นมาว่าเป็นการแก้ไขเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง รับรองชัวร์แน่นอนที่เขาต้องพูดเช่นนี้ และเผยแพร่วาทกรรมนี้ออกไปสู่กองเชียร์ของตัวเอง
สรุปแล้วก็คือ จะแก้ไขอย่างไรหรือทำอย่างไรเรื่องรัฐธรรมนูญนั้นก็ถูกประชาธิปัตย์ต่อต้านอยู่ดี เพราะเป็นเชื้อเอนเทอโรไวรัส 7.1 ทางการเมือง ซึ่งร้ายแรงกว่าโรคมือเท้าปากที่เริ่มต้นในกัมพูชาจนระบาดเข้ามาสู่ประเทศไทย เอนเทอโรไวรัสเชื้อมีอาการที่ปาก มือ และเท้าเท่านั้น แต่เชื้อเอนเทอโรไวรัสของลูกหาบอำมาตย์ทางการเมืองยังมีน้ำลายเป็นตัวแพร่เชื้อที่น่ากลัวม

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555

'โอ๊ค' แขวะ 'อภิสิทธิ์' เป็นทหารรับใช้ชาติน้อยวัน





นายพานทองแท้ ชินวัตร ได้โพสต์เฟสบุ๊ก ย้อนเพลงเก่า "บัวลอย" ของแอ๊ด คาราบาว โดยระบุว่าเพลงนี้ ปลุกกระแสให้คนรักชาติ และไปเกณฑ์ทหารในหน้าที่ลูกผู้ชายไทย แต่ขณะที่ การรับราชการทหารของนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แตกต่างจากการเกณฑ์ทหารทั่วไป ที่รับใช้ชาติด้วยการเป็นทหารน้อยวัน โดยรายละเอียดมีดังนี้

ไม่ทราบว่าแฟนเพจผม ยังจำ"บทเพลงคาราบาว" ที่รำพันถึง คนพิการ ตาเหล่ หลังงุ้ม เด๋อๆด๋าๆที่ชื่อบัวลอยได้มั๊ยครับ ผมชอบตอนหนึ่งของบทเพลงที่เขาร้องว่า

"บัวลอย ถึงวัยเกณฑ์ทหาร พิกลพิการ ยังดีหนึ่งประเภทสอง อาสารับใช้ชาติพี่น้อง หัวใจคับพองกล้าหาญอดทน"

ฟังแล้วฮึกเหิมดีครับ "พี่แอ๊ด คาราบาว" แกปลุกกระแสรักชาติ ให้บรรดาแฟนเพลงได้ฉุกคิดว่า คนที่ชื่อบัวลอยไปเกณฑ์ทหารด้วย หัวใจคับพองที่จะทำหน้าที่"ลูกผู้ชายไทย" ทั้งๆที่ตัวเองเป็นคนพิการแท้ๆยังไม่มีความคิดที่จะหนีทหารเลย ผมได้ยินว่าการเกณฑ์ทหารบางปี สัสดีแกเปิดเพลงบัวลอยในวันคัดเลือกปรากฏว่า คนสมัครเกณฑ์ทหารกันจนล้นไม่ต้องจับใบดำใบแดงเลยครับ น่าประทับใจจริงๆ

การเกณฑ์ทหารตามปกติแบบ พลทหารบัวลอยนั้น หากไม่ได้รับการผ่อนผันอะไร ทหารเกณฑ์จะต้องประจำการเป็นระยะเวลา2ปี จึงจะปลดประจำการนะครับ ส่วนวันหยุดวันลานั้นได้ยินมาว่าจะได้ลาหยุดน้อยมาก โดยเมื่อฝึกทหารใหม่เสร็จจะให้ลาประมาณ1สัปดาห์ หลังจากนั้น แล้วแต่ดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชาว่าจะให้หยุดหรือไม่ อันนี้คือกฏเกณฑ์ของลูกตาสีตาสาทั่วไปที่ไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆนะครับ

ส่วนการรับราชการทหารของ ร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้นก็จะแตกต่างจากการเกณฑ์ทหารทั่วไปครับ ผมไม่ได้แตะต้องเรื่อง อภิสิทธิ์ฯหนีทหารหรือไม่ ในโพสต์นี้นะครับ เพียงแต่ว่าเมื่อดูข้อมูลแล้วรู้สึกว่าทำไม อดีตนายกฯผู้นี้ ถึงรับใช้ชาติด้วยการเป็นทหารน้อยวันจังเลยครับ

-นายอภิสิทธิ์ฯ ได้เป็นว่าที่ ร.ต. เมื่อ 26เม.ย.31

-หลังจากนั้น35วัน(31พค.31) ได้มีเอกสารแจ้งความประสงค์ขอลาออกจากราชการ ของว่าที่ ร.ต. อภิสิทธิ์ฯ (ยังเป็น"ว่าที่"อยู่เลย ยื่นความประสงค์จะลาออกแล้วครับ)

-หลังจากนั้นอีก2เดือนกว่า(22สค.31) ก็ได้ขอลากิจและเดินทางไปต่างประเทศ รวม3ครั้งต่อเนื่องกัน โดยมีวันราชการที่อยู่เมืองไทยแค่วันเดียว คือวันจันทร์ที่3ตค.31ก่อนจะลาต่อในวันรุ่งขึ้น(4ตค.31) ยาวไปจนถึงวันที่ได้รับอนุมัติให้ลาออกในวันที่ 2เม.ย.32 รวมวันที่เดินทางไปต่างประเทศทั้งสิ้น ประมาณ 221วัน ต่อเนื่องกัน

โอ้โห...เป็นอาจารย์ยังขาดสอนขนาดนี้ แล้วนักเรียนจะเรียนรู้เรื่องหรือครับ ก็ไม่ทราบว่า การที่จะเข้ามาเป็นทหารเพื่อรับใช้ประเทศชาติแบบนี้ กับการเกณฑ์ทหารแบบ "พลทหารบัวลอย" อย่างไหนจะเป็นประโยชน์กว่ากัน คงต้องให้นักเรียนนายร้อยแถวๆรุ่น 34-39 ออกมายืนยันนะครับว่า มีท่านใดเป็นลูกศิษย์อาจารย์อภิสิทธิ์ฯกันบ้าง และท่านได้ประโยชน์อะไรจากการสอนของอาจารย์ท่านนี้บ้าง

แต่ในความคิดของผมนั้น ผมว่า "พลทหารบัวลอย" ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติมากกว่าเยอะเลยครับ

ปล. ผมก็ได้เอาเพลงบัวลอยมาให้ฟัง เผื่อน้องๆหรือแฟนเพจผมบางท่านที่ยังไม่เคยฟังนะครับ