Sunai Fan Club

Sunai Fan Club
สุนัยแฟนคลับ

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

นักวิชาการ สวน "รสนา มั่วนิ่ม!" กรณีโต้นายกฯ ฝรั่งเศส ม.112 ว่าอย่าสอดเรื่องคนอื่น

จาก มติชนออนไลน์
เรียบเรียงโดยทีมงาน Sunai FanClub



6 .. 56 ภายหลังจากที่ นาย ฌอง-มาร์ค เอโรต์ นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสได้แสดงปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่ผ่านมา และได้ตอบคำถามสื่อมวลชน กรณีการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ล่าสุดเป็นผลให้มีคำพิพากษาจำคุก นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข เป็นเวลาถึง 11 ปี ว่า
การแสดงความคิดเห็นเป็นเสรีภาพพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยควรมีการสร้างกฎหมายขึิ้นมาควบคุม โดยที่ไม่ริดรอนสิทธิในการแสดงความคิดเห็น ในบางประเทศ มีการใช้กฎหมายริดรอนสิทธิในการแสดงความคิดเห็นทางอินเตอร์เน็ต ส่วนกฎหมายหมิ่นนั้น เป็นกฎหมายที่มีอยู่ในบางประเทศ ซึ่งฝรั่งเศสไม่มีกฎหมายนี้
 
ซึ่งในโลกโซเซียลเน็ตเวิร์คความเห็นข้างต้นของนายกฯ ฝรั่งเศสเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์โต้ตอบอย่างร้อนแรงจากทั้ง น.ส. รสนา โตสิตระกูส.ว. กทม. และ อาจารย์ วันรัก สุวรรณวัฒนา อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
 
โดย “รสนา” ได้โพสข้อความลงในเฟสบุ๊คของตนว่า นายกฯ ฝรั่งเศสไม่ควรให้ความความเห็นในเรื่องที่ตนเองไม่รู้รายละเอียด ถ้าสมมุตินายกฯ ไทยไปเยือนฝรั่งเศสแล้วให้สัมภาษณ์ว่า ฝรั่งเศสไม่ควรกีดกันเสรีภาพของสตรีมุสลิมในการคลุมฮิญาบ เพราะเป็นเสรีภาพในการนับถือศาสนา โดยเสรีภาพสากลมี 4 เรื่อง คือ เสรีภาพในการพูด (Freedom of speech) เสรีภาพในการนับถือศาสนา (Freedom of Worship) อิสรภาพจากความอดอยาก (Freedom from Hunger) และอิสรภาพจากความกลัว (Freedom from Fear) 
 
รื่องฮิญาบเป็นเรื่องที่สภาฝรั่งเศสมีมติออกมาเหมือนกัน แล้วใครไปก้าวก่ายได้ไหมว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ฝรั่งเศสกลัวเรื่องก่อการร้าย จนสามารถละเมิดสิทธิในการนับถือศาสนาได้
 
นายกรัฐมนตรีไทยย่อมไม่ไปให้สัมภาษณ์ในเรื่องที่เป็นกระบวนการทางกฎหมายของประเทศอื่นฉันใด นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสก็ควรรักษามารยาททางการเมืองที่จะไม่วิจารณ์เรื่องของกฎหมาย และกระบวนการทางตุลาการของประเทศอื่นฉันนั้น
 "หากจะมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือกระบวนการยุติธรรมใดๆ ก็เป็นเรื่องของการแก้ไขในรัฐสภาภายใต้ระบอบประชาธิปไตยของเราเอง
 โดยในเวลาต่อมาไม่นาน “วันรัก” สุวรรณวัฒนา ได้ออกมาโพสข้อความในเฟชบุ๊คตนตอบโต้รสนาว่า เรื่องฮีญาบ รสนาพูดโดยไม่มีข้อเท็จจริงทั้งหมด รัฐฝรั่งเศสไม่ได้ห้ามสัญลักษณ์ทางศาสนาเฉพาะของมุสลิมอย่างเดียวนะ ห้ามสัญลักษณ์ทางศาสนาทั้งหมด และเฉพาะในสถานที่ราชการ คุณจะใส่อยู่บ้าน เข้าบริษัท ฯลฯ ได้ เพราะรัฐฝรั่งเศสเป็นรัฐฆราวาส เคารพเสรีภาพทางศาสนาของทุกคน แต่เมื่อเข้าพื้นที่ราชการ ให้ความสำคัญกับคุณค่ารีพลับบลิกว่าด้วยการไม่แสดงสัญลักษณ์ทางศาสนาในสถานที่สาธารณรัฐมากกว่า เพราะอาจนำมาซึ่งการพริวิเลชศาสนาใดศาสนาหนึ่งได้ (เหมือนของไทย ที่เคารพทุกศาสนาในทางหลักการ แต่ในทางปฏิบัติ มีเพียงพุทธเท่านั้นที่ได้สิทธิพิเศษจากรัฐ และเหตุผลข้อนี้เพราะคนเคยฆ่ากันในฝรั่งเศสด้วยเหตุผลทางศาสนามาหลายศตวรรษ)
                                                                                     
รสนาพูดข้อเท็จจริง ผิดๆและเพียงเสี้ยวเดียว พูดอย่างนี้อาจส่งผลปลุกปั่นคนมุสลิมนอกฝรั่งเศสให้เข้าใจผิดว่าฝรั่งเศสไม่เคารพเสรีภาพทางศาสนาของคนในประเทศซึ่งไม่จริงได้เลย”  วันรักระบุ
 ทั้งนี้ในเฟสบุ๊คของทั้ง ส.ว.รสนา และอาจารย์วันรักมีพลเมืองเน็ตจำนวนมากเข้าไปอ่านความเห็นและกดไลค์ แต่ที่น่าสนใจคือ ในหน้าเฟสบุ๊คของส.ว. รสนามีผู้ต่อว่าการให้ความเห็นดังกล่าวว่า “ให้ส่งกระจกดูเงาตัวเองเสียก่อน” ซึ่งประเด็นนี้ดูจะสร้างความร้อนแรงให้กับโลกสังคมออนไลน์ได้อย่างมาก และนี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดถึงระดับเสรีภาพในสังคมไทยว่ามีเปิดพื้นที่เปิดรับความเห็นแตกต่างได้มากเพียงใดซึ่งจุดสำคัญอยู่ที่การใช้เหตุผลและความอดกลั้นต่อความเห็นต่างจะถูกนำมาใช้มากเพียงใด
 
 
 

ไม่จบง่ายๆ”  ... "รสนา-วันรัก" วิวาทะ ยก 2
 
 วิวาทะระหว่าง รสนา-วันรักดูท่าจะไม่จบง่ายๆ เสียแล้ว เพราะภายหลังที่ มติชนออนไลน์ได้นำเสนอไปข้างต้นทั้งคู่ก็ต่างยกข้อเหตุผลมาหักล้างกันวินาทีต่อวินาที 
 
 โดย "รสนา" ได้โพสข้อความในเฟสบุ๊คตนเองชี้แจงว่า การยกเรื่อง ฮิญาบมานั้นไม่ต้องการเพื่อปลุกปั่นให้คนมุสลิมเกลียดฝรั่งเศสแต่อย่างใดอีกทั้งยังโต้กลับวันรักว่า ออกนอกประเด็นที่ตนต้องการจะสื่อและดาบนั้นย่อมคืนสนองสิ่งที่วันรักวิจารณ์จะย้อนกลับมาสู่วันรักเสียเอง (ปลุกปั่นให้คนเข้าใจผิด)


ที่อ้างว่าฝรั่งเศสเป็นรัฐฆราวาสก็เลยห้ามการแสดงสัญลักษณ์ทางศาสนาในสถานที่ราชการเพราะคนเคยฆ่ากันในฝรั่งเศสเพราะเหตุผลทางศาสนา แล้ว Secular State อย่างสหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมัน และประเทศยุโรปอีกหลายประเทศซึ่งก็มีสงครามศาสนาเช่นเดียวกันอย่างในเยอรมันก็มีสงครามศาสนา 30 ปี เขาก็ไม่ได้ห้ามแสดงสัญญลักษณ์ทางศาสนาเหมือนในฝรั่งเศสส่วนเยอรมันห้ามตั้งพรรคนาซี และพรรคคอมมูนิสต์ ซึ่งเขาก็เป็นประเทศประชาธิปไตยการห้ามแต่ละเรื่องที่ต่างกันก็ขึ้นอยู่กับประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศจะเอามาตรฐานฝรั่งเศสไปใช้กับเยอรมัน หรืออเมริกาก็คงไม่ได้จะอธิบายเพียงด้านใดด้านหนึ่งก็คงไม่ครบถ้วน ดิฉันเพียงแต่ยกตัวอย่างมารยาททางการทูตว่าผู้นำที่มาเยือนในฐานะที่มาเป็นแขกเมืองไม่ควรวิจารณ์ในสิ่งที่เป็นประเด็น controversial เหมือนที่เราถ้าไปในฐานะแขกเมืองของเขาเราก็จะไม่ไปพูดในประเด็นแบบเดียวกัน
 

การยกประเด็นฮิญาบมิได้มุ่งหมายจะไปปลุกปั่นให้คนมุสลิมเกลียดชังฝรั่งเศสแต่ประการใด
การโยงของคุณออกนอกประเด็นที่ดิฉันต้องการสื่อ  สิ่งที่คุณชี้นำกลับจะนำไปสู่สิ่งที่คุณวิจารณ์ดิฉันค่ะ" รสนากล่าว
 
ทางด้าน วันรัก ยอมรับว่าเพราะความเร็วในการโพสและไม่คิดว่าจะเป็นประเด็นขนาดนี้จึงมีข้อผิดพลาด จึงไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องฮิญาบและตอบโต้ รสนากลับใน ประเด็น คือ 1. แม้จะห้ามใส่ฮิญาบแต่ก็ไม่ต้องติดคุก 10 ปี 2. สังคมสามารถวิจารณ์กฎหมายนี้ได้ 3. ประชมคมโลกก็วิจารณ์ได้เช่นกัน 4. ฝรั่งเศสอธิบายเหตุผลผ่านหลักการเรื่อง Republic ว่าด้วยรัฐฆราวาสและผ่านข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์ของการฆ่ากันด้วยเหตุผลของความรัก

 
ดีเบตเรื่องนี้เริ่มจากการมีนักเรียนกลุ่มหนึ่งเริ่มใส่สัญลักษณ์ทางศาสนา (ผ้าคลุมหัว)ในโรงเรียนของรัฐฝรั่งเศสเมื่อซัก 5-6 ปีก่อน ซึ่งจริงๆก็ห้ามใส่สัญลักษณ์ของทุกศาสนาใน รร.รัฐอยู่แล้ว ต่อมาเมื่อพรรคฝ่ายขวาของฝรั่งเศสขึ้นมาประเด็นถูกขยายให้เป็นเรื่องของ "อัตลักษณ์แห่งชาติ" (idée nationale) การใส่ฮิญาบกลายมาเป็นประเด็นสำคัญและเป็นที่ถกเถียงไปทั่วสังคมเริ่มจากการห้ามในพื้นที่ราชการ ไปจนขยายไปสู่พื้นที่สาธารณะทั้งหมดสังคมฝรั่งเศสแตกแยกกันมากๆ มีทั้ง คนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จนกระทั่งปี 2553 มีการห้ามใส่ฮิญาบในพื้นที่สาธารณะจริงๆอย่างที่คุณรสนาว่าไว้

 
แต่ประเด็นที่คุณรสนาเปรียบเทียบ 112 กับกฎหมายห้ามฮิญาบนั้นมีปัญหา เพราะอย่างที่เฟย์บอกไป 1.ห้ามใส่ฮิญาบไม่ต้องติดคุกเป็น 10 ปี  2. เราวิพากษ์วิจารณ์ กม.นี้ได้ (คนวิจารณ์ก็ไม่ติดคุก) นอกจากนี้คนในสังคมฝรั่งเศสก็ถกเถียงถึงมันได้อย่างเปิดเผยและสื่อกระแสหลักก็เล่นประเด็นนี้อย่างชัดเจน, 3.ประชาคมโลกก็วิจารณ์ได้ (ไม่โดนด่าว่าประเทศชั้น ออกไปซะ) 4. ฝรั่งเศสอธิบายเหตุผลผ่านหลักการเรื่อง Republic ว่าด้วยรัฐฆราวาสและผ่านข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์ของการฆ่ากันด้วยเหตุผลของความรัก (จนถึงคลั่ง) ศาสนา
 
 
วิวาทะอันร้อนแรงระหว่าง รสนา-วันรักที่เกิดขึ้นนี้ ใครแพ้-ใครชนะตอนนี้ดูจะไม่สำคัญเท่ากับความอดกลั้นต่อความแตกต่างที่ทำให้การตอบโต้กันด้วยเหตุผลของคนทั้งสองเกิดขึ้นได้สร้างโอกาสและเปิดพื้นที่ให้ผู้คนในสังคมที่ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับฝ่ายใดก็ตามได้คิดและตรองเหตุผลอีกครั้ง จากวิวาทะนี้หลายๆประเด็น และที่สำคัญ ประเด็นเรื่อง เสรีภาพจึงได้ถูกนำกลับมาพูดคุยอีกครั้ง 

 
ถึงแม้ว่าวิวาทะนี้อาจจบลง แต่หนทางสู่ เสรีภาพของไทยก็ยังคงดำเนินต่อไปแม้จะขรุขระไปบ้างก็ตาม
 
 
 
 

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

นิรโทษกรรม ‘นักโทษทางการเมือง-นักโทษทางความคิด-ความผิด112’


ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 8 ฉบับ 397 วันที่ 2-8 กุมภาพันธ์ 2556 หน้า 18 คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน

 
 
 

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2556 “กลุ่ม 29 มกรา ปลดปล่อยนักโทษการเมืองภายใต้การนำของ กลุ่มปฏิญญาหน้าศาลพร้อมผู้ชุมนุมจำนวนมาก ได้รวมตัวกันที่บริเวณลาน พระบรมรูปทรงม้า จัดกิจกรรม หมื่นปลดปล่อยเพื่อยื่น ร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้งที่กลุ่มนักวิชาการ คณะนิติราษฎร์ได้เสนอเมื่อวันที่ 13 มกราคม ให้ปล่อยผู้มีความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ร.บ.ความมั่นคงแห่งชาติ พ้นจากความผิด ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549-9 พฤษภาคม 2554

กลุ่ม 29 มกราฯถือว่าเป็นก้าวแรกในการคืนความยุติธรรมให้กับประชาชน เพราะ 6 ปีที่ผ่านมาหลังจากที่มีการยึดอำนาจจากคณะรัฐประหาร ทำให้ประเทศเกิดวิกฤตทางการเมือง รวมทั้งส่งผลให้ประเทศเสียหายมาอย่างต่อเนื่อง ประชาชนถูกทำร้าย จับกุม และมีบางส่วนถึงขั้นเสียชีวิต เฉพาะปี 2553 มีประชาชนถูกเจ้าหน้าที่รัฐออกหมายจับตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ถึง 1,857 ราย

ขณะที่ปัจจุบันมีนักโทษการเมืองที่ถูกคุมขังอยู่คือ คดีหมิ่นฯ 6 คน ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ และที่ทัณฑสถานหญิงกลาง 1 คน คดีเกี่ยวเนื่อง จากการสลายการชุมนุม 2553 จำนวน 4 คน ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ และที่เรือนจำหลักสี่ (เรือนจำการเมือง) 22 คน

ทุกข์ของนักโทษการเมือง

นางสุดา รังกุพันธุ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แกนนำ ปฏิญ ญาหน้าศาลระบุว่า การนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองควรทำตั้งแต่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว ไม่ควรปล่อยให้ผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและเรียกร้องการเลือกตั้งต้องถูกจองจำถึง 2 ปีกว่า โดยมีผู้ถูกจับกุมคุมขังด้วยข้อหาทางการเมืองถึง 1,857 คน ถูกดำเนินคดีในศาล 59 แห่งทั่วประเทศ จนกรณีอากงหรือนายอำพล ตั้งนพกุล ที่ถูกจำคุกด้วยมาตรา 112 แม้พยายามยื่นขอประกันตัวแต่ก็ไม่ได้ กระทั่งเสียชีวิตในคุก จนมาถึงกรณีนายวันชัย รักสงวนศิลป์ นักโทษการเมืองอีกคนที่เสียชีวิตในคุกเช่นกัน

ยิ่งรัฐบาลต้องการแก้รัฐธรรมนูญปี 2550 ยิ่งต้องสร้างบรรยากาศให้เป็นประชาธิปไตย ให้ประชาชนทุกคน โดยเฉพาะนักโทษการเมืองที่อยู่ในคุกออกมามีส่วนร่วมกำหนดวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หาทางออกให้ประเทศร่วมกัน ประโยชน์ของการนิรโทษกรรมไม่ได้ตกอยู่กับคนที่ถูกดำเนินคดีเท่านั้น แต่เกิดกับคนทุกคนที่ต้องการเห็นสังคมเป็นประชาธิปไตย

ขณะที่กลุ่มนักโทษการเมืองได้ส่งจดหมายขอบคุณกลุ่ม 29 มกราฯ ที่ออกมาเคลื่อนไหวให้มีการนิรโทษกรรมที่จริงจังและชัดเจนที่สุด

พวกเราต่างประสบชะตากรรมเดียวกันคือ ต้องพบกับความยากลำบากอย่างแสนสาหัส ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเป็นอยู่ ปัญหาทางด้านการเงิน การต่อสู้คดี และผลกระทบอีกมากมายที่ถาโถมเข้ามาอย่างไร้ความปรานี เราทุกคนตกอยู่ในสภาพ เดียวกันคือ ต้องประสบกับช่วงที่ตกต่ำที่สุดในชีวิต

มีสักกี่คนที่จะตระหนักว่าพวกเราแทบจะทั้งหมดไม่เคยคิดที่จะต้องเจอกับปัญหานี้ ไม่เคยวางแผนล่วงหน้าที่จะติดคุก ไม่เคยวางแผนที่จะรับมือกับความหายนะของครอบครัว ธุรกิจ หรือแม้แต่กระทั่งชีวิตตัวเอง เพราะพวกเราคือประชาชนคนธรรมดา

ตั้งข้อหาเกินจริง-ขังฟรี-ไม่ให้ประกัน

การเคลื่อนไหวของกลุ่ม 29 มกราฯจึงถือเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญที่เรียกร้องให้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์เอง ร่วมมือเร่งคืนความยุติ ธรรมให้แก่นักโทษการเมืองทุกกลุ่ม อย่างที่ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเมษา-พฤษภา 2553 (ศปช.) และเครือข่ายสันติประชาธรรม ซึ่งเคลื่อนไหวคู่ขนานกับกลุ่ม 29 มกราฯ ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลคืนสิทธิและเสรีภาพให้แก่นักโทษการเมือง

แถลงการณ์ระบุว่า นับเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน ตั้งแต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง จนนำไปสู่การเสียชีวิตและบาดเจ็บของประชาชนจำนวน มาก และนับตั้งแต่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นบริหารประเทศ กระบวนการเยียวยาให้แก่ครอบ ครัวของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในรูปของเงินชด เชย รวมทั้งการดำเนินคดีอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้องได้ เริ่มไปบ้างแล้ว แต่ปรากฏว่าผู้ชุมนุมที่ถูกดำเนินคดี อย่างไม่เป็นธรรมจำนวนมากกลับไม่ได้รับการเหลียว แลใดๆจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยอย่างจริงจังเลย

ที่สำคัญประชาชนที่ถูกจับกุมคุมขังหลังเหตุ การณ์เมษายน-พฤษภาคม 2553 ถูกเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจเกินขอบเขตเข้าจับกุมและคุมขังตามอำเภอใจ ตั้งข้อหาร้ายแรงเกินจริง เป็นการจับกุมแบบเหวี่ยง แห ขาดหลักฐาน หลายกรณีมีเพียงภาพถ่ายผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นหลักฐานเท่านั้น ทั้งมีการซ้อมและทรมานผู้ต้องขัง และหลายรายเป็นเยาวชน

นอกจากนี้ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐ ธรรมนูญ มีการใช้ข้อหาก่อการร้ายต่อผู้ต้องขัง 44 รายในลักษณะครอบจักรวาล โดยไม่มีนิยามและขอบเขตของคำว่าก่อการร้ายที่ชัดเจน ผู้ชุมนุมจำนวนมากถูกคุมขังเกินกว่าคำพิพากษาจำนวนมากถูกขังฟรีเป็นเวลาปีกว่า หลังจากศาลเห็นว่าหลักฐานไม่เพียงพอและพิพากษายกฟ้อง

ร่างนิติราษฎร์-นปช.-คอ.นธ.

นอกจากร่างนิรโทษกรรมของกลุ่มนิติราษฎร์ที่เสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และจัดตั้งคณะกรรมการขจัดความขัดแย้งเป็นองค์กรทางรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยกรณีการกระทำความผิดอันผู้กระทำได้กระทำไปโดยมีมูลเหตุจูงใจทาง การเมืองแล้ว กลุ่ม นปช. ยังเสนอ พ.ร.ก.นิรโทษกรรม และข้อเสนอของนายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ) ที่เสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมทางการเมืองระหว่างวันที่ 19 กันยายน 2549-30 พฤษภาคม 2554

โดยข้อเสนอของนายอุกฤษระบุว่า การนิรโทษกรรมต้องไม่รวมถึงผู้มีอำนาจในการตัดสินใจหรือสั่งการให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง และไม่รวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจตามกฎหมายในการรักษาความสงบหรือยุติเหตุการณ์ ช่วงระหว่างวันที่ 19 กันยายน 2549-30 พฤษภาคม 2554 ซึ่งนายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 ได้แถลงการณ์สนับสนุนข้อเสนอของนายอุกฤษ เพราะเห็นว่ามีความชัดเจนและสามารถปฏิบัติได้มากกว่าร่างของทุกฉบับ ทั้งเรียกร้องคู่กรณีให้ใช้ความเจ็บปวดในอดีตมาเป็นบทเรียนเพื่อฝ่าข้ามวิกฤต ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการนำเสนอกฎหมายที่เป็นที่ยอมรับแก่ทุกฝ่าย และสามารถนำไปดำเนินการโดยเร็วที่สุด ทั้งรัฐบาล เจ้าหน้าที่ ผู้นำเหล่าทัพ และแกนนำทุกฝ่ายไม่ตั้งข้อรังเกียจการนิรโทษกรรมประชาชน

ไม่ผิดต้องเยียวยาและชดใช้

นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของนายอุกฤษที่ให้ ส.ส. และ ส.ว. ดำเนินการว่าเป็นหลักการที่มาถูกทางแล้ว คลายความขัดแย้งในสังคมได้ เพราะนิรโทษกรรมเฉพาะบุคคลที่ไปร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายห้ามชุมนุม การต่อสู้ขัดขืน การทำร้ายร่างกายหรือทรัพย์สินผู้อื่น แต่ไม่รวมนักการเมือง แกนนำ หรือผู้มีบทบาทนำคนออกมาชุมนุม คล้ายกับ พ.ร.ก.นิรโทษกรรมของ นปช. เพราะเหตุการณ์การชุมนุมผ่านมานาน แล้ว ผู้ชุมนุมที่ได้รับเคราะห์กรรม ความไม่เป็นธรรมยังมีอยู่เยอะ คนที่รอการเยียวยายังมีอยู่ จึงถึงเวลาที่จะนำเรื่องนี้มาคุยกัน ไม่เหมือนการเสนอ ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองที่เกิดความตึงเครียด เพราะจะนิรโทษกรรมแบบยกเข่ง ซึ่งตนไม่เห็นด้วย

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม ไม่ว่าข้อเสนอของ นปช. หรือกลุ่มนิติราษฎร์ เพราะประชาชนที่ติดคุกนานเป็นปี เท่ากับว่าชีวิตถูกทำลาย ไม่สามารถ ทำมาหากินได้ ครอบครัวอาจแตกแยก หากศาลตัดสินว่าจำเลยไม่มีความผิดก็ต้องให้ได้รับสิทธิเยียวยาจากสิ่งที่สูญเสียไป

แต่ พล.อ.เอกชัยได้ตั้งข้อสังเกตข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ที่ให้ตั้งคณะกรรมการขจัดความขัดแย้งเป็นองค์กรทางรัฐธรรมนูญจำนวน 5 คนว่าจะเชื่อถือได้อย่างไร หากการทำงานไม่ต่างจากองค์กรอิสระจะทำอย่างไร การเสนอกฎ หมายนิรโทษกรรมในช่วงเวลานี้นับว่าเหมาะสม แต่เหมาะสมเพียงแค่เหตุการณ์เฉพาะหน้าที่บรรเทาความขัดแย้งในระยะสั้น เพราะภาพใหญ่อย่าง พ.ร.บ.ปรองดองที่จะแก้ไขความขัดแย้งในระยะยาวยังค้างอยู่ในสภา รัฐบาลซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญที่ต้องผลักดันกลับไม่กล้าเดินหน้า เนื่องจากเกรงว่าจะถูกล้มเหมือนการโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วาระ 3 และการทำประชามติ รัฐบาลก็ไม่กล้าเดินหน้า หากเป็นเช่นนี้ต่อไปโอกาสที่จะจบความขัดแย้งอย่างราบรื่นคงยาก ถ้าทั้ง 2 ฝ่ายยังหาทางบรรจบกันไม่ได้

เพราะหลักเกณฑ์การสร้างความปรองดองคือต้องค้นหาความจริง อย่างที่กระบวนการยุติธรรม กำลังเดินหน้าเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด และต้อง เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางการเมืองที่เกิดขึ้น

วิวาทะ โอ๊ค-มาร์ค

แม้การนิรโทษกรรมจะได้รับการตอบรับจากหลายฝ่าย แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ อย่างนายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ยอมรับได้หากเป็นการนิรโทษกรรมเฉพาะผู้ชุมนุมที่ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แม้จะยังอ้างว่าต้องดูรายละเอียดในร่าง พ.ร.บ. ก่อนว่ามีอะไรซ่อนเร้นหรือไม่ เพราะหากมีอะไรซ่อนเร้นก็พอเดาออกได้ รวมทั้งต้องดูว่าคำจำกัดความและความหมายเรื่องผู้สั่งการมีแค่ไหน

แต่ยังไม่น่าสนใจเท่ากับการที่นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โพสต์เฟซบุ๊คภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณและน้องสาวที่กำลังเดินเล่นในห้างดูไบ พร้อมระบุว่า ครอบ ครัวถูกกลั่นแกล้งจนไม่ได้เจอกันพร้อมหน้า และเริ่มชินที่ไม่ได้กลับเมืองไทยแล้ว แต่ยังเป็นห่วงประชาชนที่ถูกดำเนินคดีทางการเมือง จึงรับคำท้าของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยระบุว่าให้อภัยโทษนักโทษการเมืองทุกคน ยกเว้น พ.ต.ท.ทักษิณ นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ว่านายอภิสิทธิ์จะทำจริงหรือไม่

หรือเป็นเพียงลมปากเกรียนๆ เท่ๆ ถ้าพูดจริง-ทำจริง ยืนยันมาเลยครับ เปิดประชุมสภาสมัยนี้จะได้เห็นทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลร่วมกันบำบัดทุกข์-บำรุงสุขแบบไร้รอยต่อให้กับพี่น้องประชาชนเสียที

ทักษิณโดนโทษจำคุก 2 ปี โทษฐานที่เมียไปซื้อที่ดิน กับอภิสิทธิ์-สุเทพสลายการชุมนุม มีคนตายเกือบร้อย จะโดนโทษอะไรยังลุ้นกันอยู่ สมน้ำสมเนื้อกันดี ดีลนี้ตกลงเลยครับ

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวสนับสนุนแนวคิดของนายพานทองแท้ว่าเป็นเจตนาที่ดีในการแสดงความจริงใจที่คิดว่าการนิรโทษกรรมผู้มาร่วมชุมนุมทางการเมืองไม่ควรถูกจำคุก โดยเชื่อว่านายพาน ทองแท้คงมั่นใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณพร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์จากคดีที่ดินรัชดาฯอยู่แล้ว เมื่อเทียบข้อกล่าวหาของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพต่างกันราวฟ้ากับเหว จึงหวังว่าพรรคประชาธิ ปัตย์จะรับคำท้าด้วยดี

ส่วนนายอภิสิทธิ์ได้กล่าวถึงคำท้าของนายพานทองแท้ว่า ตนรอฟังคำตอบจากปาก พ.ต.ท. ทักษิณเช่นกันว่าจะไม่นิรโทษกรรมตัวเองและเดินทางกลับประเทศไทยมาสู้คดี ส่วนที่ คอ.นธ. มีข้อเสนอให้นิรโทษกรรมก็ไม่ขัดข้อง และเห็นด้วยกับแนวทางนิรโทษกรรมผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยไม่พ่วงคดีอาญาและคดีการทุจริตเข้ามาด้วย โดยเฉพาะกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ

ไม่ควรเอากลุ่มคนเสื้อแดงมาเป็นตัวประ กัน เพื่อที่จะนิรโทษกรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และหากรัฐบาลจะเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมตามแนวคิดดังกล่าวก็สามารถมาคุยกับฝ่ายค้านได้ เราพร้อมให้การสนับสนุน โดยต้องคุยกันในจุดที่เห็นตรงกัน แต่แนวทางการปรองดองที่ไม่สามารถเดินหน้าได้เพราะติดขัดอยู่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณนายอภิสิทธิ์กล่าว

คืนความยุติธรรมแก่ประชาชน

การเคลื่อนไหวให้นิรโทษกรรมนักโทษทาง การเมืองจึงมีความเป็นไปได้สูง ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะมีความจริงใจหรือไม่ก็ตาม แต่นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าประชาชนที่ต้องตกเป็นเหยื่อทางการเมืองส่วนหนึ่งเพราะรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ การนิรโทษกรรมจึงอาจทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้ความเห็นใจจากคนเสื้อแดงก็ได้ รวมถึงคนเสื้อเหลืองที่มีคดีจ่อคอหอยอยู่

การนิรโทษกรรมครั้งนี้บางฝ่ายอยากให้รวมไปถึงนักโทษและผู้ถูกกล่าวหาคดีมาตรา 112 ด้วย โดยเฉพาะกรณีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่ถูกตัดสินจำคุก 11 ปีนั้น ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศอย่างมาก เพราะองค์กรระ หว่างประเทศและสหภาพยุโรปเห็นว่าเป็นการบ่อน ทำลายอย่างร้ายแรงต่อสิทธิมนุษยชน เป็นการถอยหลังอย่างร้ายแรงในเรื่องเสรีภาพการแสดง ออก และเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย

และก่อนมีคำพิพากษาคดีนายสมยศเมื่อวันที่ 23 มกราคม องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศได้ส่งข้อความถึงสมาชิกทั่วโลกเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2556 แสดงความกังวลถึงการพิจารณาคดีของนายสมยศ และได้ขอความร่วมมือจากสมาชิกให้ร่วมกันส่งจดหมายร้องเรียนถึงรัฐบาลไทยผ่านทางนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รวมถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้ยกเลิกข้อกล่าวหาและปล่อยตัวนายสมยศโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข เพราะถือว่านายสมยศเป็น นักโทษทางความคิด” (prisoner of conscience) ที่ถูกควบคุมตัวเพราะใช้เสรีภาพในการแสดงออกโดยสงบ

การเคลื่อนไหวเพื่อให้นิรโทษกรรมนักโทษทางการเมือง ไม่ว่ารัฐบาล พรรคเพื่อไทย และพรรค การเมืองต่างๆต้องไม่ละเลยนักโทษทางความคิด ซึ่งส่วนใหญ่ถูกกล่าวหาในมาตรา 112 ที่ทุกฝ่ายทราบดีว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง

แม้การนิรโทษกรรมจะไม่ทำให้เกิดความปรองดองในทันที แต่ อย่างน้อยก็ลดความ ขัดแย้งที่ฝังลึกได้ระดับหนึ่ง เพราะได้คืนความยุติธรรม ให้กับประชาชนผู้บริสุทธิ์

"คำ ผกา" เขียนถึงกรณีสมยศและนักโทษการเมือง "ขอโทษนะ-ประชาชนเขาไม่ยอมอีกต่อไปแล้ว"

ที่มา บทความ "ขอโทษนะ" มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 1-7 กุมภาพันธ์ 2555



เปรยกับเพื่อนหลายคนว่า "ไปไม่เป็นแล้ว" สำหรับการเฝ้ากระตุกให้สังคมไทยตระหนักถึงปัญหาสำคัญของประเทศไทยนั่นคือ ภาวะที่ เรากำลังเดินออกห่างจากหลักการประชาธิปไตยสากลจนกลายเป็นความแปลกหน้าต่อกันอย่างสิ้นเชิง

หลายๆ คนบอกว่า เมืองไทยมีปัญหาไม่มีพื้นที่สำหรับคน "คิดต่าง"-เรื่อง "คิดต่าง" ตามหลักสากลที่สังคมพึงมีขันติธรรมต่อคนคิดต่างนั้น ออกจะกลับตาลปัตรกับสังคมไทยอยู่มาก

เช่น สังคมที่ยึดถือคุณค่าของประชาธิปไตย ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าคนรักประชาธิปไตยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศพึงมีขันติธรรมต่อคนที่ไม่เชื่อในประชาธิปไตย อาจจะเชื่อในสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เชื่อในเผด็จการ เชื่อในแนวคิดของการปฏิเสธอาจรัฐโดยสิ้นเชิง

หรือสังคมที่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก การเคารพคนคิดต่าง อาจหมายถึงการเคารพคนที่นับถือศาสนาอื่นๆ ที่ไม่ใช่คาทอลิก หรือเคารพคนที่ไม่นับถือศาสนา



สำหรับฉันนี่คือหลักการของการมีขันติธรรมต่อคนที่คิดต่าง

แต่ในสังคมไทยกลับตาลปัตร เพราะคน "คิดต่าง" ในสังคมไทยนั้นมักเป็นคนที่มีความคิดเหมือนคนในนานาอารยประเทศ อันไม่จำเป็นต้องมี "ขันติ" ให้เป็นพิเศษ เพราะเป็นความคิดที่ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ในบริบทของสังคมไทยคนที่ถูกเรียกร้องให้ได้รับความเป็นธรรมและขันติธรรมจากสังคมคือ คนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ เช่น การบอกว่า "คุณสมยศไม่ได้ทำอะไรผิด เขาแค่คิดต่าง"

หากการต่อสู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพในสังคมไทยกลายเป็นความ "คิดต่าง" นั่นแสดงว่าเราได้ยอมรับโดยดุษฎีว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ปฏิเสธคุณค่าประชาธิปไตย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เป็นสากล เท่ากับเราได้ยอมรับไปโดยไม่รู้ตัวว่าสังคมของเราเป็นสังคมอนารยะ ป่าเถื่อน เพราะมีแต่สังคมที่ป่าเถื่อนเท่านั้นที่เห็นว่าต้องมีขันติธรรมให้กับความ "อารยะ" และมีแต่สังคมเผด็จการเท่านั้นที่เห็นว่าต้องมีขันติธรรมต่อความเชื่อเรื่องประชาธิปไตย

(ซึ่งย้อนแย้งอย่างมาก เพราะมีแต่หลักการของประชาธิปไตยเท่านั้นที่มีหลักประกันความปลอดภัยให้กับคนที่คิดต่าง แต่ในสังคมที่ไม่เป้นประชาธิปไตยย่อมไม่มีการให้คุณค่าเรื่องขันติธรรมต่อความคิดต่างโดยปริยาย เมื่อเป็นดังนี้คุณสมยศและคนอื่นๆ ที่คิดเหมือนคุณสมยศจึงติดคุก)

ในกรณีของ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ซึ่งองค์กรระหว่างประเทศที่กังวลเรื่องสิทธิมนุษยชนล้วนแต่เต้นเร่าและตบอกผาง แสดงความกังวลอย่างลึกซึ้งต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมืองไทย แต่คนไทยกลับไม่กังวลต่อเรื่องนี้เท่ากับนโยบายรถคันแรกทำให้รถติดวายป่วงหรือการจำนำข้าวจะให้มีเมล็ดข้าวท่วมทับหัวคนไทยจนมิดหัวมิดหู มีข้าวชื้น ขึ้นรา น่าละอาย ขายไม่ออก

จากวันนั้นถึงวันนี้ดูเหมือนประชาชนผู้ตื่นรู้ทางการเมืองเหล่านี้จะลืมไปแล้วว่าจำนำข้าวคืออะไร? และไม่ได้สนใจอีกต่อไปแล้วว่าข้าวในสต็อกของรัฐบาลจะขายออกหรือไม่ เพราะติดนิสัยเป้นกระต่ายตื่นตูมดราม่าป้อน feed ในเฟซบุ๊กกันไปเป็นวันๆ

มันน่าตระหนกมากสำหรับสังคมที่อวดอ้างความเป็นเมืองที่เคร่งครัดต่อศรัทธาทางศาสนา สังคมที่มักการโอ่อวดความศรัทธาความดี จริยธรรม ศีลธรรม สังคมที่หนังสือเบสต์เซลเลอร์ของทุกสำหนักพิมพ์คือหนังสือธรรมะ และหนังสือที่มุ่งชำระความผุดผ่องทางจิตวิญญาณ สังคมที่สัดส่วนของทรัพยากรจำนวนมหาศาลถูกนำไปใช้ในการสร้างสถานปฏิบัติธรรม รูปปั้น รูปเคารพบูชา อาราม ไม่รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการบุญบูชาที่มีอย่างหลากหลาย และมีพลังในการสร้างสรรค์กิจกรรมรูปแบบใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

สังคมเดียวกันนี้เอง ที่เพิกเฉยต่อความไม่เป็นธรรมที่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันต้องเผชิญ และมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่เพียงแต่เพิกเฉยแต่ผสมโรงสมน้ำหน้า บ้างถึงขั้นสาปแช่งให้ไปตาย



ไม่แต่กรณีสมยศ หลังการสลายการชุมนุม มีคนถูกจับเข้าคุกเพราะการกระทำอันมีมูลเหตุมาจากแรงจูงใจทางการเมืองจำนวนมาก และในจำนวนมากของจำนวนมากนั้นมิได้กระทำความผิดร้ายแรงอย่างที่ถูกกล่าวหา บ้างเป็นแค่ไทยมุง บ้างถูกหิ้วไปซ้อม บังคับให้รับสารภาพในชั้นพนักงานสอบสวน

จำนวนมากเป็นคนชายขอบของชายขอบซึ่งไม่อาจมีต้นทุนทางสังคมใดๆ มาปกป้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง เช่น เป็นคนจน เป็นโนบอดี้ไม่มีใครรู้จัก เป็นแค่คนหาเช้ากินค่ำ บ้างเป็นคนพิการแต่ถูกจับยัดอาวุธกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย

แน่นอนนี่คือกลไกการหาแพะมาสังเวยความสาแก่ใจของสังคมที่ลุซึ่งอำนาจ ลุ่มหลงในตนเอง โลกแคบ และขาดการศึกษา

เรื่องราวที่แสนสะเทือนใจและสะเทือนโครงสร้างทางสังคม (หากตั้งเป้าเอาไว้ว่าอยากสร้างสังคมที่เป็นธรรม อยากลดความเหลื่อมล้ำทางอำนาจอย่างที่พวกคนดีกินภาษีบาปมักสำรอกออกมาเป็นนิตย์) เหล่านี้กลับไม่เคยมีพื้นที่สำหรับ "ส่งเสียง" ของพวกเขาออกมาในสื่อไม่ว่าจะเป็นสื่อเสรี สื่อฟรี สื่อสาธารณะ ที่สำรอกคำว่าศีลธรรม ความดีงาม พลังของคนเล็กๆ ออกมาวันละห้าเวลาหลังอาหาร หลังตื่นนอน และก่อนนอน

ราษฎรอาวุโส, พระนักกิจกรรมเพื่อสังคม, นักรณรงค์ต่อสู้เพื่อสิทธิของสื่อ, นักสิทธิมนุษยชน และผู้รักความเป็นธรรม เกลียดนักการเมือง เพรียกหาพลังภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ทั้งหลาย-กี่ปีแล้วที่พวกท่านนั่งเป็นพระอิฐพระปูน เป็น "ทอง" ไม่รู้ร้อน ต่อความฉ้อฉลในโครงสร้างทางการเมืองและความยุติธรรมที่เกิดขึ้นซึ่งๆ หน้า

และเรียกประชาชนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างจากคุณว่าพวกเผาบ้านเผาเมือง เป็นขี้ข้าทักษิณและ "ไม่ดี" พอที่จะเป็น "ภาคประชาชน"

ทุกวันนี้ "ประชาชน" กลุ่มหนึ่งต้องติดคุก และถูกปฏิเสธสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึงมีนั่นคือสิทธิในการประกันตัว-คนเหล่านี้ถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เท่าที่ได้ยินจากพวกท่านคือ "ความเงียบ"

เงียบราวกับว่าเราอยู่คนละโลกและคนเหล่านี้มิได้อยู่ในข่ายของความยุติธรรมที่มนุษย์ทั่วไปพึงได้รับ

เหตุผลง่ายๆ ที่ไม่มีใครยอมรับอย่างกล้าหาญคือเพียงเพราะเขามีจุดยืนทางการเมืองต่างกับพวกท่าน ท่านก็ไม่เห็นเขาเป็นคน ไม่มีพวกเขาอยู่ในสายตา ไม่มีค่าพอที่ท่านจะออกมาปกป้องแม้ว่าการปกป้องพวกเขาจะเท่ากับการปกป้องและยืนยันในหลักการของความเป็นธรรมที่พวกท่านเพรียกหา หรือแม้แต่หน้าด้านสถาปนาตัวเองเป็นตัวแทนแห่งความเป็น "ธรรม"

ถ้าคนเหล่านี้ยังมีความละอายอยู่บ้าง น่าจะซื่อสัตย์กับตัวเองพอที่จะไม่เรียกตัวเองว่านักสิทธิมนุษยชน หรือกรรมการสิทธิมนุษยชน

แต่เรียกตนเองให้ถูกต้องตามความเป็นจริงว่า "คณะกรรมการทำลายสิทธิมนุษยชนให้สิ้นซากเพื่อต่อต้านความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตยและสกัดกั้นความเข้มแข็งของประชาชนในทุกวิถีทาง" หรือ "คณะกรรมการส่งเสริมเผด็จการแห่งชาติ" 



สื่อที่อ้างตัวเป็นสื่อสาธารณะน่าจะประกาศตัวชัดเจนไปเลยว่าเป็นสื่อที่รังเกียจประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง ปรารถนาประเทศที่ปกครองโดยเอ็นจีโออาวุโสเพราะเชื่อมั่นในคุณธรรมความดีของคนที่ทำมาหากินจากอาชีพ "ช่วยชาวบ้าน"

เราอาจเรียกการปกครองระบอบนี้ว่า เอ็นจีโอธิปไตย ก็ไม่เห็นแปลกอะไรหากชอบในหลักคิดและวิธีการทำงานของพวกเขาอย่างแท้จริง ส่วนจะปกครองประชาชนได้อย่างไรก็ต้องหาวิธีจัดการล้างสมองประชาชนให้เชื่องกันเอง-และอาจจะยากนิดหน่อย เพราะที่เห็นทุกวันนี้ก็พยายามทำอยู่ไม่สำเร็จ

มันเป็นตลกร้ายสำหรับการเมืองไทยที่ถูกคนกลุ่มหนึ่งตั้งค่ามาตรฐานของวัฒนธรรมการเมืองเอาไว้ว่า การเลือกตั้งคือความฉ้อฉล นักการเมืองคือตัวแทนความสามานย์ ประชาธิปไตยเสียงข้างมากต้องมีการถ่วงดุลจาก ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ทรงคุณธรรม ผู้ทรงไว้ซึ่งศีลธรรม ผู้เป็นปราชญ์

จนในที่สุดมาลงเอยที่ นักการเมืองถูกควบคุม ตรวจสอบ วิพากษ์ วิจารณ์ แต่ไม่มีใครตรวจสอบ ควบคุม วิพากษ์วิจารณ์ คนดี มีคุณธรรม หรือผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายราวกับว่า หากใครได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ หรือเป็นตัวแทนศีลธรรมอันดีก็จะอยู่ในสถานะที่ไม่พึงถูกตั้งคำถามอีกต่อไป

คนที่ไปตั้งคำถามต่อพฤติกรรม และอุดมการณ์ของผู้ทรงคุณวุฒิ คุณธรรมเหล่านั้นต่างหากที่ชั่วช้า บังอาจ กำเริบ เหิมเกริม ถือดี

แต่บรรดาผู้ทรงคุณวุฒิ คุณธรรมที่อยู่เหนือการวิพากษ์ วิจารณ์ อันมีอยู่ดาษดื่นหลาย้อยหลายพันคนในประเทศไทยกลับสามารถนั่งดูเพื่อนร่วมชาติถูกสังหารหมู่จากอาวุธสงครามของกองทัพอย่างไม่สะทกสะท้าน

ใครก็ตามที่อ่านมาถึงตรงนี้ช่วยเอ่ยชื่อ "คนดี" ออกมาสักคนว่ามี "คนดี" คนไหนบ้างที่ออกมาประกาศกร้าวว่า ไม่ว่าจะในเงื่อนไขไหน รัฐบาลก็ไม่มีสิทธิเคลื่อนอาวุธสงครามออกมาฆ่าประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐ

แต่ก็เปล่า ทั้งนี้เพราะเปิดหน้ากากสังคมไทยออกมาจริงๆ เราจะพบว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่รังเกียจประชาธิปไตยอย่างถึงรากถึงโคน

ชนชั้นไทยไม่เคยปรารถนาจะเห็นอำนาจการเมืองอยู่ในมือของประชาชน

พวกเขาอุตส่าห์คิดหาคำศัพท์ขึ้นมามากมายเพื่อกลบเกลื่อนความรังเกียจประชาธิปไตยของพวกเขาไม่ว่าจะเป็น ธรรมาธิปไตย, ระบอบการคานอำนาจนักการเมืองด้วยสภาประชาชนที่คัดสรรมาจากผู้ทรงคุณวุฒิ คุณธรรม, อำนาจขององค์กรกลาง, องค์กรอิสระ, ปราชญ์ชาวบ้านในฐานะผู้นำตามธรรมชาติ

แต่เบื้องหลังแนวคิดเหล่านี้ทั้งหมดเป็นไปเพื่อดิสเครดิตการเมืองจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น



เพราะฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เสียงจากการเลือกตั้งของประชาชนเข้มแข็ง และหากจะมีการกวาดล้าง ฆ่า หรือจับใครเข้าคุกกันบ้าง "คนดี" เหล่านี้จึงพร้อมใจกันไปเป่าสาก บ้างไปเลี้ยงหลาน บ้างทำเบลอใส่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เผลอๆ ก็โผล่บทความสำแดงความดีด้วยการเขียนเรื่อง "การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม" ออกมาตามหน้าหนังสือพิมพ์ เพื่อรักษาภาพพจน์คนดีรักความเป็นธรรม

ปัญหาการละเมิดสิทธิ เสรีภาพในสังคมไทยตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องของการไม่มีขันติธรรมต่อคนคิดต่าง

แต่เป็นสงครามระหว่างกลุ่มคนที่ต้องการเคลื่อนประเทศไปสู่ความเป็นสมัยใหม่กลับกลุ่มคนที่อยากผูกขาดความเป็นสมัยใหม่ไว้ที่ชนชั้นตนเองเท่านั้น

และอยากเก็บชาวบ้านไว้กับความป่าเถื่อนเพื่อกดขี่บีฑาอย่างที่สุดและนับวันจะเลือดเย็นมากขึ้นทุกที

ขอโทษนะ-ประชาชนเขาไม่ยอมอีกต่อไปแล้ว


ร่วมคลิกไลค์เป็นแฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ที่ www.facebook.com/matichonweekly

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บันทึกลับปลายรัชกาล (3)


ตอน เริ่มรัชกาลปรัตยุบัน
จากพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 (ต่อจากฉบับที่แล้ว)
โดยกองบรรณาธิการ จาก RED POWER ฉบับที่ 33 เดือนกุมภาพันธ์ 2556




                   ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าหลวงได้เสด็จสวรรคตแล้ว การประกอบพระราชพิธีส่งสวรรคาลัยก็มีรายละเอียดเป็นอย่างมากที่สามัญชนคนในยุคปัจจุบันนี้ไม่มีโอกาสจะได้รับทราบถึงความไม่สบายพระทัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา เริ่มตั้งแต่ทรงทอดพระเนตรเห็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมต่อพระบรมศพของพวกข้าราชบริพารชั้นในตลอดถึงการประกอบพระราชพิธีและการถวายงานของข้าราชสำนักต่อพระองค์ที่ทรงขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ ดูยังไม่เป็นที่เรียบร้อยโดยเฉพาะแม้แต่การจะใช้คำว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับพระองค์ที่ขึ้นครองราชย์แล้วก็ยังเป็นปัญหาถึงขนาดพระองค์ทรงพระนิพนธ์ไว้ในหัวข้อว่า ความรำคาญต่างๆในวันแรกและ เรื่องเรียกตำแหน่งของฉัน และพระนิพนธ์บางตอนก็ได้แสดงออกถึงพระพิโรธของพระองค์ต่อพวกข้าราชสำนักชั้นในโดยเฉพาะการที่ข้าราชบริพารผู้หญิงที่ตั้งหน้าตั้งตาแข่งขันกันร้องไห้ว่าใครจะร้องไห้ได้ดังกว่ากัน รวมทั้งการแย่งกันเข้าไปปลุกปล้ำพระบรมศพจนพระองค์ทรงตำหนิด้วยถ้อยคำที่รุนแรงว่า ตอแหล

                   ด้วยกองบรรณาธิการเห็นว่าเหตุการณ์ในช่วงระหว่างปลายรัชกาลที่ 5 กับต้นรัชกาลที่ 6 เป็นเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง จึงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่ายิ่งที่พสกนิกรไทยผู้จงรักภักดีทั้งหลายควรจะได้เรียนรู้และสืบทอดวัฒนธรรมความจงรักภักดีสืบต่อไปให้นานแสนนาน แต่เนื่องจากพระองค์ท่านได้ทรงนิพนธ์ไว้มีความยาวหลายตอนมากซึ่งพื้นที่หน้ากระดาษไม่อาจจะจัดพิมพ์ได้ทั้งหมด จึงเลือกบางตอนที่สำคัญที่จะให้ความรู้แก่พสกนิกรอันมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และอีกทั้งเพื่อให้หลักฐานทางประวัติศาสตร์นี้ทรงคุณค่ามิเสื่อมคลายด้วยกาลเวลา ดังนั้นบทนิพนธ์ที่นำมาเสนอต่อท่านผู้อ่านนี้จะไม่แก้ไขใดๆเลยแม้แต่ตัวสะกด การันต์ ต่างๆที่พระองค์ทรงนิพนธ์ไว้ กองบรรณาธิการก็จัดพิมพ์ให้เหมือนเดิมทุกประการ แม้การสะกดตัวอักษรในปัจจุบันจะได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้วก็ตาม ดังเช่นในตอนที่นำเสนอนี้คือตอน เริ่มรัชกาลปัจจุบันแต่พระนิพนธ์ต้นฉบับบันทึกเป็นตัวสะกดว่า เริ่มรัชกาลปรัตยุบัน เป็นต้น ดังมีเนื้อความรายละเอียดดังต่อไปนี้
ความรำคาญต่างๆในวันแรก

          ในวันแรกแห่งรัชกาลของฉันนั้น เห็นจะไม่จำเปนที่จะต้องบอกกว่าฉันมิได้เปนสุขเลยซึ่งไม่อัศจรรย์, เพราะฉันต้องเสียทั้งพ่อทั้งเจ้านายที่รัก.ในวันนั้นฉันได้เปนพระราชาขึ้นก็จริง แต่สำหรับส่วนตัวกลับต้องมีคนรับใช้น้อยลงไปกว่าเมื่อเปนยุพราช. ในเมื่อฉันออกจากวังสราญรมย์เมื่อเวลาเช้าวันที่ ๒๒ ตุลาคม เข้าไปในวังสวนดุสิตนั้น มีคนใช้ตามหลังเข้าไปแต่หม่อมหลวงเฟื้อคนเดียวเท่านั้น, ฉนั้นเมื่อขึ้นไปนอนในเวลาดึกก็ไม่มีใครขึ้นไปรับใช้นอกจากหม่อมหลวงเฟื้อ, เพราะคนใช้อื่นๆ ติดล้อมวงเข้าไปในวังสวนดุสิตไม่ได้จนเช้าวันที่ ๒๓. แต่ฉันได้อาศัยหลวงศักดิ์นายเวร (หม่อมราชวงศ์ลพ อรุณวงศ์ ณ กรุงเทพ ซึ่งต่อมาในรัชกาลนี้ได้เปนพระยาไพชยนต์เทพ) เปนกำลังช่วยวิ่งเต้นรับใช้, จึ่งไม่ใคร่ต้องเดือดร้อนปานใดนัก. ที่สุดกางเกงที่จะผลัดนุ่งนอนก็ไม่มี, ต้องให้หลวงศักดิ์ขึ้นไปเอาพระสนับเพลาของทูลกระหม่อมมาองค์ ๑. ข้อที่ว่าขึ้นไปนอนนั้นก็สักแต่ว่านอน, เพราะหาใคร่จะได้หลับไม่. นอกจากความเศร้าโศก ฉันไม่วายโกรธในเรื่องที่พวกผู้หญิงเข้ารุมปล้ำพระบรมศพ ดังที่ได้เล่ามาแล้ว ในตอนดึกน้องหญิง (สมเด็จเจ้าฟ้าวิไลยอลงกรณ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร) ได้ออกไปพบกับฉันที่ห้องอาวุธ เล่าให้ฟังว่าตัวของเธอก็มีความเดือดร้อนรำคาญแสนสาหัส, จนเธอเองร้องไห้ไม่ออกเพราะความโกรธ. ใครๆ ก็มัวแต่แข่งกันว่าใครร้องไห้ได้ดังกว่ากัน, ใครจะเข้าปล้ำปลุกพระบรมศพได้มากกว่ากัน, ปล้ำกันไปปล้ำกันมาจนพระบังคนเบาที่คั่งอยู่นั้นไหลออกมาได้, ฉันได้สั่งน้องหญิงให้ช่วยดูแลบังคับบัญชาการงานต่างๆ ในพระนามของเสด็จแม่, เพราะจะทิ้งให้งานยุ่งไปหมดนั้นไม่ได้. ยังมีความรำคาญอีกข้อ ๑ ซึ่งฉันต้องรับในเวลาดึกนั้น, คือเมื่อฉันขึ้นไปห้องดุริยางค์ได้พบพวกผู้หญิงบางคนมีหน้าคอยดักเฝ้าฉันอยู่ถึงแก่เข้าไปซ่อนอยู่ในห้องน้ำก็มี, อัปรีย์เหลือทน ฉันต้องสั่งหลวงศักดิ์ให้ไล่ไปหมด, และให้คาดโทษว่าถ้าใครมาเพ่นพ่านอีกฉันจะจับเฆี่ยน

สรงพระบรมศพ
          วันที่ ๒๓ ตุลาคม ในตอนเช้าข้างในสรงพระบรมศพตามประเพณี, ส่วนการข้างหน้าสรงนั้น ได้กำหนดเวลาไว้ว่าบ่าย ๒ นาฬิกา, แต่การตระเตรียมต่างๆ ไม่พร้อมได้ทัน จึ่งต้องเลื่อนกำหนดออกมาเปน ๔ นาฬิกา, และกว่าจะได้ลงมือสรงจริงๆ ก็ ๔ นาฬิกาเศษ การสรงได้กระทำในห้องที่พระบรรทมชั้นสาม, ใช้พระแท่นอย่างไทยที่ได้เชิญออกมาจากในพระบรมมหาราชวัง. สังเกตดูเมื่อฉันเข้าไปถวายน้ำสรงนั้น ดูเหมือนหนึ่งบรรทมหลับสนิท, พระพักตร์ยิ้ม, ไม่ปรากฏว่าได้ทรงมีทุกขเวทนาอย่างหนึ่งอย่างใดเลย. ผู้ที่ได้เข้าไปถวายน้ำสรงนั้นทุกคนไม่สามารถจะอดกลั้นน้ำตาไว้ได้เลย, แต่ก็มิได้มีผู้ใดออกท่าแปลกนอกจาก.............. ท่านองค์นี้อย่างไรๆ ก็อดเล่นลครไม่ได้. เมื่อขณะที่ไปยืนคอยจะเข้าไปสรงนั้นก็หน้าตาเฉยๆ อยู่ แต่พอถึงเวลาที่ต้องเข้าไปจึ่งได้เบ้หน้าและอ้าปากร้องไห้เสียงดัง อ้าแหะๆ แหะๆเหมือนตลกมันแกล้งทำร้องไห้เวลาเล่นลครฉนั้น. ฉันให้นึกมันใส้เสียนี่กระไรเมื่อเห็นเจ้าองค์นั้นเข้าไปเล่นลครอยู่ ในขณะที่ควรแสดงแต่ความเศร้าโศกอย่างมีสัมมาคารวะ. คนชนิด............มักจะเข้าใจเสียว่าตนสามารถลวงโลกได้ด้วยความประพฤติภายนอก, ฉนั้นถ้าแม้ทุกข์โศกอยู่แต่ในใจไหนใครจะรู้ได้, จึ่งต้องโฆษณาความโศกโดยร้องไห้ดังๆ แต่เพราะมันเปนความไม่จริงใจ, ฉนั้นเสียงร้องไห้ที่เปล่งออกมาจึ่งมิได้ทำให้ผู้ฟังนึกเชื่อว่าความโศกนั้นเปนของจริงใจ,...........นี้ฉันได้สังเกตเห็นได้ชัดว่ามีลักษณะเหมือนผู้หญิงแก่มากกว่าผู้ชาย เมื่อหนุ่มชรอยจะเหมือนผู้หญิงสาวกระมัง? แต่จะ สาวหรือ แก่ก็ตาม,ลักษณะที่ชนสามัญเรียกว่า ตอแหลนั้นคงมีประจำเปนเจ้าเรือนอยู่ตลอดทุกเวลา
เชิญพระบรมศพเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง

          การสรงพระบรมศพและทรงเครื่องกับเชิญลงพระลองเงินกว่าจะเสร็จก็พลบค่ำ. พระบรมโกษฐ์ได้เชิญลงผ่านทางห้องทองแดง, ซึ่งเปนที่ข้างในประชุมกันอยู่, เมื่อพระบรมโกษฐ์ผ่านทางนั้น พวกผู้หญิงเบียดเสียดยัดแย่งกันดูเหมือนดูมหรศพอีกครั้ง ๑, ครั้นเมื่อเชิญพระบรมโกษฐ์ลงอัฒจันท์หน้าไปขึ้นทรงพระยานมาศสามคานที่หน้าพระที่นั่งอัมพร, พวกผู้หญิงเยี่ยมพระบัญชรเบียดกันดูแน่นอีก, ช่างไม่มีนึกถึงความต่ำสูงเสียบ้างเลยจนนิดเดียว.
          เมื่อกระบวนจะออกเดิรนั้น กรมนครชัยศรีได้ส่งพระยาสุรเสนา (กลิ่น แสง-ชูโต), ซึ่งเวลานั้นเปนสมุหราชองครักษ์, ว่าให้จัดราชองครักษ์คน ๑ ถือธงมหาราชเดิรตามเสด็จ พระเจ้าอยู่หัวส่วนราชองครักษ์นั้นแบ่งให้เดิรตามพระบรมศพพวก ๑, เดิรตามฉันพวก ๑, และพวกที่เดิรตามฉันนั้นมีพระองค์กรมนครชัยศรีเองเปนอาวุโส, ชักกระบี่ทุกคน. พอกระบวนเริ่มออกเดิร, กรมนครชัยศรีก็เรียกหาธงมหาราช, ปรากฏว่าไปเชิญเดิรตามพระบรมศพอยู่ กรมนครชัยศรีฉุนใหญ่, เดิรตรงขึ้นไปที่พระยาสุรเสนาและพูดว่า นี่แกไม่รู้จักพระเจ้าอยู่หัวของแกหรือ?พระยาสุรเสนาจะตอบว่ากระไรตอนนี้ฉันได้ยินไม่ถนัด, แต่ก็เป็นอันกรมนครชัยศรีเรียกเอาคนถือธงมาเดิรตามหลังฉัน. ต่อมาภายหลังจึ่งได้ทราบจากตัวพระยาสุรเสนาเองว่า เมื่อเขาได้รับคำสั่งเรื่องธงนั้น เขาก็ได้สั่งผู้เชิญธงว่าให้เข้าริ้วเดิรตามหลังฉัน, แต่กรมหลวงนเรศร์บอกว่าผิด, ต้องไปเชิญตามพระบรมศพจึ่งจะถูก, เพราะ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชยังหาได้ราชาภิเษกไม่, จะเรียกว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้,ดังนี้, กรมนครชัยศรีจึ่งได้ตรัสว่า, เมื่อจะได้หรือไม่ได้ก็คอยถามดาบปลายปืนดูสิปัญหาเรื่องเรียกฉันว่า พระเจ้าอยู่หัวนั้นถึงต้องปรึกษาในที่ประชุมเสนาบดี, ดังฉันจะได้เล่าต่อไปข้างหน้า.

          กระบวนแห่พระบรมศพครั้งนั้น ได้จัดเปนกระบวนทหารแห่, ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างบนนี้.ฉันและเจ้านายเดิรตามพระบรมศพ. เมื่อกระบวนแห่ออกเดิรจากพระราชวังสวนดุสิตนั้นค่ำแล้ว, และประทีปก็มิได้ตระเตรียมไว้ให้เพียงพอ, มีแต่คู่เคียงพระยานมาศที่ถือเทียน, จึ่งสว่างอยู่แต่จำเพาะที่ตรงนั้น, ทหารบกได้ยิงปืนใหญ่นาทีละนัดตั้งแต่ลงมือสรงพระบรมศพ, จนกระบวนเข้าไปถึงในพระบรมมหาราชวัง, คือเวลา ๙ นาฬิกาเศษหลังเที่ยง พวกราชทูตและผู้แทนรัฐบาลต่างประเทศได้เข้าไปคอยเฝ้าพระบรมศพอยู่ที่ทางหน้าศาลารัฐมนตรีสภา. พระบรมศพถึงในพระบรมมหาราชวังแล้ว, เชิญขึ้นตั้งที่มุขตวันตกแห่งพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทตั้งแต่พอพระบรมศพผ่านประตูวิมานชัยศรี จนประดิษฐานพระบรมศพเสร็จนั้น, นางร้องไห้ได้ร้องเรื่อย ได้ยินเขาๆ ชมกันเปาะ ว่านางร้องไห้นั้นหัดเร็วนักและว่าร้องเพราะ. แต่ส่วนฉันไม่เห็นว่าอัศจรรย์อะไร, เพราะทำนองก็ไม่ยาก และคำที่จะต้องท่องก็ไม่มีกี่คำ, และฉันรู้สึกอยู่ในใจด้วยว่าไม่ชอบ, เพราะไม่เห็นว่าเปนการแสดงความโศกจริงจัง ดูเปนการบรรเลงมากกว่า. เมื่อประดิษฐานพระบรมศพแล้ว, นิมนต์พระขึ้นสดัปกรณตามประเพณี, แต่ในครั้งนี้ได้เห็นอะไรแปลกกว่าธรรมดา, คือได้เห็นพระแสดงความเศร้าโศกจนกลั้นไม่ได้. สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า (ซึ่งเวลานั้นดำรงพระยศเปนกรมหลวงวชิรญาณวโรรส) ตรัสกับฉันพระสุรเสียงเครือและสอื้น, เสด็จกรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ (ซึ่งเวลานั้นดำรงพระยศเปนพระองค์เจ้าพระสถาพรพิริยพรต) ทรงสวดไม่ใคร่จะออก, สมเด็จพระวันรัตน (ฑิต) วัดมหาธาตุ, เสียงเครือจวนๆ จะเอาไว้ไม่อยู่, สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฤทธิ์) วัดอรุณสวดพลางน้ำตาไหลพลาง, และสอื้นด้วย, และสมเด็จพระวันรัตน (จ่าย, เวลานั้นเปนพระธรรมวโรดม) วัดเบญจมบพิตร์, ร้องไห้อย่างคนๆทีเดียว
ฉันนอนห้องมุขตวันออกพระที่นั่งจักรี

          กว่าจะเสร็จการสดัปกรณก็ ๑๐ นาฬิกาหลังเที่ยง, ฉันออกจากพระมหาปราสาทไปยังพระที่นั่งจักรี, ซึ่งจะได้ใช้เปนที่อยู่ต่อไป, พระที่นั่งจักรีนั้นทูลกระหม่อมไม่ได้เข้าไปประทับอยู่เสียนานแล้ว, และในห้องที่เคยเปนห้องที่พระบรรทมก็เปนที่ไว้ของต่างๆ, ไม่เหมาะแก่การที่จะเข้าไปอยู่, ฉนั้นในคืนวันที่ ๒๓ นั้นจึ่งต้องใช้ห้องที่เรียกกันว่า ห้องไปรเวตปลายมุขตวันออกแห่งพระที่นั่งจักรีเปนห้องนอน, มีฉากกั้นกึ่งกลางห้อง, กึ่งในใช้เปนห้องนอน, กึ่งนอกใช้เปนห้องนั่งและห้องเขียนหนังสือ. ห้องน้ำข้างบนก็ไม่มี, ต้องลงบรรไดไปอาบน้ำชั้นล่าง. ส่วนกินอาหารใช้ท้องพระโรงมุขตวันออก คืนวันที่ ๒๓ นั้นฉันเหนื่อยจนเพลียไปทั้งตัว, หิวเสียจนกินข้าวไม่ลง, ต้องกินน้ำสูปและนมโคแล้วนอนทีเดียว.

          แต่ที่ว่านอนนี้อย่าเข้าใจว่าหลับได้ง่ายๆ ที่จริงนั้นร่างกายเหนื่อยทั่วไปและเท่ากับร้องทุกข์อยู่ว่าต้องการพัก, แต่สมองมันไม่ยอมให้พัก, มัวแต่คิดอะไรต่อมิอะไรไปต่างๆ นานา จนเหลือที่จะกำหนดจดจำได้. ข้อสำคัญคือฉันนึกอยู่เรื่อยว่า เหตุใดหนอจึ่งมีคนอยากเปนพระเจ้าแผ่นดินได้? ส่วนตัวฉันเองมิได้เคยนึกอยากเปนเลย, ฉนั้นเมื่อได้เปนขึ้นจึ่งมิได้รู้สึกยินดีเลย. การเปนตำแหน่งอื่นๆ ยังเคยนึกอยากเปนบ้าง, เพราะไม่ใช่ว่าต้องรอให้ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งนั้นตายเสียก่อน, แต่การเปนพระเจ้าแผ่นดินโดยสืบสันตติวงศ์เช่นฉันนี้ ต้องเสียพ่อจึ่งจะได้เปน, จะให้ยินดีได้อย่างไร? นอกจากนี้ความรู้สึกว่าต้องรับภาระการปกครองอยู่คนเดียวเปนภาระที่หนักกว่าพระเจ้าแผ่นดินที่มีปาร์ลีย์เมนต์เปนที่ปรึกษานั้นเป็นอันมาก, เพราะถ้าทำอะไรพลาดพลั้งไปใครๆ ก็ต้องซัดฉันคนเดียวทั้งนั้น, และฉันจะซัดใครต่อไปอีกก็ไม่ได้เลย. ผู้ที่นึกว่าเปนพระเจ้าแผ่นดินเปนของพึงปราถนาคงต้องเปนบุคคลชนิดที่ไม่มีความคิดลึกซึ้งอะไรเลยเปนแน่. ฉันจำได้ว่าทูลกระหม่อมได้เคยตรัสแก่ฉันถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิสว่า. ชายใหญ่เขามุ่งหมายจะเปนเจ้าแผ่นดินแต่สำหรับจะกินกับเสพย์เมถุนดังนี้, จึ่งทราบว่าผู้ที่อยากเปนพระเจ้าแผ่นดินนั้นมีได้อยู่. ส่วนตัวฉันอาจอวดได้ว่า ทูลกระหม่อม, ได้เคยพระราชทานพระบรมราโชวาทไว้แล้วมากมาย, ทั้งได้เคยรับราชการแลเห็นความลำบากแห่งราชการมาแล้วหลายปี, และมีอายุเกือบจะครบ ๓๐ ปีบริบูรณ์อยู่แล้ว. จึ่งมิได้มีความหลงอย่างใดเลยในข้อที่ว่าเปนพระเจ้าแผ่นดินจะต้องรับความลำบากอย่างไรบ้าง. อย่างไรๆ ฉันก็มิได้หวังจะได้เปน เจ้าแผ่นดินแต่สำหรับกินกับเสพย์เมถุน นั้นแน่นอนละ.

          ตั้งแต่วันที่ ๒๓ ตุลาคม, พ.ศ. ๒๔๕๓ ต่อมา ฉันต้องค้าขันตีอดกลั้นต่อความรำคาญต่างๆ เปนอเนกประการ, และเพื่อให้เห็นได้ว่าฉันถูกความกระทบกระเทือนต่างๆ แทบไม่เว้นวัน อย่างไร, ฉันจะได้เขียนประวัติตามที่ได้มีจดหมายเหตุไว้เปนวันๆ ต่อไป. เมื่อเธอได้อ่านแล้วก็จะเห็นได้ว่าเรื่อง ๑ เริ่มขึ้นแล้วยังมิทันจะได้ดำเนิรไปให้ถึงที่สุดก็มีอีกเรื่อง ๑ ซ้อนมาจนฉันเวียนหัว, และความเห็นของผู้ที่ตั้งตนเปนผู้รู้ผู้ชำนาญมีผิดแผกแตกต่างกันจนแทบจะจับเชื่อมกันเข้าไม่ต่อ. นอกจากคิดราชการงานเมือง, งานพระบรมศพก็ต้องเปนห่วงอยู่ทุกวันและกินเวลาวันละหลายชั่วโมงจนฉันนึกพิศวงตนเองว่าทนได้ ไม่คลั่งเปนบ้า แต่เธออ่านดูเอาเองเถิด, จะเข้าใจได้ดีกว่า.

ถือน้ำครั้งแรก
          วันที่ ๒๔ ตุลาคม ได้มีพิธีถือน้ำให้ฉันเปนครั้งแรก เวลาบ่าย ๓ นาฬิกา ฉันได้ออกไปวัดพระศรีรัตนศาสดารามโดยกระบวนราบ.พอเข้าถึงในพระอุโบสถได้เบิกพวกองคมนตรีขึ้นไปอ่านคำสาบาลให้ฉัน,แล้วพราหมณ์จึ่งอ่านโองการแช่งน้ำ, อาลักษณ์อ่านประกาศ, และพราหมณ์ชุบพระแสง, แล้วเจ้านายและข้าราชการฝ่ายน่าได้ถือน้ำตามธรรมเนียม. เมื่อเสร็จการถือน้ำฝ่ายน่าแล้ว ฉันกลับจากวัดพระแก้วตรงไปยังพระมหาปราสาท, ถวายบังคมพระบรมอัษฐิพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑, ที่ ๒, ที่ ๓, และที่ ๔, ซึ่งได้เชิญไปประดิษฐานในพระมหาปราสาทนั้นด้วย, กับถวายบังคมพระบรมศพพระเจ้าหลวง, แล้วจึ่งเข้าไปในพระฉากมุขตวันตก, ฝ่ายในถือน้ำ. การถือน้ำของฝ่ายในมียุ่มย่ามอยู่บ้าง, คือมีบางคนทำท่าดูเหมือนว่ายังไม่เข้าใจ, ฉนั้นในเวลาดื่มน้ำหาหันมาทางฉันไม่, ไพล่ไปบ่ายหน้าดื่มถวายพระบรมศพ

การยุ่งต่างๆ ของพวกข้างใน
          วันที่ ๒๕ ตุลาคม เวลาบ่ายฉันได้เข้าไปเฝ้าเสด็จแม่, ซึ่งได้เสด็จเข้าไปประทับอยู่แล้วที่พระที่นั่งราชปรีดีวโรทัยในพระบรมมหาราชวัง. ฉันทูลมอบหมายให้ทรงบังคับบัญชาการสิทธิ์ขาดภายในวัง, ก็ทรงรับรองโดยทันที. เพราะท่านทรงเห็นอยู่เหมือนกันว่าถึงเวลาอย่างยิ่งที่จะจัดให้เปนระเบียบเรียบร้อย. รับสั่งว่าตามที่เปนมาแล้ว ผู้ที่ทูลกระหม่อมโปรดปรานทรงใช้ชิดอยู่จริงๆ นั้นก็ดีอยู่ ไม่สู้วุ่นวายอันใด. พวกที่วุ่นวายมากคือพวกที่ตะเกียกตะกายหาดีต่างๆ และพวกเหล่านี้เปนพวกที่จะต้องทรงใช้อำนาจกำราบให้มากหน่อย.

          ต่อมาเสด็จแม่ได้ทรงเล่าถึงเรื่องยุ่งเหยิงต่างๆ ของพวกข้างในเปนอันมาก, ทั้งในเวลาก่อนที่ทูลกระหม่อมประชวร, ทั้งในเมื่อประชวรแล้ว, มีข้อความมากมายเหลือที่จะจดจำ. สรุปตามความเห็นของฉันก็มีอยู่ว่า ในสมัยนั้นเปนด้วยกำลังเปนเวลาที่เปลี่ยนแปลง, ผู้หญิงเริ่มจะได้มีความศึกษาขึ้น มีความรู้งูๆ ปลาๆ, เก่าก็ทิ้ง ใหม่ก็ไม่รู้จริง, จึ่งพาให้มีความคิดเขวไปหมด. ที่เปนมาอย่างไรภายในวังทูลกระหม่อมจะได้ทรงทราบมากน้อยเพียงใดก็รู้ไม่ได้แน่. เสด็จแม่รับสั่งเล่าว่าที่ได้ถูกกริ้วกันก็มี, แต่กริ้วก็มักจะมีแต่ทรงบ่นลับหลัง, ที่กริ้วจังๆ ไม่ใคร่มี. ส่วนผู้ที่ถูกกริ้วนั้นก็มักร้องว่ากริ้วเพราะทรงหลงเชื่อคนนั้นคนนี้ทูลยุยง, ไม่มีที่จะยอมรับว่าตนผิด มิใช่แต่ผู้อื่นที่เปนเช่นนั้น, พวกลูกเธอเองก็ตัวดี. เปนที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง.สัมมาคารวะแทบจะไม่มีเลย. เมื่อเวลาที่ทรงพระประชวรนั้น ไม่ได้มีใครเข้าไปในห้องที่พระบรรทม, รับสั่งให้หาแต่เสด็จแม่พระองค์เดียวเท่านั้น, แต่เสด็จแม่ได้รับสั่งให้คนไปทูลพระนางสุขุมาลให้ไปช่วยพยาบาลด้วย, และได้โปรดให้เจ้าจอมเฉพาะแต่ที่ได้เคยรับใช้ปฏิบัติใกล้ชิดพระองค์อยู่แต่เดิมนั้นเข้าไปคอยรับใช้อยู่ด้วย, แต่ทูลกระหม่อมก็มิได้ตรัสเรียกผู้ใด, นอกจากครั้ง ๑ รับสั่งให้เจ้าจอมเอี่ยมขึ้นไปกดหน้าพระเพลา, แต่ขณะนั้นเจ้าจอมเอี่ยมลงไปนอน, จึ่งโปรดให้เจ้าจอมเอิบขึ้นไปถวายอยู่งานแทน. พระนางสุขุมาลหรือข้างในอื่นๆ ไม่ได้ตรัสเรียกหาเลยอีกสักคนเดียว. ส่วนลูกเธอนั้น ถึงแต่ก่อนๆ เมื่อประชวรก็ไม่ได้เคยเข้าใกล้ชิดพระองค์. เมื่อประชวรแล้ว. ในขั้นต้นก็ยังไม่กล้าเข้าไป, ต่อเมื่อจวนๆ จะสวรรคตทูลกระหม่อมหญิงกรมหลวงศรีรัตนโกสินทร จึ่งไปเรียกพี่น้องผู้หญิงขึ้นไป, และพอสวรรคตแล้วก็เข้าชุลมุนกันใหญ่, สิ้นสัมมาคารวะหมด, หาแบบธรรมเนียมที่ไหนไม่ได้เลย

          ตามแบบธรรมเนียมโบราณที่ฉันได้เคยรู้จัก. ในขณะเมื่อสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทรงพระประชวรหนัก, ผู้ที่จะเข้าไปในห้องที่พระบรรทมได้ก็แต่เฉพาะผู้ที่มีพระราชดำรัสให้หาเจาะตัวเท่านั้น. เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ พระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระประชวรใกล้จะสวรรคต (พ.ศ.๒๓๖๗), ข้างในไม่ได้มีใครเข้าถึงพระองค์สักคนเดียว พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ซึ่งเวลานั้นทรงเปนพระราชโอรสพระองค์ใหญ่, ทรงพระอิศริยยศเปนพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์) ได้ประทับกำกับอยู่ตลอดและปิดพระทวารเสียด้วย. แม้แต่สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี, ผู้ทรงเปนพระอัครมเหษี, ก็หาได้เสด็จเข้าไปไม่. ถึงเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต (พ.ศ.๒๓๙๔), และเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๔ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต (พ.ศ.๒๔๑๑) ก็มิได้มีข้างในเข้าไปยุ่มย่าม. ฉนั้นยิ่งนึกไปถึงยิ่งทำให้ฉันแค้นเคืองเหลือประมาณในการที่ต้องได้เห็นความยุ่มย่ามไม่เจริญตาในเมื่อเวลาที่ทูลกระหม่อมของฉันเสด็จสวรรคต.

เรื่องเรียกตำแหน่งของฉัน
          ฉันได้เล่าไว้แล้วข้างบนนี้ว่า เกิดมีปัญหาเรื่องเรียกตำแหน่งของฉัน. ในเวลาดึกวันที่ ๒๓ ตุลาคม, คือเมื่อทูลกระหม่อมได้สวรรคตลงแล้วนั้น. ได้เกิดโจทย์กันขึ้นว่าจะควรใช้ออกชื่อฉันว่ากระไร. พวกเจ้านายรุ่นใหม่, มีกรมนครชัยศรี เปนต้น, ร้องว่าไม่เห็นมีปัญหาอะไร ควรเรียกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแต่ท่านพวกเจ้านายผู้ใหญ่, มีกรมหลวงเทววงศ์ และกรมหลวงนเรศร์ เปนต้น, กล่าวแย้งว่าธรรมเนียมเก่าต้องรอให้บรมราชาภิเษกแล้วจึ่งเรียกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรมนครชัยศรีถามว่า, ถ้าเช่นนั้นแปลว่าในเวลานี้ไม่มีพระเจ้าแผ่นดินฉนั้นหรือ? ท่านผู้ใหญ่ก็ตอบอ้อมแอ้มอะไรกัน, จำไม่ได้. กรมนครชัยศรีจึ่งได้กล่าวขึ้นว่า ธรรมเนียมเก่าจะเปนอย่างไรไม่ทราบ แต่ในสมัยนี้จะปล่อยลังเลไว้เช่นนั้นไม่ได้, ชาวต่างประเทศเขาจะเห็นแปลกนัก, เพราะเปนธรรมเนียมที่รู้อยู่ทั่วกันในยุโรปว่าในประเทศที่มีลักษณะปกครองเปนแบบราชาธิปตัย, พระราชาต้องมีอยู่เสมอ, จนถึงแก่มีธรรมเนียมในราชสำนัก เมื่อพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตลงเมื่อใด ก็เปนน่าที่เสนาบดีกระทรวงวัง, หรือผู้ที่เปนหัวน่าราชเสวก, ออกมาร้องประกาศแก่เสนาบดีและข้าราชการผู้ใหญ่ว่า. “Messeigneurs et Messeieurs le Roi et Mort Vive le Roi” (ใต้เท้าทั้งหลายและท่านทั้งหลาย, สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตแล้ว ขอให้สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทรงพระเจริญยิ่งๆ). ในเวลาดึกวันที่ ๒๓ นั้นจึ่งไกล่เกลี่ยกันว่า ในประกาศภาษาไทยให้ใช้ออกชื่อฉันว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ผู้ทรงสำเร็จราชการแผ่นดิน,แต่ในหนังสือที่มีบอกไปยังพวกทูตใช้เปนภาษาอังกฤษว่า “His Majesty the King” กรมนครชัยศรีว่าดึกแล้วขึ้เกียจเถียงชักความยาวสาวความยืดต่อไป, แต่พระองค์ท่านเองไม่ยอมเรียกฉันว่าอย่างอื่นนอกจากว่า พระเจ้าอยู่หัวและเกณฑ์ให้ทหารบกเรียกเช่นนั้นหมดด้วย. แต่มิใช่จะมีแต่คนไทยสมัยใหม่ที่ทักท้วงในเรื่องออกพระนามผิดกันในภาษาไทยกับภาษาฝรั่งเช่นนั้น, ถึงพวกฝรั่งที่รู้ภาษาไทยก็ร้องทักกันแส้ ว่าเหตุไฉนจึ่งใช้เรียกไม่ตรงกันในภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ. มิสเตอร์เย็นส ไอเวอร์สัน เว็สเต็นการ์ด (Jens Iverson Westengard, ภายหลังได้เปนพระยากัลยาณไมตรี), ที่ปรึกษาราชการทั่วไป, ได้ทูลท้วงอย่างแขงแรงกับกรมหลวงเทววงศ์ว่า การที่จะคงให้เปนไปเช่นนั้นอีกไม่ได้เปนอันขาด, เพราะอาจที่จะทำให้เกิดมีความเข้าใจผิดต่างๆ เปนอันมากอันไม่พึงปราถนา. นี่แหละ, ท่านผู้ใหญ่ของเรามักจะเปนเสียเช่นนี้, คือไม่ใคร่ชอบเชื่อฟังเสียงพวกเรากันเอง, และผู้ที่มีอายุอ่อนกว่าพูดอะไรก็มักจะไม่ใคร่ยอมตาม, ต่อมีฝรั่งทักท้วงกระตุ้นเข้าจึ่งจะยอมแพ้.

          ครั้นเวลาบ่าย ๕ นาฬิกา วันที่ ๒๕ ตุลาคม, ฉันได้นัดประชุมพิเศษเปนครั้งแรกที่พระโรงมุขตวันตกแห่งพระที่นั่งจักรี, มีผู้ที่ได้เรียกเข้าไปวันนี้คือ น้องชายเล็ก, กรมหลวงนเรศร์, กรมขุนสรรพสิทธิ์, กรมหลวงเทววงศ์, กรมขุนสมมต, กรมหลวงดำรง, และกรมหมื่นนครชัยศรี, เพื่อปรึกษาข้อราชการและวางระเบียบที่จะได้ดำเนิรต่อไป. แต่ก่อนที่จะพูดเรื่องอื่นๆ ได้กล่าวกันถึงเรื่องเรียกตำแหน่งของฉัน, กรมหลวงเทววงศ์ตรัสว่าแก้ปัญหาตกแล้ว,  คือไปค้นหนังสือแสดงกิจจานุกิจของเจ้าพระยาทิพาวรวงศ์ (ที่เรียกกันว่า กรมท่าตามืด) ได้ความว่า เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าเสด็จสวรรคตแล้วนั้นได้กล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า เรียกว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวังบวรทันที, หาได้รอจนเมื่อกระทำพิธีบรมราชาภิเษกแล้วไม่. ที่มาเกิดมีรอไว้ไม่เรียกว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็คือตั้งแต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเสด็จขึ้นครองราชย์, เมื่อก่อนที่กระทำพิธีราชาภิเษกหาได้ออกพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ต่อมาจึ่งกลายเปนธรรมเนียมไป. แต่เมื่อปรากฏว่าเคยได้มีธรรมเนียมเรียกว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ ๑ แล้ว ก็เปนอันว่าในครั้งนี้ควรให้เปนไปเช่นกัน, ไม่ต้องรอราชาภิเษก, แต่คำว่า มีพระบรมราชโองการควรให้รอไว้ก่อน, ให้ใช้ว่า มีพระราชดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมไปพลาง. ส่วนข้อที่ได้ใช้ในคำประกาศว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชผู้ทรงสำเร็จราชการแผ่นดินพลาดมาแล้วนั้น, เพื่อจะแก้หน้ากับฝรั่ง, กรมหลวงเทววงศ์ทรงรับรองว่าจะไปกล่าวแก้ไขว่ารอไว้จนกว่าจะถือน้ำแล้วเท่านั้น.

          การที่ได้ตกลงกันไปเสียได้เช่นนั้นทำให้ฉันโล่งใจมาก, เพราะก่อนนั้นรู้สึกไม่เปนที่เรียบร้อย, ดูราวกับฉันเปนผู้ที่ฉวยอำนาจไว้ได้แล้ว, แต่ยังจะต้องรอรับเลือกของใครๆ ต่อไปอีกก่อนจึ่งจะได้เปนพระเจ้าแผ่นดินจริงๆ พวกฝรั่งได้ร้องถามว่า การที่ยังไม่เรียกฉันว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั้น แปลว่ายังไม่แน่ว่าจะได้เปนฉนั้นหรือ? อาจจะมีองค์อื่น เคลมได้อีกด้วยหรือ? พูดกันอย่างแสลงเช่นนี้เว็สเต็นการ์ดจึ่งได้รู้สึกเดือดร้อน และไปทูลท้วงแก่เสด็จลุงอย่างแขงแรง. ส่วนเสด็จลุงเองท่านจะได้มีความคิดอยู่ในพระทัยอย่างไรบ้างฉันก็หาทราบไม่, แต่ฉันนึกเดาเอาว่า ที่ท่านยังไม่ให้เรียกฉันว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั้น ดูเหมือนจะเกิดจากความวิตกไปว่า ผู้อื่นเขาจะนินทาได้ว่าพระองค์ท่านเห่อแหนหลาน, ซึ่งเปนธรรมดาของเสด็จลุงต้องชอบถ่อมไว้เช่นนั้นเสมอ. แต่แท้จริงเมื่อคำนึงดูแล้ว ก็ควรจะต้องเห็นว่า ครั้งฉันนี้ผิดกันกับครั้งก่อนๆ ทีเดียว. เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าทรงพระประชวรหนักนั้น, มิได้มีเวลาที่จะทรงสั่งไว้ว่าให้ผู้ใดเปนพระเจ้าแผ่นดินต่อพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าในเวลานั้นทรงผนวชอยู่, และมีพระชนมายุเพียง ๒๐, แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเปนพระเจ้าลูกยาเธอผู้ใหญ่และเปนผู้กำกับราชการอยู่หลายตำแหน่ง, พอพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าเสด็จสวรรคต ท่านก็ทรงฉวยอำนาจไว้ได้หมด, ฉนั้นท่านจึ่งมิได้ให้ผู้ใดเรียกพระองค์ท่านว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนกว่าจะได้กระทำพิธีราชาภิเษกแล้ว ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าทรงพระประชวรหนัก ได้ทรงพระประชวรเรื้อรังอยู่นาน, แต่ก็หาได้ทรงส่งมอบหมายราชสมบัติแด่พระองค์ ๑ พระองค์ใดไม่, ทั้งนี้ก็เปนเพราะพระองค์ท่านทรงรู้สึกอยู่ว่า ได้ทรงแย่งราชสมบัติที่รู้กันอยู่ว่าเปนของทูลกระหม่อมปู่ของฉัน, โดยพระองค์ทรงเปนเจ้าฟ้าชายพระองค์ใหญ่พระโอรสแห่งสมเด็จพระพุทธเลิศหล้ากับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี. ส่วนพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าทรงเปนเพียงพระองค์เจ้าพระโอรสของพระสนม. การที่ทรงแย่งครองราชสมบัตินั้นก็ได้เคยมีพระราชดำรัสอยู่ว่า จะรักษาไว้ให้เขาเท่านั้น. ฉนั้นที่ควรก็ควรต้องทรงสั่งไว้ว่าเมื่อเสด็จสวรรคตแล้วให้ราชสมบัติตกเปนของทูลกระหม่อมปู่, แต่พระราชโอรสของพระองค์ท่านก็มีอยู่หลายพระองค์ที่กำลังทรงพระเจริญวัยขึ้น, และเปนธรรมดาบิดาย่อมจะต้องอยากให้บุตรเปนทายาท, ฉนั้นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าจึ่งมิได้ทรงส่งมอบราชสมบัติแก่พระองค์ใด, เปนแต่มีพระราชกระแสรไว้ว่า เมื่อท่านเสนาบดีมุขมนตรีเห็นสมควรจะมอบราชสมบัติถวายแด่พระราชวงศ์พระองค์ใด ก็ให้ถวายแด่พระองค์นั้นเถิด. เมื่อทราบกันว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าทรงพระประชวรหนักนั้น ก็ได้มีผู้ตระเตรียมการกันไว้พร้อม. แต่ไม่มีฝ่ายใดพร้อมเพรียงหรือมีกำลังมากเท่าสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ (ดิศ บุนนาค. ซึ่งเวลานั้นเปนเจ้าพระยาพระคลัง, ว่าที่สมุหพระกลาโหม) กับสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย (ทัด บุนนาค, ซึ่งในเวลานั้นเปนพระยาศรีพิพัฒน์), และท่านทั้ง ๒ นี้ตั้งใจไว้มั่นคงว่าต้องให้ทูลกระหม่อมปู่ได้ราชสมบัติ, และไม่ยอมเปนอันขาดที่จะให้ลูกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าได้, ท่านทั้ง ๒ นี้มีความแค้นเคืองพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าอยู่, เพราะสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่นั้นได้เปนผู้ ๑ ในพวกที่สนับสนุนให้พระนั่งเกล้าขึ้นครองราชย์, แต่มาครั้งเมื่อพระนั่งเกล้ากริ้วหม่อมไกรสรได้พลอยกริ้วสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ด้วย, จนต้องหนีออกไปตั้งกองสักเลขที่เมืองชุมพร จึ่งได้รอดภัย เมื่อครั้งหม่อมไกรสรรับพระราชอาญา. สมเด็จองค์ใหญ่ร้องว่าพระนั่งเกล้าไม่ทรงซื่อตรงต่อผู้ที่ภักดี. ใช้คำว่า ท่านใช้เราเปนบรรไดขึ้นถึงที่สูงได้แล้ว ท่านจะเตะบรรไดเสีย ดังนี้. ข้างฝ่ายผู้ที่อยากให้ลูกพระนั่งเกล้าได้เปนพระเจ้าแผ่นดินออกจะไม่มีผู้ใดที่หลักแหลมและเจ้านายน้องยาเธอที่จะพอหวังให้ช่วยสนับสนุนลูกพระนั่งเกล้าได้ก็มีอยู่แต่กรมสมเด็จพระเดชาดิศร (พระองค์เจ้าลมั่ง, เวลานั้นเปนกรมหลวงเดชอดิศร), เพราะพระนั่งเกล้าโปรดปรานท่านอยู่มาก, แต่พระองค์กรมสมเด็จพระเดชาดิศรเองท่านวางพระองค์เปนกลางเฉยอยู่. ฉนั้นก็ยากที่จะหวังให้ท่านเปนหัวหน้าได้. พูดไปตามจริงพระราชโอรสของพระนั่งเกล้าก็ไม่มีองค์ใดที่แหลมอยู่เลย. พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ, พระโอรสพระองค์ใหญ่ (เปนพระบิดาของสมเด็จพระนางโสมนัสวัฒนาวดี พระบรมราชเทวีในรัชกาลที่ ๔), กับกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ (พระองค์เจ้าสิริวงศ์, เปนพระชนกของสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี) ก็ได้สิ้นพระชนม์ไปก่อนแล้วทั้ง ๒ พระองค์, พระโอรสพระองค์ที่ ๓ (ซึ่งได้เปนกรมหมื่นเชษฐาธิเบนทร์ในรัชกาลที่ ๔) ก็ไม่ใช่คนโปรดปรานและออกจะมืดๆอยู่, คงมีที่ค่อยยังชั่วอยู่ก็พระองค์เจ้าคเณจร (ซึ่งได้เปนกรมหมื่นอมเรนทรบดินทร), แต่ก็มีคนนับถือน้อย, ฉนั้นพอพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเสด็จสวรรคตลง สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่กับสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อยก็รีบไปจัดการล้อมวงที่วัดบวรนิเวศ, และอัญเชิญเสด็จทูลกระหม่อมปู่เข้าไปในพระบรมมหาราชวังทั้งๆ ยังทรงพระผนวชอยู่, และทูลอันเชิญให้เสด็จลาผนวชในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม, แล้วและจัดการให้มีการถือน้ำโดยเร็วด้วย. เพราะเหตุทั้งปวงที่แสดงมาข้างบนนี้ จึ่งมิได้ออกพระนามทูลกระหม่อมปู่ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนกว่าจะได้กระทำพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว. เมื่อทูลกระหม่อมปู่เสด็จสวรรคตนั้น,อันที่จริงก็ไม่ควรที่จะมีข้อสงสัยเลย, หากสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค, ซึ่งเวลานั้นเปนเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์  ที่สมุหพระกระลาโหม) ทำเหตุให้ยุ่งไปเองแท้ๆ ในขณะเมื่อทูลกระหม่อมปู่ทรงพระประชวรหนักนั้น พะเอินทูลกระหม่อมของฉันก็ทรงพระประชวรเปนไข้มีพระอาการมากอยู่เหมือนกัน. อีกประการ ๑ ในเวลานั้นทูลกระหม่อมก็มีพระชนมายุเพียง ๑๕ เต็มๆ เท่านั้น, ทูลกระหม่อมปู่จึ่งได้มีพระราชดำรัสฝากให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ช่วยเปนผู้ประคับประคองด้วย สมเด็จเจ้าพระยาเห็นว่าเปนโอกาสเหมาะที่จะรวบรัดอำนาจไว้ในกำมือของตน, ฉนั้นเมื่อได้ไปเชิญเสด็จทูลกระหม่อมจากพระตำหนักสวนกุหลาบเข้าไปประทับที่ในพระฉากในพระที่นั่งอมรินทร์แล้ว, และได้จัดการถือน้ำตามประเพณีแล้ว, ก็ยังมิได้ให้เรียกทูลกระหม่อมว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, เพราะเขานึกว่าทูลกระหม่อมจะสวรรคตเสียก่อนที่จะได้รับราชาภิเษก ที่ว่าสมเด็จเจ้าพระยานึกเช่นนี้ ไม่ใช่เปนการใส่ความ, เพราะมีสิ่งที่เปนพยานอยู่. อย่าง ๑ คือสมเด็จเจ้าพระยาได้จัดการให้กรมหมื่นบวรวิชัยชาญ (พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ, หรือที่เรียกกันอยู่ว่า ยอร์ช วอชิงตั้น), พระโอรสองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว, รับบวรราชาภิเษกเปนกรมพระราชวังบวรก่อนงานบรมราชาภิเษกของทูลกระหม่อม, ซึ่งเปนการทำนอกธรรมเนียมราชประเพณีโดยแท้, เพราะมิได้เคยมีเลยในรัชกาลใดๆ, ทั้งครั้งกรุงเก่าและกรุงรัตนโกสินทร์, ที่วังน่าจะได้รับบวรราชาภิเษกก่อนที่พระเจ้าแผ่นดินในรัชกาลนั้นจะได้รับบรมราชาภิเษก. อีกอย่าง ๑ ทูลกระหม่อมได้รับสั่งเล่าให้ฉันฟังว่า เมื่อพระองค์ท่านกำลังบรรทมประชวรอยู่ในพระฉากในพระที่นั่งอมรินทร์นั้น, คุณหญิงพันเมียสมเด็จเจ้าพระยาได้เข้าไปยืนอยู่ทางบนพระเจ้า, แล้วแลพูดว่า. พ่อคุ๊ณ น่าสงสาร นี่พ่อจะอยู่ไปได้อีกสักเท่าไร?ทูลกระหม่อมได้ทรงเล่าต่อไปว่า ครั้นเมื่อถึงเวลาทำงานศพคุณหญิงพัน ท่านได้เสด็จขึ้นไปที่บนเมรุ. ทรงเคาะโกษฐ์แล้วตรัสว่า. ยายพัน, แกได้เคยถามว่าฉันจะอยู่ไปได้อีกสักเท่าไร. วันนี้ฉันมาตอบแกว่าฉันอยู่มาได้นานพอที่จะมาในงานศพของแกแล้วละ, จะว่าอย่างไร?ขอกล่าวเรื่องเดิมต่อไปว่า, เมื่อเหตุการณ์มีปรากฏอยู่ดังที่ได้เล่ามาข้างบนนี้ การที่มิได้ออกพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจนได้บรมราชาภิเษกแล้วนั้นก็พอจะเข้าใจได้อยู่ แต่ในครั้งฉันเองนี้มิได้มีเหตุการณ์อย่างใดๆ เลยที่จะทำให้เปนที่สงสัยหรือไม่แน่ใจ, จึ่งไม่ควรเลยที่จะต้องมีปัญหา, และไม่ควรที่จะได้พลาดไปเลย. ส่วนตัวฉันเองนั้นเธอคงจะต้องเห็นใจว่าฉันตกอยู่ในที่ลำบาก.ถ้าหากว่าปัญหานั้นเนื่องด้วยผู้อื่น ฉันคงจะได้อยู่ในพวกที่เห็นว่าควรเรียกว่า  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทีเดียว, แต่ฉันจะวินิจฉัยเข้าแก่ตัวเองเช่นนั้นอย่างไรได้, ก็ได้แต่นั่งนิ่งฟังเขาเถียงกันไปเท่านั้น, เปนแต่อดนึกในใจไม่ได้ว่าเรื่องนั้นมันเกิดยุ่งกันขึ้นเพราะท่านพวกผู้ใหญ่ รู้มากยากนานเท่านั้นแท้ๆ และไม่ควรเลยที่จะให้ช่องให้ชาวต่างประเทศเขาทักท้วงเอาได้. การที่พลาดก็เพราะมิได้ไตร่ตรองสอบสวนกันเสียให้ได้ความถ่องแท้, แต่ก็เปนเคราะห์ดีที่แก้ไขได้โดยพลัน, มิทันได้ปรากฏในหนังสือราชการใดๆ มากฉบับไป


(* หมายเหตุ : ข้อความที่กองบรรณาธิการนำมาตีพิมพ์นี้เป็นพระราชนิพนธ์ที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ เขียนถึงเจ้าพระยารามราฆพ หรือหม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ ณ กรุงเทพ โดยใช้พระนามแฝงว่า ราม วชิราวุธ และตอนต่อไปเตรียมพบกับแนวพระราชวินิจฉัยเกี่ยวกับการตั้งรัฐมนตรีสภา ซึ่งจะทำให้รู้ถึงประวัติศาสตร์ช่วงรอยต่อก่อนที่จะถึงยุคประชาธิปไตย)

วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

จูดี้ขี่ดวงปูชูเบอร์ 9

โดย นายทหารเอกกรุงธน จาก RED POWER ฉบับที่ 33 เดือนกุมภาพันธ์  2556

 

          ในบรรดาคนดวงแข็ง ดวงดี ไม่มีใครที่จะเทียบนายกฯปู ยิ่งลักษณ์ ได้

          นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถือได้ว่าเป็นบุคคลแรกของโลกที่สามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำประชาชนในระบอบประชาธิปไตยที่ใช้เวลาสั้นที่สุดเพียง 49 วัน และสามารถบริหารประเทศได้ดีภายใน 1 ปี ครองใจประชาชนจนโพลล์ทุกสำนักสำรวจความเห็นประชาชนได้ตรงกันว่ามีความเป็นผู้นำที่อดทนต่อแรงกดดันทางการเมืองได้เปอร์เซ็นต์สูงสุดเกือบคะแนนเต็ม 100 ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย

          เริ่มต้นของการเข้าชิงชัยเธอก็ได้เบอร์ 1 เป็นหมายเลขประจำตัว ในการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศเมื่อ 3 กรกฎาคม 2554 ซึ่งถือเป็นความเฮงทางการเมืองในการเลือกตั้ง แต่มาวันนี้พอเธอแสดงตัวสนับสนุนแตะมือพลตำรวจเอกพงศพัศ พงษ์เจริญ ให้เข้าชิงชัยเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พงศพัศ หรือ จูดี้ (นิคเนม) ก็ได้หมายเลข 9 อันเป็นหมายเลขมหามงคลและมหาเฮงแล้วอย่างนี้จะไม่ให้เรียกว่าจูดี้ขี่ดวงปูชูเบอร์ 9 ได้อย่างไร

          การได้เบอร์ 9 เป็นหมายเลขประจำตัวของพลตำรวจเอกพงศพัศ พงษ์เจริญ ในการเลือกตั้งผู้ว่า ก.ท.ม. ในจุดเริ่มต้นของการแข่งขันถือว่าเป็นความเฮงมหาเฮงของผู้สมัคร เพราะคนไทยร้อยละร้อยเชื่อในเลข 9 อีกทั้งในการดูฤกษ์ผานาทีก็จะใช้เลข 9 เป็นสัญลักษณ์แห่งความก้าวหน้า จะเปิดร้าน ขึ้นบ้านใหม่ หรือจะออกจากบ้าน ก็ต้องดูเวลาให้มีเลข 9 ติดไว้เสมอ แม้แต่เลขทะเบียนรถยนต์ถ้าเป็นเลขตอง 9 ก็จะประมูลแพงสูงสุดในบรรดาเลขทะเบียนทั้งหมด

          ถ้ามาดูการจับหมายเลข 9 ของพลตำรวจเอกพงศพัศ พงษ์เจริญ ก็จะเห็นว่าเป็นการจับที่ไม่ได้จับ เพราะท่านพงศพัศเป็นคนจับคนสุดท้ายหรือเรียกได้ว่า ผู้สมัครผู้ว่า ก.ท.ม.ทั้งหมด 16 คน ในขณะจับเบอร์นั้น ช่วยกันจับให้ท่านพงศพัศได้หมายเลข 9 กันทุกคน รวมทั้ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์  บริพัตร คู่แข่งคนสำคัญก็มีส่วนร่วมด้วยช่วยกันด้วยการจับเบอร์ 16 อันเป็นเบอร์สุดท้ายไปครองก่อนเพื่อจะเหลือเบอร์ 9 ไว้ให้จูดี้

          จะบอกว่าจูดี้ขี่ดวงตัวเองเข้ามาแข่งขันทางการเมืองในทางไสยศาสตร์ก็ยังบอกไม่ได้เต็มปากเพราะคนที่ชูมือประกาศเปิดตัวพงศพัศในเวทีการเมืองครั้งแรกเมื่อวันอังคารกลางเดือนมกราคม คือคนที่ดวงดีที่สุดนามว่ายิ่งลักษณ์เพราะพอเธอประกาศบนเวที ชื่อพงศพัศซึ่งสังคมก็พอรู้จักอยู่แล้วก็มีความโด่งดังขจรขจายจนกลายเป็นมิสเตอร์เฮง

          จากความเชื่อในทางไสยศาสตร์ได้พัฒนาสู่ความเป็นวิทยาศาสตร์ด้วยเพราะมหาชนคนหมู่มากเชื่อเช่นนั้นก็ย่อมมีผลต่อจิตวิทยาทางการเมืองที่ทำให้คนไม่รู้จัก ก็รู้จัก ทำให้คนที่พอรู้จัก ก็รู้จักมากขึ้น และทำให้คนที่รู้จักอยู่แล้วก็เกิดความผูกพันรักใคร่มีกำลังใจที่จะโถมกายเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนโดยไม่ต้องการสินจ้างรางวัลเพราะเชื่อในดวงของพงศพัศว่าจะได้เป็นผู้ว่า ก.ท.ม.แน่ๆ

          เวทีปราศรัยที่ลานคนเมืองหน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ในบ่ายวันเดียวกันที่จับเบอร์ ( 21 มกราคม 2556) เป็นหลักฐานยืนยันถึงข้อสรุปนี้ เพราะมวลชนที่มาร่วมชุมนุมกันหนาแน่นและคิดประดิษฐ์สร้างสรรค์การโฆษณาหมายเลข 9 กันอย่างหลากหลายรูปแบบล้วนแล้วแต่เกิดจากพลังใจของเมื่อเช้าของวันเดียวกันที่จับได้หมายเลข 9

          แน่นอนเมื่อฝ่ายพรรคเพื่อไทยเกิดกำลังใจก็ต้องมีฝ่ายที่เสียกำลังใจอันเป็นกฎทางวิทยาศาสตร์ ของสองด้านในองค์เอกภาพเดียวกัน ฝ่ายเสียกำลังใจก็คือพรรคประชาธิปัตย์ คู่แข่งที่ไม่เพียงแต่จะจับได้หมายเลขประจำตัวเป็นเลขสองหลักที่จำยากเท่านั้นแต่ยังได้เลขสุดท้ายปลายโหล่คือ เลข 16 ของการจับเบอร์วันนั้นด้วย

          การได้เลขสองตัวในทางวิทยาศาสตร์ก็จำยากอยู่แล้ว แต่กรณีของ                      ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ดันได้หมายเลขสุดท้ายของวันนั้นในทางไสยศาสตร์ถือว่าซวยสุดๆ

          และก็แน่นอนการได้หมายเลข 9 มหาเฮงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ยังไม่ชี้ขาดชัยชนะ พงศพัศ หมายเลข 9 ยังต้องระมัดระวังจังหวะก้าวในระหว่างเส้นทางเดินก่อนจะถึงวันเลือกตั้งวันที่ 3 มีนาคม 2556 ว่าโดยตัวเองต้องทุ่มเทหาเสียงอย่างหนักแล้วจะต้องใช้ความระมัดระวังสูงเพราะยุทธศาสตร์ของฝ่ายตรงข้ามที่เชื่อเรื่องดวงเป็นชีวิตจิตใจเมื่อเสียขวัญกำลังใจก็ย่อมจะต้องใช้วิธีพิฆาตโดยการจับผิดและโจมตีใส่ร้ายต่อเบอร์ 9 คนดวงดีให้ดวงดับให้ได้ รวมตลอดถึงจะต้องแก้เคล็ดแก้ดวงด้วยวิธีไสยศาสตร์ใช้ควายธนูเข้าเข่นฆ่าทำลาย ซึ่งสังคมไทยถนัดนักที่จะเล่นและเชื่อเช่นนั้น

          ดังนั้น การต่อสู้ทางการเมืองไทยจึงเป็นอะไรที่แปลกประหลาดที่สุดที่หลายประเทศไม่มีและไม่เคยพบ นั่นก็คือสู้กันทั้งบนดินและใต้บาดาลด้วยไสยศาสตร์เวทย์มนต์

          ในสนามเลือกตั้งก็เป็นธรรมดาที่มีทั้งแพ้และชนะ แต่ถ้าเกมส์นี้ พงศพัศ หมายเลข 9 ชนะก็บอกได้ทันทีว่าข่าวของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่จะพาดหัวตัวใหญ่ไม่ใช่เฉพาะในเมืองไทยแต่จะพาดหัวใหญ่ในสื่อสิ่งพิมพ์นิวยอร์คไทม์ในสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศด้วย เพราะวันนี้กรุงเทพฯหรือ BANGKOK ได้กลายเป็นมหานครของโลกไปแล้วและสื่อทั่วโลกกำลังจับตามองการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยตลอดระยะเวลา     6 ปีเศษ ที่ผ่านมานับแต่การรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 และวันนี้กำลังจะเกิดสัญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งนับจากการเลือกตั้งใหญ่ที่คนไทยพร้อมใจกันเลือกผู้หญิงเป็นนายกฯอันเป็นประวัติศาสตร์ แต่เลือกผู้ว่า ก.ท.ม.กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ของการเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ

          นับแต่นี้จนถึงวันลงคะแนนเลือกตั้ง เป็นภารกิจของคนกรุงเทพมหานครโดยแท้ที่จะตัดสินใจว่าจะยอมรับความเป็นมหานครของโลกของเมืองกรุงเทพฯหรือไม่?

          แต่โดยระบอบประชาธิปไตยไม่ว่าใครจะชนะทุกคนต้องยอมรับและก้มหัวให้แก่มติมหาชน...ไม่ใช่พรรคการเมืองบางพรรคที่แพ้การเลือกตั้งแล้วแพ้การเลือกตั้งอีก ทั้งๆที่อำนาจการรัฐประหารโอบอุ้มทุกอย่างแต่ก็ยังพ่ายแพ้ แต่กลับไม่ยอมรับมติมหาชน จนบ้านเมืองปั่นป่วนมาถึงทุกวันนี้

          ไม่ต้องบอกนะครับว่าพรรคนั้นชื่ออะไร?